หว่านพืชเช่นใดลงไปย่อมได้รับพืชพันธ์เช่นนั้น  ปลูกข้าวจะรอเก็บเกี่ยวมะละกอคงเป็นไปไม่ได้  ผู้กระทำสิ่งดีย่อมรับผลดีคือสุขใจทันที  ผู้กระทำชั่วคงได้รับความขุ่นหมองใจทุกเวลา  แม้ภายนอกคนอื่นอาจจะมองว่าเป็นสุขก็ตามที  ดังนั้นทุกสิ่งที่เรากระทำไม่ว่าจะ  ทางกายวาจาใจ  เราต้องได้รับผลอย่างแน่นอนแล้วแต่จะมาในรูปแบบไหนก็เท่านั้น  สิ่งที่เราทำจิตใต้สำนึกจะจดจำไว้อาจจะไม่ให้ผลในทันท่วงที  การรับผลของสิ่งชั่วสิ่งดีที่เราทำง่ายๆเราลองย้อนระลึกสิ่งที่เรากระทำผ่านมาว่าจิตที่แท้เมื่อนึกถึงเรื่องที่ทำผ่านมาเป็นเช่นไร  สุขใจหรือทุกข์ใจตัวเราเท่านั้นหยั่งรู้ได้

ถามว่าเราสามารถตัดกรรมได้ไหม  ตอบว่าเราสามารถบังคับกรรมใหม่ไปในทิศทางที่ดีได้  เมื่อมีสิ่งมากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ

ทวารทั้งหกนี้จะรับผัสสะจากภายนอก  เราต้องนำสติมาควบคุม ณ  ทวารต่างๆเพื่อรู้เท่าทันกับสิ่งที่มากระทบ  ตาเห็นรูปก็เพียงแค่รู้ว่ารูป  หรือหูได้ยินก็รู้ว่าได้ยิน  เป็นต้น  ระหว่างสัมผัสนี้ถ้าเรามีสติรู้ไม่เท่าทันจะเกิดเป็นเวทนาเป็นความรู้สึกชอบไม่ชอบขึ้นมาทันที  ถ้าไม่สามารถมีสติเพียงพอ  ก็จะกลับกลายเป็นตัณหาคือความอยากได้  อยากเห็น  ไม่อยากเห็น  อยากฟังไม่อยากฟัง  เป็นต้น  เมื่อสติควบคุมความอยากไม่ได้จะกลายมาเป็นอุปาทานคือยึดมันขึ้นมาทันที  ตัวกูของกูก็จะเกิดขึ้น  ในระหว่าง  สัมผัส-เวทนา-ตัณหา-อุปาทาน  นี้แหละถ้าเรามีสติดีพอก็สามารถรู้เท่าทันกับสิ่งนั้นๆได้ แปรเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีได้  แต่เมื่อไรมันผ่านด่านมาถึงอุปาทาน  บอกได้เลยว่าต้องใช้สติอย่างแรงกล้าที่จะสยบมันได้  โน่นก็ของกูนั่นก็ของกูปล่อยไม่ได้วางไม่ลงอยู่แบบลิงกำถั่ว(มีโอกาสจะเล่าลิงกำถั่วให้ฟัง)  ลองใช้สติพิจารณาดูนะขอรับ กรรมที่ผ่านมาแก้ไม่ได้แต่พยายามรู้เท่าทันกับกรรมที่กำลังสร้าง  กรรมที่ไม่ดีเก่าก่อนอาจอ่อนล้าไม่สามารถไล่ตามกรรมดีที่สร้างใหม่ได้นะขอรับ

ส่วนการคว่ำบาตร-หงายบาตร  เป็นสังฆกรรมที่สงฆ์พึงทำแก่ชาวบ้านซึ่งประทุษร้ายพุทธศาสนา  คว่ำบาตรคือการสวดประกาศไม่ให้พระคบค้าสมาคมใดๆกับคนๆนั้น  แต่เมื่อคนๆนั้นระลึกยอมรับผิดสงฆ์ก็สวดประกาศให้คบค้าสมาคมได้ดังเดิมเรียกว่าหงายบาตร  ดังนั้นการคว่ำบาตร-หงายบาตรซึ่งเป็นสังฆกรรมของสงฆ์ในศาสนาพุทธ  โจทย์คือภิกษุสงฆ์  จำเลยคือคนทั่วไปที่ประทุษร้ายต่อพระพุทธศาสนา    แต่สังคมไทยนำมาใช้จนไม่รู้ว่าพิธีการคว่ำบาตร-หงายบาตรในพุทธศาสนาที่แท้เป็นเช่นไร

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมีมุมมองสองด้านขึ้นไปเสมอ  ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณอย่างมีที่มาที่ไปที่แท้จริงในการตัดสินว่า ถูก-ผิด  โดยเฉพาะกับเยาวชนลูกหลานของเรา  เมื่อเข้าหาพุทธศาสนาผิดเหลี่ยมผิดมุม  ผู้ที่นำเสนอก็คว้ามุมคว้าเหลี่ยมมานำเสนอไม่ตรงประเด็น  ความไขว่เขวในมุมมองพุทธศาสนาก็ผิดมุมผิดเหลี่ยมทันที  เมื่อเป้าหมายในการเข้าหาผิดพลาดสิ่งที่ตามมาก็เป็นอย่างที่ปรากฏให้เห็นกันบ่อยๆทุกเมื่อเชื่อวัน

ธรรมฐิตเขียนบันทึกนี้ มีเจตจำนงเพียงเพื่อให้เพื่อนพ้องน้องพี่ชาว  GTK  ทุกท่านได้รู้ว่า  การตัดกรรม  และพิธีคว่ำบาตรหงายบาตรที่แท้ตามหลักพุทธศาสนาเป็นเช่นไร ไม่ได้มีเจตนาว่าร้ายใครผู้ใดผู้หนึ่ง  การกระทำบางอย่างเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะห้ามหรือคัดค้านใครได้  เพียงแต่ให้เรารู้ว่าจริงแท้เป็นเช่นไร  นอกเหนือจากนั้นใครทำก็รับผลกรรมของธรรมชาตินะขอรับ  (อย่าลืมอ่านบันทึกก่อนหน้านี้ประกอบด้วยนะขอรับ)

ธรรมะสวัสดี