เมื่อผมไปสอนพิเศษให้กับนักศึกษาเอกปฐมวัยของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นแห่งเชียงราย จำได้ว่า 1 ในวิชาที่ผมสอน คือ "พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน"

นักศึกษาที่มาเรียนส่วนใหญ่ คือ คนที่ขาดโอกาสในสมัยตอนเป็นเด็ก ๆ หรือ วัยรุ่น และปัจจุบันมักทำงานอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์การส่วนปกครองท้องถิ่น ในฐานะ "ผดด." หรือ ผู้ดูแลเด็กเล็ก ก็คือ "ครูเด็กเล็ก" นั่นเอง

ผมอยากทราบความรู้สึกของการดั้นด้นมาเรียนหนังสือ ณ ที่นี่ บางคนลงดอย ต่อรถมา กว่าจะมาที่เรียน ก็หลายชั่วโมง แล้วนี่ต้องมาแบบนี้ทุกเสาร์-อาทิตย์ ดังนั้น งานหนึ่งที่ผมมอบหมายให้นักศึกษาเขาไปคิด คือ "เรามาเรียนหนังสือไปทำไม ?"

ผมมอบงานให้คาบนี้ แล้วคาบหน้านำมาส่ง (ห้วงนี้ประมาณ 1 เดือน)

ผมรับงานแล้วนำมาตรวจ รู้สึกประทับใจวิธีคิดของนักศึกษาคนหนึ่งมาก มีหลักคิดมากมายที่น่าสนใจ จึงอยากนำมาบันทึกนำเสนอไว้ ณ ที่นี้

 

 

เรามาเรียนเพื่ออะไร เรียนทำไม ?

การที่ข้าพเจ้าได้เข้ามาเรียนสาขาการศึกษาปฐมวัยนี้มีที่มาจากสาเหตุอยู่ 3 ประการ คือ

1. มาเรียนเพื่อให้ได้ความรู้เฉพาะทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตนเองในด้านความรู้ ความสามารถ เพื่อนำไปใช้ในงานอาชีพที่ทำอยู่ปัจจุบัน คือ การทำงานในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งมีหน้าที่ให้บริการ อบรม เลี้ยงดู และสร้างให้เด็กในวันเริ่มต้นของชีวิตได้มีพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัยในการทำงานทุก ๆ อาชีพข้าพเจ้าคิดว่า เราต้องทำให้ดี เต็มที่และสุดความสามารถ เพื่อให้งานที่ทำมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล งานดูแลเด็กเป็นงานที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้ความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น จิตวิทยา ความรู้เชิงวิชาการ แขนงหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น จิตวิทยา ความรู้เชิงวิชการแขนงต่าง ๆ แล้ว ยังต้องฝึกตนเองให้มีความอดทน ความเข้มแข็ง ความแข็งแรง ความอ่อนโยน ความเมตตา และด้านอื่น ๆ อีกมากมาย คนที่ไม่มีใจรักในงานอาชีพนี้จะทำไม่ได้ และงานที่ต้องอยู่กับเด็กเล็กตลอดวัน เราควรมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเด็กในหลาย ๆ แง่มุม คนที่จะทำหน้าที่ได้ดีควรมีความรู้เฉพาะด้าน ถึงแม้ข้าพเจ้าจะจบการศึกษาด้านอื่น ๆ มาบ้าง แต่ก็นำมาใช้ได้ในบางส่วนเท่านั้น

2. ข้าพเจ้ามาเรียนก็เพื่อสร้างความพร้อมให้กับตนเอง เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการทำงาน เพื่อในอีก 2 - 3 ปี หากทางหน่วยงานต้องการบรรจุบุคคลขึ้นเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ก็จะเป็นโอกาสแห่งความก้าวหน้าในชีวิต เท่ากับว่า เรายิงปืนนัดเดียว แต่ได้นกถึง 2 ตัว แบบงานก็ได้ผล คนก็เป็นสุข ถึงแม้ไม่ได้บรรจุก็ไม่เป็นไร เพราะนั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของเรา ขอเพียงแค่ได้ทำงานที่เหมาะกับตนเองและเรามีคุณสมบัติพร้อมสำหรับงานที่ทำก็ทำให้การทำงานนั้นประสบผลสำเร็จไปแล้วเกินกว่าครึ่ง

