ครูพันธุ์ใหม่

    
                 ประสบการณ์เรื่องเล่าครูพันธุ์ใหม่ รุ่น 1 ปี 2547

            หลายสิ่งหลายอย่างที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตคนเรา  ตั้งแต่เกิดจนกระทั้งตาย  เป็นการเดินทางบนเส้นทางชีวิตที่มีระยะทางที่ยาวไกล และใช้เวลาในการเดินทางที่แสนนาน แต่ละสิ่งละอย่างที่เราผ่านเข้ามาในชีวิตล้วนมีคุณค่ามาก  อย่างกระผมกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ก็ต้องผ่านอะไรมาหลายสิ่งหลายอย่าง  ล้วมมีทั้งประสบการณ์ที่ดีๆ ที่อยากจะจดจำ หรือแม้กระทั้งประสบการณ์เลวร้ายที่สุดที่เราอยากจะลืมมันไป    แล้วใครจะรู้เล่าว่าต่อไปในอนาคตเราจะต้องพบเจอกันอะไรบ้าง  แต่สำหรับผมไม่ว่าจะเจอกับอะไร ผมก็พร้อมที่จะสู้ต่อไป ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เราก็พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าเสมอ..........สู้  สู้

                    

            ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์การเป็นนักศึกษาทุนครูพันธุ์ใหม่ ตลอดระยะเวลาที่ศึกษา  5 ปี  ผมก็ขอแนะนำตัวให้ทุกท่านได้รู้จักสักเล็กน้อยก่อนนะครับ

            ผมชื่อ...นายปราโมทย์  ศรีชมชื่น  เกิดวันที่ 30 ตุลาคม 2528  อายุ 24 ปี  เกิดที่ อำเภอชุมแพ  จังหวัดขอนแก่น  หลายท่านคงจะรู้จักกับบ้านเกิดของผมแล้วนะครับ อาจจะเคยได้ยินหรือว่าเคยดูละครช่อง 7  บทประพันธ์ของ คุณศักดิ์ สุริยา  บทโทรทัศน์ของ คุณนอร์แมน วีรธรรม   กำกับการแสดงโดย คุณฉลอง ภักดีวิจิตร  เป็นเรื่องที่เรตติ้งสูงสุดของช่อง 7 ในปี 2550 เลยก็ว่าได้

           จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2540 ที่โรงเรียนหนองไผ่พิทยาคม       อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น   
           จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น ในปีการศึกษา 2543 และจบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย ในปีการศึกษา 2546  จากโรงเรียนชุมแพศึกษา  อ.ชุมแพ  จ. ขอนแก่น

            หลังจากจบการศึกษาในระดับ ม.ปลาย  ผมมีความคิดว่าอยากจะเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ด้านกฏหมาย  เพราะผมรู้สึกว่าตอนนั้นผมจะชอบวิชากฎหมายอยู่ในระดับนึง และอีกอย่างผมมองไปถึงอนาคตของผมในวันข้างหน้าด้วย  เพราะเรียนจบสาขานี้สามารถสอบ   หรือทำงานได้ในหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเอกชน หรือราชการ  แต่ที่จริงก็ฝันไว้ว่าอยาก
จะสอบเข้าสายงานราชการมากกว่า เพราะเป็นอาชีพที่มั่นคงและสามารถทำงานอยู่กับบ้าน      มีเวลาดูแลพ่อแม่ของเราได้ด้วย  ไม่เหมือนกับงานอื่น ๆ ที่บางทีอาจจะต้องเข้ามาในเมืองกรุง เพื่อหางานเพราะงานบางอย่างที่บ้านนอกเราก็ไม่มีให้ทำ ต้องดั้นด้นเข้ามาทำงานในเมืองกรุง
ซึ่งผมคิดว่าคงไม่ใช่สำหรับผม  เพราะอยู่ที่ไหนก็ไม่เท่าอยู่บ้านเราหรอกครับ  ทั้งสบายตัวและก็สบายใจด้วย
            ผมเริ่มเก็บกระเป๋าเพื่อที่จะเดินตามหาความฝันที่ผมได้ตั้งไว้  อยู่ดี ๆ ก่อนวันเริ่มเดินทาง
ก็มีคนมาที่บ้านผมแล้วก็เล่าข่าวเกี่ยวกับครูพันธุ์ใหม่ให้ผมฟัง เพราะเขาก็ได้ยินมาจากคนอื่นอีกทีแล้วรู้สึกว่าจะเป็นโครงการที่ดี เลยอยากให้ผมลองไปสมัครดู ซึ่งพ่อกับแม่ผม ก็สนับสนุน     ผมนั่งคิดอยู่สักระยะหนึ่ง  ซึ่งกำลังจะตัดสินใจว่าจะไปลองดูดีไหม  หรือว่าจะเดินทางเพื่อนไปเรียนตามฝันที่ผมได้คิดไว้แล้วก่อนหน้านี้  แต่คิดดูอีกทีแล้ว...โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีซึ่งถ้าสอบติดเขาก็จะบรรจุให้ทำงานด้วย และที่สำคัญเป็นงานที่มีเกียรติ  ศักดิ์ศรี ที่ผู้คนให้ความเคารพ  และได้ทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่เพื่อถ่ายความรู้และสิ่งที่ดีดีให้กับลูกศิษย์ ซึ่งหาได้ยากในยุคนี้

            วันต่อมาผมเริ่มออกเดินทางเข้าสู่จังหวัดขอนแก่นเพื่อซื้อใบสมัครโครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับปริญญาตรี (หลักสูตร 5 ปี) ซึ่งทั่วประเทศจะมีศูนย์การสมัครและสอบตามมหาวิทยาลัยที่เป็นแกนนำของโครงการ  ซึ่งศูนย์สอบทั้งหมดทั่วประเทศมีอยู่ 12 ศูนย์    ภาคอีสานก็ได้แก่ ม.ขอนแก่น ม.ราชภัฏอุดรธานี ม.ราชภัฏนครราชสีมา  ซึ่งตามพื้นที่แล้วผมอยู่ในเขตของ ม.ขอนแก่น  ซึ่งวันที่ผมมาซื้อใบสมัครเกือบจะวันสุดท้ายแล้วที่เขาเปิดขาย  อะไรจะบังเอิญให้ผมได้ขนาดนั้นครับ เกือบไม่ได้สอบแล้วนะเนี่ย ถ้ามาช้ากว่านี้  จากนั้นก็ได้ระเบียบการสมัครมาเล่มหนึ่ง  จึงได้ศึกษาและเตรียมเอกสารตามที่เขากำหนดมา  ซึ่งเกรดเฉลี่ยนตอนนั้นเขากำหนด GPA แค่ 2.75  ซึ่งตอนแรกผมนึกว่า 3.00  แต่ที่จริงแค่ 2.75 ครับ
เพราะถ้า 3.00 ผมคงไม่ได้สอบครับ  เรียนแทบตาย ได้เกรดแค่ 2.98 เอง อีกแค่ 0.02 ผมก็จะถึง 3.00 แล้ว  แต่ด้นไม่ได้  แต่ดีแล้วครับที่เขากำหนด แค่ 2.75  เลยมีโอกาสได้สอบ

              เมื่อได้อ่านระเบียบการและก็เตรียมเอกสารการสมัครตามที่กำหนดมาครบทุกอย่าง ก็ได้นำมาสมัครในวันสุดท้ายของการรับสมัครพอดี คือวันที่ 30 เมษายน 2547 ที่ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยขอนแก่น  หลังจากนั้นก็กลับบ้านเพื่อไปเตรียมตัวและทบทวนเนื้อหาวิชาที่เรียนมา
และวันที่ 7 พฤษภาคม 2547  ก็ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ  ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วมามีรายชื่อสามารถเข้าสอบได้  และวันที่จะต้องสอบก็มาถึง คือวันที่ 10-12 พฤษภาคม 2547  ซึ่งวันที่ 10 เป็นวันสอบข้อเขียน ซึงสอบพร้อมกันทั่วประเทศตามศูนย์สอบต่าง ๆ  ผมสอบที่สนามสอบ โรงเรียนสาธิตมอดินแดง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตอนนั้นข้อสอบยากมาก ๆ  ไม่อยากจะพูดถึงเลยครับ  ก็ประมาณข้อสอบเอ็นทรานส์ในสมัยนั้น..แต่ก็พอจะทำได้บ้างครับ..(ถ้าทำไม่ได้คงจะสอบไม่ติดไปแล้ว..55)  การสอบก็สอบตามวิชาที่เราลงไว้นั่นแหละครับ  ตอนสมัครเขาให้เราเลือกลงได้ 3 สาขา 3 มหาวิทยาลัย  และแล้วการสอบวันที่ 10 ก็ผ่านไปได้ด้วยดี  ส่วนวันที่ 11และวันที่ 12 เป็นการสอบสัมภาษณ์ครับ  ผมได้สอบวันที่ 12 ในช่วงเช้าครับ  ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมากเลยครับ  เพราะกังวลไม่รู้ว่าเขาจะถามอะไรเรา  อีกอย่างมองดูเพื่อนคนอื่นที่เขามาสอบ เขาเตรียมแฟ้มผลงานกัน เล่มแบบว่านอนหมุนได้เลยครับ เล่มใหญ่มาก  แต่ผมไม่มีอะไรเลยในตอนนั้น  มีเฉพาะตัวกับหัวใจน้อย ๆ ของผมครับ  แต่ถึงจะน้อยแต่ก็เข้มแข็งครับ  สู้ตายอยู่แล้ว..55
และแล้วก็ถึงเวลาที่ผมต้องเข้าห้องสอบสัมภาษณ์  ตื่นเต้นยังไม่หายเลยครับ  เข้าไปแล้วพบก็กับกรรมการ 3 ท่าน  พอเห็นหน้าก็ทักทายกันด้วยคำที่คุ้นเคยดี คือ สวัสดีครับ  แล้วก็รอให้เขาเชิญเรานั่งก่อนครับ เราถึงจะนั่งได้  พอนั่งลงกรรมการก็ให้เราแนะนำตัวไปเรื่อย ๆ แล้วก็ไม่ได้ถามอะไรมากมายหรอกครับ ก็ถามคำถามที่เราเล่าให้ฟังแหละครับ เราเล่าอะไรไปเขาก็ถามจากที่เราเล่าให้เขาฟัง  แต่ก็ตื่นเต้นมากครับ เพราะคำถามที่เขาถามเราไม่สามารถรู้เรื่องหน้าได้เลยว่าเขาจะถามอะไร ได้แต่คาดเดาไว้ก่อนแล้วเตรียมคำตอบนั้นมาให้ดีดี เหมือนประกวดนางสาวไทยยังไงยังงั้นเลยครับ  แต่คำถามก็ไม่ได้มีอะไรมาก ถามเรื่องทั่วไป  แต่ไม่รู้ว่าเขาจะถามคนอื่นอย่างไรนะครับ แต่สำหรับผมเป็นเรื่องทั่วไป ไม่มีอะไรมากครับ พอสัมภาษณ์เสร็จก็สวัสดีแล้วก็เดินออกมาจากห้องนั้นทันที รู้สึกดีขึ้นมากเลยครับ  อะไร  ๆ ก็โล่งไปหมดเลยตอนนั้น....

          

            และแล้ววันประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษาก็มาถึง  วันที่ 20 พฤษภาคม 2547  ซึ่งตอนนั้นได้เข้าตรวจรายชื่อจากเว็บไซต์ของ สกอ. ผลปรากฎว่า..ผมสอบได้ครับ  สาขาการศึกษาพิเศษ  มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม  ตอนนั้นยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษเท่าไหร่ แต่ก็รู้ว่าเป็นการจัดการศึกษาเกี่ยวกับผู้พิการ  ให้โอกาสทางการศึกษากับผู้พิการครับ
และก็ได้ไปรายงานตัวในวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 กับทางมหาวิทยาลัยที่สอบได้  ตอนนั้นบอกฝ่ายทะเบียนว่ามารายงานตัวครูพันธุ์ใหม่  เขาบอกว่าไงรู้ไหมครับ เขาบอกว่าไม่รู้จักครับ..ผมเลยขำ  อะไรหรอเนี่ย เรามาถูกรึเปล่าน้อ...55  แต่น่าจะถูกครับ เพราะตอนนั้นข่าวเกี่ยวกับครูพันธุ์ใหม่ไม่ค่อยดังเท่าไหร่  หลายคนยังไม่รู้จักว่าครูพันธุ์ใม่คืออะไร  พึ่งมารู้จักกันอย่างแพร่หลายในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เองครับ  ขนาดตอนนั้นผมยังรู้จักไม่กี่วันสุดท้ายของการสมัครนี่เอง
ว่าไปแล้วเกือบไม่ได้สมัครนะครับ...เพราะข่าวการประชาสัมพันธุ์ในตอนนั้นเกี่ยวกับข่าวนี้ยังอยู่ในวงที่จำกัดครับ   

                เมื่อได้เขามาเรียนที่นี่ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสารคามแห่งนี้ (แต่ก่อนเป็นวิทยาลัยครู เป็นสถาบันที่เก่าแก่และขึ้นชื่อเรื่องการผลิตครู )  แต่ปัจจุบันมีคนมาเรียนลดลงมาก เนื่องจากการสอบบรรจุที่ยากยิ่งในทุกวันนี้ และอีกอย่างค่าตอบแทนไม่มาก คนจึงหันไปเรียนสาขาที่ให้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อทำงาน  จึงทำให้ผู้เรียนลดลงไปมากในแต่ละปี  ซึ่งรุ่นที่ผมเข้ามาเรียน มีอยู่ สองร้อยกว่าคนครับ  จากแต่ก่อนคนเรียนแต่ละปีเป็นพันขึ้น  ซึ่งดูแล้วก็น่าเศร้าใจครับ ที่จำนวนคนที่เรียนครูมีจำนวนลดลง  คนดี คนเก่ง หันไปเรียนสาขาอื่นกันหมด ทำให้เด็กขาดโอกาสทางการศึกษา ได้รับความรู้ดีดี การสอนที่มีคุณภาพจาก...ครูดี ครูเก่ง  แต่ก็ไม่ได้คนที่มาเรียนครูไม่เก่งนะครับ  เก่งครับถ้างั้นคงเป็นครูไม่ได้หรอกครับ  แต่ที่เสียใจก็เรื่องจำนวนคนที่เรียนลดลงอย่างเห็นได้ชัดนี่เองครับ  แต่เอาเถอะ..ยังไงผมก็ขอทำหน้าที่ครูที่ดี คนนึงแล้วกันครับ....เมื่อได้เข้ามาเรียนก็ได้พบกับอะไรที่ใหม่ เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิตผมอย่างมากเลยครับ  ได้พบเพื่อนใหม่ การเรียนการสอนที่ต่างไปจากการเรียนในตอนมัธยม  การร่วมกิจกรรมกับเพื่อน และมหาวิทยาลัย  ทำให้ผมได้พบกับประสบการณ์ใหม่ ๆ มากมาย



             
เมื่อเริ่มเรียนได้สักระยะก็ได้ทำสัญญาทุนครูพันธุ์ใหม่ร่วมกับมหาวิทยาลัย  ซึ่งตอนนั้นมหาวิทยาลัยผม มีนักศึกษาทุนครูพันธุ์ใหม่  ทั้งหมด 50 คน  ได้แก่ การศึกษาพิเศษ 31 คน  การศึกษาปฐมวัย 5 คน  วิทยาศาสตร์ 4 คน และก็ภาษาอังกฤษ 11 คน  และก็ได้สละสิทธิ์ออกไป 1 คนครับ คือ โปรแกรมภาษาอังกฤษ  เนื่องจากอะไรก็ไม่ทราบเหตุผลของเขาเหมือนกัน 
คนอื่นเขาแย่งกันสอบเข้ามากว่าจะได้  แต่เขาสละสิทธิ์ไปซะงั้น แต่ก็ไม่ทราบเขาอาจจะมีเหตุผลของเขาเราก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน

 

                    เมื่อทำสัญญาทุนเสร็จสิ้นพวกเราก็ได้เป็นนักศึกษาทุนครูพันธุ์ใหม่ อย่างเต็มตัวครับ   ได้รับค่าตอบแทนปี ละ 69000 บาท คิดเป็นเทอมละ 34500 บาท  แล้วแต่มหาวิทยาลัย ที่เราศึกษาเขาจะจัดการเรื่องเงินให้เรานะครับ บางมหาวิทยาลัย เขาให้เป็นเทอม  บางที่ให้เป็นรายเดือน  ก็แล้วแต่จะจัดการกันครับ  แต่รับรองได้ว่าครบทุกบาททุกสตางค์ครับ  และก็จะมีงบที่มาด้วยกันที่ใช้ทำกิจกรรมของนักศึกษาทุน ระหว่างปีการศึกษา  มหาวิทยาลัยจะตัดไว้  เป็นจำนวนเงิน 15000 บาททุกคน  ทุกปีครับ  เงินในส่วนนี้จะใช้จัดกิจกรรมต่าง ๆของนักศึกษาทุน  ไม่ว่าจะเป็น  การจัดอบรม  การจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธุ์(ครูพันธุ์ใหม่สัมพันธุ์)  กิจกรรมศึกษาดูงาน  และอีกหลาย ๆ อย่างที่ทางมหาวิทยาลัยจะจัดให้ แต่ละมหาวิทยาลัยจะไม่ค่อยเหมือนกัน  แต่จะอยู่ภายใต้ระเบียบที่ทาง เจ้าของโครงการให้มาที่เขากำหนดว่าให้แต่ละมหาวิทยาลัยต้องจัดกิจกรรให้นักศึกษาตามที่กำหนดไว้ในสัญญา  ว่าไปแล้วก็ได้เยอะเหมือนกันนะครับ พอที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม ค่ากิน ค่าวัสดุการเรียน  ถ้าใครใช้เป็นก็เหลือเก็บได้ด้วย
เป็นเงินก้อนในการตั้งหลักเมื่อจบไป  ได้ใกล้เคียงกับโครงการ สควค (คณิต-วิทย์)  เพราะมีเพื่อนเป็น สควค ด้วย เลยได้ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ้งกันและกันระหว่างทุนสองทุนนี้
                     กิจกรรมที่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้ ก็เช่น  การจัดอบรมคอมพิวเตอร์ และภาษา  การพูดในที่ชุมชน  การทำงานเป็นกลุ่ม  การศึกษาดูงานตามที่สำคัญต่าง ๆ  ได้ไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบการศึกษาของเวียดนามด้วยนะครับ  ทั้งได้ความรู้และที่สำคัญได้เที่ยวด้วย 555
ดีมากเลยครับ   และอีกกิจกรรมที่สำคัญมากเลย คือกิจกรรม ครูพันธุ์ใหม่สัมพันธุ์ครับ  มีทั้งหมด 4 ครั้ง  แต่ละครั้งจะมีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ แบ่งกันเป็นเจ้าภาพครับ  ทางพวกผม อยู่โซนทางมหาวิทยาลัยราชภัฎอีสานเหนือครับ ก็จะมี มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม  มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดร  มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย  และก็สุดท้าย มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนครครับ  แต่ละปี จะแบ่งกันรับผิดชอบกิจกรรมโดยการเป็นเจ้าภาพ เพื่อเป็นการสานสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ  และได้รู้จักกัน  ได้พบเพื่อนใหม่ ๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน  ผมว่าเป็นกิจกรรมที่ดีและมีประโยชน์มากเลยครับ  ซึ่งผมโชคดีมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการครูพันธุ์ใหม่  ถ้าไม่ได้โครงการนี้ คงไม่ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ  ให้กับตัวเอง  ขอบคุณมากสำหรับโครงการดี ดี แบบนี้นะครับ

                    

หลักสูตรต้องเรียนทั้งหมด 5 ปี  4 ปีจะเป็นการเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยครับ ส่วนปีสุดท้ายปี 5 จะเป็นการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูทั้งปีเลย  ต้องออกไปทำงานกับโรงเรียน เรียนรู้ชีวิตการเป็นคุณครูจริง ๆ ครับ  ซึ่งแรก ๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นมากครับ  แต่อยู่ไปอยู่มาก็เริ่มชินครับ  คงจะเพราะวิญญาณความเป็นครูที่มีอยู่ในตัว ได้เริ่มฉายแววออกมา  เพื่อทำหน้าที่คุณครู ให้เต็มความสามารถและความรับผิดชอบที่มีทั้งหมด 
                       
เมื่อจบการศึกษา  ก็ได้มีการประชุม/สัมมนานักศึกษาทุนครูพันธุ์ใหม่ร่วมกัน ทั่วประเทศที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์  และที่สำคัญคือเรื่องของการบรรจุแต่งตั้งรับราชการครูครับ คือจะต้องรับราชการครูตามภูมิลำเนาที่ได้ทำสัญญาทุนไปในตอนที่เข้ามาตอนปี 1 ครับ ใครมีภูมิลำเนาที่ไหนจากหลักฐานที่ทำสัญญาไว้  ก็จะได้บรรจุตามภูมิลำเนานั้น หรือถ้าไม่มีตำแหน่งว่า ก็จะได้บรรจุในพื้นที่ ๆ ใกล้เคียงแทนครับ  หรืออาจจะที่เจ้าของสัญญากำหนดครับ  ซึ่งมาถึงวันนี้ ตอนนี้  พวกเราก็ได้รับการบรรจุกันแล้วครับ  เมื่อเดือน
พ.ค. 2552  ตามสัญญาที่ได้ทำร่วมกันไว้  รับราชการครู ในตำแหน่งครูผู้ช่วย รับเงินเดือนวุฒิปริญญาตรี 5 ปี  คือ 8700 บาท และได้ค่าครองชีพอีก 1500 บาท รวมแล้วก็ 10200 บาทครับ
ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่พอใช้ครับ ไม่มากไม่น้อย  ถ้าใครใช้เป็นก็พอดีหรืออาจจะมีเงินเก็บด้วย แต่ถ้าใครใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็คงคิดว่ามันน้อยไปนะครับ  แต่สำหรับผมทั้งพอ ทั้งเหลือด้วยครับ   เพราะผมเป็นคนง่าย ๆ  ไม่ค่อยตามแฟชั่นเท่าไหร่ ใช้เฉพาะที่จำเป็น  ไม่ได้ตามกระแสอะไรมากไป  ตามมีตามเกิดครับ  เพราะยังไงก็ไม่มีใครมาสนใจเราอยู่ดีครับ เราอยู่ได้ไม่ทำให้ตัวเองและไม่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน แค่นี้ก็พอแล้วครับสำหรับผม.......
                            

                          ก่อนที่จะจบเรื่องเล่านี้ ผมขอเล่าเกี่ยวกับความฝันในอนาคตให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันสักนิดก็แล้วกันครับ ว่าแท้จริงผมได้คาดหวัง หรือมีความฝันอะไร เผื่อจะได้เป็นประโยชน์ สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตตัวเองจะไปในแนวทางไหนกันแน่
                         
คติที่ผมถือประจำใจ คือ สิ่งในชีวิตที่ไม่หวนมา คือ เวลา คำพูด และโอกาส
ก็อย่างว่านะครับ  มันไม่เคยที่จะหวนมาจริง ๆ ผ่านไปแล้วก็ผ่านไป  ถ้าเราไม่รีบคว้าหรือรักษาโอกาสนั้นไว้  เราก็จะเสียใจภายหลังนะครับ  ผมว่าถ้าเรามีโอกาสดีดี ก็รีบคว้าไว้เลยดีกว่า ถึงแม้ว่าเราอาจจะประสบความสำเร็จหรือบางทีอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็ถือซะว่ามันเป็นประสบการณ์สำหรับเราครับ  
                           ผมเป็นคนที่สนใจหลาย ๆ อย่างอยากทำอะไรให้เป็นหลาย ๆ อย่าง แต่อย่างว่าแหละครับ ทำได้แต่ก็ไม่ได้เก่งจริง ๆ สักอย่าง ก็ดีนะครับอย่างน้อยเราก็ทำได้หลาย ๆ อย่าง
ในวันข้างหน้าผมได้สร้างความฝันเกี่ยวกับต้วเองไว้ว่า  อยากจะเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์ครับ เพราะผมเป็นคนชอบเล่นคอมฯอยู่แล้ว วัน ๆ ไม่ทำอะไรหรอกครับ กลับมาจากทำงานที่โรงเรียน ก็กลับมาเล่นคอมฯ ทำงานบ้าง อ่านสาระข่าวสาร ต่าง ๆใน อินเตอร์เน็ตบ้าง  เลยมีความคิดว่าเราอยากจะเป็นครูคอมพิวเตอร์  ถ้าได้นำความรู้ที่ศึกษามาตลอด มาถ่ายทอดให้กับคนที่ไม่รู้ แล้วเขาได้มีความรู้เพราะเรา และนำไปใช้ประโยชน์ได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีมากเลย  เพราะผมเป็นคนสนใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงได้ศึกษามาตั้งแต่สมัยเรียน  แต่ก็ยังไม่ถือว่าเก่งอะไร เพราะไม่ได้เรียนจบมาด้านนี้ แต่เนื่องจากความสนใจ จึงได้ศึกษาหาความรู้ให้กับตนเองมาอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งตอนนี้ก็ได้เรียนต่อเพิ่มเติมทางด้านนี้  คือ  หลักสูตรเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา (หลักสูตรปริญญาตรี 2 ปี)  คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  ซึ่งเขาได้เปิดโอกาศให้บุคคลากรทางการศึกษาได้ศึกษาต่อเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนต่อไป
และในอนาคตอีกสัก สองสามปี  รอเก็บเงินให้ได้สักก้อนก่อน ผมคิดว่าจะเรียนต่อปริญญาโท ด้านการบริหารการศึกษา  เผื่อบางที่สักวันอาจจะได้เป็นผู้บริหารกับเขาบ้าง...555   แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่กัน แต่ผมก็ไม่ท้อหรอกครับ  ขนาดนาฬิกาตาย มันยังบอกเวลาถูกวันละสองหนเลย แล้วคนเป็น ๆ อย่างผม ไหนเลยจะยอมแพ้หละครับ....... สู้  สู้



                
ส่วนเรื่องสุดท้ายที่จะเล่า  คือ  เรื่องที่ทุก ๆ คนก็มีครับ  แต่อาจจะแตกต่างกันไปแล้วแต่คน แล้วแต่ละความคิดครับ  คือ  เรื่องของความรัก  ความรักที่ยิ่งใหญ่และมีค่ามากกว่าสิ่งที่ที่ผมมีตอนนี้ คือ ความรักที่มีต่อผู้มีพระคุณตั้งแต่ที่ลืมตาขึ้นมา ตลอดจนมีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ครับ  คือความรักที่มีต่อ พ่อ แม่ และผู้มีพระคุณ(ปู่ ย่า ตา ยาย อื่น ๆ )
เพราะผมคิดอยู่เสมอว่า อะไรคือสิ่งที่เราจะทำเมื่อเรียนจบและทำงานแล้ว  คือการได้กลับไปตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ครับ ที่จริงแล้วชาตินี้เราก็ตอบแทนไม่หมดหรอกครับ  แต่อย่างน้อยเราก็ได้ทำอะไร ดี ดี เพื่อท่านบ้างก็ยังดีครับ  ขนาดท่านยังเลี้ยงเรามาได้ อย่างไม่ย่อท้อ ไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากเรา  ไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทน  เป็นรักที่บริสุทธิ์  เพียงท่านได้เห็นเรามีความสุขท่านก็สุขใจแล้วครับ  และผมก็เช่นเดียวกัน ได้เห็นท่านมีความสุขแค่นี้ ผมก็สุขใจแล้วและครับ  จึงพยายามที่จะไม่ทำอะไรให้ท่านต้องกังวลใจ  ต้องเหนื่อยใจ หรือไม่สบายกาย สบายใจเพราะเรา เพียงแค่นี้พ่อกับแม่ก็มีความสุข และผมก็สุขใจแล้วครับที่ได้ทำอะไรดีดี เพื่อท่านบ้าง

                              ความรักต่อมา คือ ความรักในฉบับของสิ่งที่เรียกว่า เนื้อคู่ ครับ  555 
คิดว่าใคร ๆ ก็คงจะมีกันในเรื่องนี้  มนุษย์ไหนเลยจะขาดเรื่องนี้ได้    แต่สำหรับผม ผมยอมรับครับว่าก็เหมือนคนทั่ว ๆ  ไปที่อยากจะมีความรัก  และได้พบกับรักมีแต่ความสุข ความสมหวัง
แต่จะหาที่ไหนได้หละครับ  เพราะตอนนี้ก็หามานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีสักที 555  เพราะผมเป็นคนจริงจังกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ถ้าไม่ถูกใจ ไม่ตรงตามความรู้สึก ผมก็ยังไม่มีดีกว่าครับ..55
(เรื่องมากไหมหละครับ)  แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอกครับ 
มีก็ได้ไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้เราก็ยังเด็กอยู่  มุ่งมั่นเรื่องอนาคตก่อนดีกว่าครับ  จะมีหรือไม่มีก็ไม่เป็นไร  ในตอนนี้ก็อยู่ได้ครับ  แต่ต่อไป เมื่อประสบความสำเร็จที่ตั้งไว้ คงจะหาใครสักคนมาเป็นเพื่อนคุย เพื่อให้หายเหงาบ้างแหละครับ  และก็เป็นแม่ที่ดีให้กับลูกเราด้วย..555
                    ขอเป็นผู้หญิงน่ารัก ๆ   นิสัยดีดี  อยู่กับเราได้  ยอมรับในตัวเรา และเราก็ยอมรับในตัวเขา  เรารักเขาและเขาก็รักเรา  แค่นี้ก็ดีสุด ๆ สำหรับผมแล้วแหละครับ..555
                                 ขอให้เจอด้วยเถอะ.........สาธุ  (อิอิ)

          สุดท้ายขอฝากไว้ว่า  " ความสุขของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ การมีเงินทองมากมายล้นฟ้า
มีฐานะใหญ่โต  มีรถคันหรู  มีบ้านหลังใหญ่  หรอกครับ  ความสุขที่แท้จริง อยู่ที่ตัวเรามากกว่า อยู่ที่ว่าเราจะทำตัวอย่างไรให้มีความสุข การเห็นคุณค่าของตนเอง  การพอใจในสิ่งที่ตนเองมี
การทำสิ่งที่ ดี ดี ให้กับตนเอง  พ่อ แม่ พี่น้อง สังคม และประเทศชาติบ้านเมืองของเรา  แค่นี้ก็ถือว่าท่านได้เป็นคนดี  มีคุณค่าแก่ตนเองและสังคมแล้วนะครับ แล้วท่านก็จะมีความสุขตามมาเองนะครับ  เชื่อผมครับ ว่าท่านทำได้......"  

             ขอบคุณที่ติดตามอ่านเรื่องราวของผมนะครับ  โอกาสหน้าผมจะนำเรื่องดี ดี มาเขียนลงให้ทุกท่านได้อ่านและติดตามกันอีกครั้งนะครับ   และสุดท้ายนี้ก่อนที่จะจากกัน..........กระผม ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งสั่งสิทธิ์ในสากลโลก สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ได้โปรดอำนวยพรให้ทุกท่าน  มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง  ปราศจากโรคภัย ไข้เจ็บต่าง ๆ  ตลอดจนไข้หวัด 2009 H1N1 ที่กำลังระบาดตอนนี้ด้วยนะครับ  สาธุ..........

       

 

 

ปล. ถ้าท่านที่สนใจเกี่ยวกับข่าวครูพันธุ์ใหม่ รุ่น 1 ปี 2547
ผมก็ได้อัพโหลดระเบียบการเก่าปี 47 ที่จะให้ทุกท่านได้โหลดไปศึกษากัน เผื่อจะเป็นประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ  หรือต้องการที่จะติดต่ามข่าวเกี่ยวกับครูพันธุ์ใหม่ รุ่นที่ 2 อย่างเป็นระยะ  สามารถแอ๊ดเข้าถามหรือติดต่อได้ตามที่อยู่เมลนี้นะครับ

                                       [email protected]

  ช่วงเวลาที่ออนส่วนมากจะเป็นช่วยตอนกลางคืนนะครับ  ถ้ามีอะไรก็เข้ามาสอบถามได้ 
ถ้าอันไหนพอให้คำแนะนำได้ก็จะแนะนำให้เต็มที่ หรือถ้าอันไหนที่ผมตอบไม่ได้ ผมก็จะพยายามหาข้อมูลต่าง แหล่งต่าง  ๆ  มาช่วยแนะนำอีกทีนะครับ.....ขอบคุณนะครับที่ติดตามกัน..