ลักษณะของสัญญาค้ำประกัน

มาตรา 680 บัญญัติว่า อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอก คนหนึ่งเรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น

อนึ่ง สัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใด อย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้ บังคับคดีหาได้ไม่

อาจแยกสาระสำคัญของสัญญาค้ำประกันออกได้เป็น 5 ประการ คือ

1. สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาอุปกรณ์

2. ผู้ค้ำประกันต้องเป็นบุคคลภายนอก

3. บุคคลภายนอกผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ว่าเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้นจะชำระ

4. การค้ำประกันนั้นเป็นการทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับบุคคลภายนอกผู้ค้ำประกัน

5. กฎหมายมิได้กำหนดแบบของสัญญาค้ำประกันไว้

1. สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาอุปกรณ์  จากบทบัญญัติที่ว่า .... ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้นสัญญาค้ำประกันจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีหนี้ผูกพันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้หรือที่เรียกว่าหนี้ประธานหรือสัญญาประธานอยู่ก่อนแล้ว หนี้ตามสัญญาค้ำประกันจึงเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์หรือสัญญาอุปกรณ์ซึ่งโดยหลักแล้วสัญญาอุปกรณ์จะสมบูรณ์หรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของสัญญาประธาน ตามบทบัญญัติ มาตรา 681 ว่าอันค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์คือต้องมีหนี้ผูกพันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้และต้องเป็นหนี้อันสมบูรณ์เท่านั้น ส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะเกิดขึ้นตามมูลหนี้ที่ค้ำประกันจะเป็นหนี้อะไรก็ได้ เช่น กู้ยืม เช่าทรัพย์ ซื้อขาย จ้างทำของ เช่าซื้อ ฯลฯ  แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าลูกหนี้ต้องปฏิบัติชำระหนี้ด้วยตนเอง เช่น แสดงภาพยนตร์ทีวี ผู้ค้ำประกันจะชำระหนี้แทนไม่ได้ แต่อาจค้ำประกันในทำนองให้เบี้ยปรับ หรือค่าเสียหายก็ได้ เช่น นาย ก. ไปศึกษาต่อต่างประเทศ จึงทำสัญญากับกรมเจ้าสังกัดว่าเมื่อศึกษาจบแล้วจะกลับมารับราชการเป็น 2 เท่าของเวลาที่รับทุน มิฉะนั้นจะให้ปรับเป็นเงิน 2 เท่าของเงินทุนและเงินเดือนที่ได้รับไประหว่างลาและมี นาย ข. เป็น  ผู้ค้ำประกันโดยตรงลงว่า ถ้านาย ก. ผิดสัญญาตนจะชำระหนี้นั้นแทน ดังนี้เป็นสัญญาค้ำประกัน

2. ผู้ค้ำประกันต้องเป็นบุคคลภายนอก ลูกหนี้จะทำสัญญาค้ำประกันตนเองไม่ได้ หมายถึงบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ ในกรณีที่หนี้รายใดมีลูกหนี้รายหลาย หรือเจ้าหนี้หลายคน ก็ต้องไม่ใช่บุคคลที่เป็นลูกหนี้หรือเจ้าหนี้เหล่านั้น นอกจากนั้นบุคคลที่จะเป็นผู้ค้ำประกันอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้

                คำพิพากษาฎีกาที่ 2223/2539 แม้การที่โจทก์ทำหนังสือมอบสิทธิการรับเงินฝากให้ไว้แก่ ธนาคารผู้ให้กู้ จะมิใช่การค้ำประกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ก็ตาม แต่เป็นเรื่อง ความตกลงกันในทางฝากเงินเพื่อเป็นประกันหนี้อันเป็นสัญญา อีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อจำเลยยอมรับว่าโจทก์ชำระหนี้แทนจำเลย และจำเลยรับจะชำระเงินคืนให้โจทก์ จำเลยจึงต้องใช้เงินคืนแก่โจทก์ตามข้อสัญญาที่โจทก์และจำเลยได้ตกลงไว้

3. บุคคลภายนอกผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ว่าเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้นจะชำระ ความรับผิดของค้ำประกันเป็นความรับผิดในฐานะลูกหนี้ชั้นที่สอง คือจะต้องชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ก็ต่อเมื่อลูกหนี้ตามมูลหนี้ประธานผิดนัดไม่ชำระ ถ้าลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระนั้นแล้วผู้ค้ำประกันตกลงจะเป็นผู้ชำระแทน แต่ทั้งนี้ไม่หมายรวมถึงกรณีที่รับรองว่าลูกหนี้สามารถที่จะชำระหนี้ได้ ซึ่งในกรณีเช่นนั้นไม่ใช่ผู้ค้ำประกันเพราะมิได้ผูกพันตนว่าจะ ชำระแทนให้

ด้วยเหตุที่ความผูกพันของผู้ค้ำประกัน คือชำระหนี้ให้แทน เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ หนี้เป็นประกันนั้นจึงต้องเป็นหนี้ที่บุคคลภายนอกกระทำการชำระหนี้ให้แทนได้ หากเป็นหนี้ที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติชำระหนี้ด้วยตนเองจะมีผู้ค้ำประกันไม่ได้ดังกล่าวมาแล้ว

คำพิพากษาฎีกาที่ 1239/2505 จำเลยขอให้โจทก์ค้ำประกันบุคคลผู้ส่งข้าวไปขายต่างประเทศต่อกระทรวงเศรษฐการ  โดยจำเลยยอมรับผิดต่อโจทก์  ถ้าโจทก์ต้องเสียหายอย่างใดๆ ในการค้ำประกันนั้น  ดังนี้ไม่ถือว่าเป็นสัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680  แต่เป็นสัญญาธรรมดาระหว่างโจทก์จำเลย  เมื่อโจทก์ต้องเสียหายโดยชำระหนี้ค่าข้าวแทนบุคคลนั้นไปโดยสุจริต ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้เงินนั้นได้ภายใน 10 ปีตามมาตรา 164  ไม่ใช่ 5 ปี ตามมาตรา 165