3. ที่ข้าพเจ้ามาเรียนก็เพราะว่าเป็นคนชอบศึกษาไม่ว่าจะเป็นการเรียนหนังสือ หรือศึกษาศาสตร์แขนงอื่น ๆ ชอบหาความรู้ในสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสข้าพเจ้าก็ไม่ปล่อยให้ผ่านไป ในข้อนี้ยังมีข้อสนับสนุนอีกอย่างคือ ในวัยเด็ก ข้าพเจ้าอยากเรียนหนังสือมาก แต่ไม่มีโอกาส พอได้ทำงานจึงได้ขวนขวายในการเรียน และรู้สึกชอบที่ได้ความรู้จากการศึกษาที่มีประโยชน์มากมาย บางอย่างก็นำไปใช้ได้เอง บางอย่างก็นำไปปรับใช้ให้เหมาะสม และการศึกษายังทำให้ทัศนคติในการคิด ทำสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปจากเดิม

 

 

ทุกครั้งที่ผมได้รับโอกาสให้ช่วยสอนพวกเขา "ครูเด็กเล็ก" ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจศึกษาแค่ไหนของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นทั้งอันดับหนึ่งและเชียงราย ผมจะพบอยู่เสมอว่า "ลูกศิษย์ที่มาเรียนกับผม คือ คนที่ขาดโอกาส ฐานะยากจนทั้งสิ้น หมู่บ้านอยู่ตามหุบดอย ซึ่งการเข้าถึงของรัฐค่อนข้างยาก แต่เขากลับมีความเพียรพยายามของการได้มาเรียนหนังสือในตัวเมืองพื้นราบด้วยความขยันและอดทน"

หลายคนเป็นชาวเขา ชาวดอย มาแต่กำเนิด พูดไม่ชัดตามเชื้อชาติที่ได้มา แต่เขาก็มีสิทธิเท่าเทียมกับคนพื้นราบ เป็นคนไทยเหมือนกันนั่นแหละ คนพื้นราบหลายคนชอบดูถูกศักดิ์ความเป็นมนุษย์ของพวกเขา โดยเฉพาะคนของภาครัฐเอง

ผมชื่นชมพวกเขาทุกคนและมีความสุขอย่างบอกไม่ได้ถูกที่ได้มีโอกาสให้ความรู้กับพวกเขาในสิ่งที่ผมมี ค่าตอบแทนที่ได้รับไม่มีคุณค่าเกินความตั้งใจของพวกเขาแน่นอน

 

ผมนำเรื่องราวมาเล่าให้ท่านได้ฟัง อยากให้ท่านเห็นว่า ความเหลื่อมล้ำยังคงไม่ได้หมดไปจากประเทศไทยแต่อย่างใด ยังคงดำเนินการสะสมความไม่รู้ของคนเหล่านั้นอีกต่อไป

จงใช้โอกาสทุก ๆ ครั้งให้ดีที่สุด

กลับมาสอนนักศึกษาที่อยู่ที่พื้นราบ รู้สึกสังเวชใจกับ "การที่มีโอกาสได้เรียน แต่ไม่เคยตั้งใจใช้โอกาสนั้นให้ดีที่สุด" ของนักศึกษาที่มีแต่ใช้ลมหายใจไปวัน ๆ ทำตัวไร้คุณค่า

คราวหน้าไปเจอกับชาวดอย อย่าไปบอกว่า ตัวเองมีอารยธรรมและการศึกษาสูงกว่าก็แล้วกัน เพราะบางทีความรู้ยังสู้ชาวดอยไม่ได้เลย

 

ขอบคุณครับ ;)