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1088/2530 หนังสือสัญญาที่ ร. กับจำเลยทำไว้ให้กับโจทก์ว่า หากโจทก์

 ได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์เข้าค้ำประกันในการที่ ร. จะปฏิบัติตามสัญญาขนส่งไม้สักที่ ร. ทำไว้กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ร. กับจำเลยจะร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสิ้นนั้น ไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตาม ป... มาตรา 680 แต่เป็นสัญญาธรรมดาซึ่งต้องบังคับตามข้อตกลงในสัญญา จะนำบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับมิได้อายุความฟ้องร้องจึงต้องนำอายุความทั่วไปมาใช้บังคับตาม ป... มาตรา 164 คือ 10 ปี โดยอายุความฟ้องร้องเริ่มนับแต่วันที่โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ไป

                คำพิพากษาฎีกาที่ 243/2522  ธนาคารโจทก์ได้ทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อองค์การสะพานปลายินยอมใช้เงินให้แก่องค์การสะพานปลาในกรณีที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาในการนี้จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาไว้แก่ธนาคารโจทก์มีข้อความว่าตามที่ธนาคารโจทก์ได้ทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1ไว้กับองค์การสะพานปลานั้น ถ้าองค์การสะพานปลาเรียกร้องให้ธนาคารโจทก์ชำระเงินจำนวนที่ค้ำประกันจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชอบให้ธนาคารโจทก์ไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 2 ได้ในจำนวนเงินที่ชำระไปนั้น เอกสารดังกล่าวมิใช่สัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 หากแต่เป็นสัญญาชนิดหนึ่งเท่านั้น

                4. การค้ำประกันนั้นเป็นการทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับบุคคลภายนอกผู้ค้ำประกัน ดังนั้นไม่จำเป็นที่ลูกหนี้จะต้องรู้เห็นยินยอมในการค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันก็มีผลสมบูรณ์ ผู้ค้ำประกันจะยกเอาการที่ลูกหนี้ไม่ได้ยินยอมนี้เป็นข้อต่อสู้ไม่ได้ หรือหากผู้ค้ำประกันชำระหนี้ไปตามสัญญาค้ำประกันแล้ว การใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับลูกหนี้ ลูกหนี้จะอ้างการที่ตนไม่ได้ยินยอมด้วยในการเข้าทำสัญญาค้ำประกันนั้นไม่ยอมให้ค้ำประกันใช้สิทธิไล่เบี้ยไม่ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 762/2519 สัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความว่าลูกหนี้ยินยอมด้วยเจ้าหนี้ ก็บังคับผู้ค้ำประกันได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 762/2512 การค้ำประกันนั้นหาจำต้องให้ลูกหนี้ยินยอมให้ผู้ค้ำประกันเข้าค้ำประกันหนี้นั้นก่อนไม่ สัญญาค้ำประกันจึงไม่จำต้องมีข้อความว่าลูกหนี้ยินยอมให้ผู้ค้ำประกันแล้ว  (หลักฐานแห่งการค้ำประกันนั้น)

5. กฎหมายมิได้กำหนดแบบของสัญญาค้ำประกันไว้ มาตรา 680 วรรค 2 บัญญัติไว้เพียง สัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใด อย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้ บังคับคดีหาได้ไม่หมายความว่ากฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเท่านั้น เพียงแต่ผู้ค้ำประกันลงชื่อ แม้เจ้าหนี้จะไม่ได้ลงชื่อในสัญญานั้นด้วย ก็ฟ้องสามารถร้องบังคับคดีได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 992/2546 หนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำให้ไว้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียวลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน จึงเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตามความมุ่งหมายแห่ง ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 103, 104 และ 118 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้หนังสือค้ำประกันดังกล่าวจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 9742/2539 ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันแก่เจ้าหนี้เป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกันไว้แล้ว จึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย เจ้าหนี้หาจำต้องลงลายมือชื่อแต่อย่างใดไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 3847/2541กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ให้ต้องมีข้อความบรรจุอยู่ในเอกสารฉบับเดียวกัน อาจเป็นข้อความที่รวบรวมจากเอกสารหลายฉบับที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องเดียวกันได้ และหนังสือนั้น ๆ เมื่ออ่านดูแล้วต้องมีข้อความให้พอเข้าใจได้ว่าเป็นการค้ำประกันด้วย ข้อความก็คือ ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ผู้ค้ำประกันจะต้องชดใช้ให้แทนหรือข้อความใด ๆ ให้เข้าใจได้ตามนี้ จึงจะเข้าลักษณะของสัญญาค้ำประกันการทำสัญญาค้ำประกัน 

คำพิพากษาฎีกาที่ 7103/2539 ข้อความในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีระบุถึงการที่โจทก์ประสงค์จะขอถอนคำร้องทุกข์คดีอาญา เนื่องจากไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คพิพาท 3 ฉบับ สั่งจ่ายเงินรวม 410,000 บาท เพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และมีจำเลยที่ 2 ยืนยันว่าหากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสามฉบับ จำเลยที่ 2 ยินยอมรับชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่โจทก์นั้น ย่อมแสดงให้เข้าใจได้ชัดเจนว่าถ้าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยที่ 2 จะยอมชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์นั่นเอง ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ลงลายมือชื่อท้ายเอกสารดังกล่าวในช่องที่ระบุว่าผู้ค้ำประกัน รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานเป็นหนังสือที่จำเลยที่ 2 ยอมตนเข้าค้ำประกันการชำระเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน