วันนี้ มาอ่านอีเมลล์ที่ อ.ด๋าวและน้องๆ ที่กำลังเตรียมโครงการเพื่อการศึกษาเรื่องสำเร็จ (Success Story = SS) ของเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติแล้วเพิ่งคิดได้ว่า งานน่าจะมี ๒ ชุด ๕ กิจกรรม

งานชุดที่หนึ่ง น่าจะเป็นงานเกี่ยวกับเนื้อหาของ SS และความพยายามที่จะไปถึง SS

         มันคงเป็นตรรกวิทยาว่า ถ้าเราไม่มีต้นมะม่วง เราก็คงไม่มีมะม่วงเกิดขึ้น เราอาจปลูกเอง แล้วรอกินมะม่วงนั้น หรือเราใจร้อน เราก็ไม่ปลูกเอง แต่ตระเวณหามะม่วงจากต้นที่คนอื่นปลูก การเลือกวิธีแรก ก็จะช้าและโอกาสพลาดอาจมีน้อย เพราะต้นมะม่วงของเรา ถ้ามันออกลูก เราก็คงได้กินมะม่วง แต่หากเราเลือกวิธีที่สอง ก็อาจจะเร็ว แต่ก็เสี่ยงที่จะไม่ได้มะม่วงเลย ล้มเหลวอย่างแน่นอน เพราะเราอาจไม่เจอต้นมะม่วง หรือเจอ แต่เจ้าของมะม่วงไม่ยอมให้หรือขายมะม่วงให้เรา มะม่วง ก็คือ SS ของเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ ถ้าเราคิดเพียงจะสื่อสาร SS นี้ เราก็คงต้องเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง ปัญหาก็คือ อ.ด๋าวและคณะจะเลือกวิธีไหน ? หรือเลือกทั้งสองวิธี

            ถ้าเป็น อ.แหวว ก็เอาทั้ง ๒ วิธีการ กล่าวคือ จึงทำให้งานชุดที่ ๑ นี้ ประกอบด้วยกิจกรรม ๓ อย่าง กล่าวคือ

(๑) กิจกรรมสำรวจ SS ของเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ

           อย่างแรก ก็คือ การตระเวณหามะม่วงมากิน หรือตระเวณหา SS ของเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติมาสื่อสาร การสำรวจ SS ของเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ อาจทำโดยการอ่านและหารือองค์กรด้านเด็ก อาทิ เราพบว่า น้องบิ๊ก บุตรแรงงานต่างด้าวไร้สัญชาติคนหนึ่งมีความเชี่ยวชาญในการตีระนาด เขาก้าวข้ามความด้อยโอกาสของเขามาสู่ความเป็นศิลปินน้อยของสังคมไทย เป็นมะม่วงหรือ SS ของเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติตัวอย่างหนึ่งที่เราสำรวจพบ

(๒) กิจกรรมกระตุ้นให้เยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติให้สร้าง SS

            กิจกรรมที่สอง ก็คือ กิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติให้สร้าง SS  เราคงหาเมล็ดพันธุ์มะม่วงได้ไม่ยาก เหมือนเราพบเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติมากมายในสังคมไทย โดยธรรมชาติ พวกเขาก็อยากทำความดี ดังนั้น ทำไมเราจึงไม่ไปตั้งวงเสวนาเพื่อกระตุ้นความอยากทำความดีกับเขาล่ะ เช่น เราทราบว่า เยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติอยากจะนำเที่ยวทุ่งหญ้าดอกไม้แสนสวยที่บาไห พวกเขาไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวเชิงอนุณักษ์ธรรมชาติ ดังนั้น เราก็ปลูกมะม่วงซินะ เราก็ตั้งวงเสวนากับเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติที่ “บ้านบาไห” อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้องค์ความรู้ด้านการให้บริการการท่องเที่ยวเพื่อเตรียมทุ่งดอกไม้บาไห เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ มีเอนจีโอแสนเก่งที่สอนคนในชนบทที่ไม่เคยเรียนเรื่องธุรกิจการนำท่องเที่ยวอยู่ในประเทศไทยหลายคน แล้วทำไมเราจะไม่ตามคนเหล่านั้นไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติที่บาไห ? SS อาจไม่เกิดโดยทันที แต่เมื่อเราขุดดินทำหลุมเพื่อเอาเมล็ดมะม่วงพันธุ์ดีลงดิน และรดน้ำ อีกทั้งพรวนดิน ความพยายามที่จะไปถึง SS ก็เกิดแล้ว เราก็มีอะไรจะสื่อสารแล้วซินะ เหมือนเราเฝ้าดูแพนด้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่เติบโตอย่างนั้นเลย เราได้สร้างพื้นที่การเรียนรู้เริ่มจากระหว่างคนทำงานเพื่อคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติ ไปจนถึงคนนอก ซึ่งมิได้ทำงานในเรื่องนี้ ไม่ว่า จะสำเร็จได้จริงไหม ไม่ว่าต้นมะม่วงจะมีลูกมะม่วงให้เราไหม แต่เราก็มี SS แล้วล่ะ นั่นก็คือ SS ที่ได้บรรลุที่จะพาใครต่อใครไปทดลองปลูกต้นมะม่วง SS ที่จะช่วยกันเรียนรู้ how to reach success story และ how to reach unsuccess story

(๓) งานกระตุ้นชุมชนหรือครอบครัวไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการสร้าง SS ของเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ

           เมื่อเราปลูกมะม่วง เราก็ต้องใส่ปุ๋ย ใช่ไหมล่ะ การกระตุ้นเพียงแค่เด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติก็ไม่น่าพอเพียง ทำไมเราไม่ไปกระตุ้นคนที่อยู่รอบตัวเด็กและเยาวชนด้วยล่ะ นั่นก็คือ การกระตุ้นน่าจะต้องทำต่อชุมชนหรือครอบครัวไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการสร้าง SS ของเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ เช่น การตั้งวงเสวนากับอำเภอโขงเจียมและภาคธุรกิจที่อุบลราชธานีเพื่อกระตุ้นให้ร่วมมือกับเยาวชนไร้สัญชาติในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวทุ่งหญ้าดอกไม้บาไห คราวนี้ล่ะ “ความพยายามที่จะไปถึง SS ของเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ” ก็จะขยายตัวเป็นความพยายามของสังคมที่แวดล้อมพวกเขาอีกด้วย กระบวนการเรียนรู้ที่จะสร้างและไปถึง SS จึงเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มใหญ่ขึ้น

งานชุดที่สอง เป็นงานสื่อสารสาธารณะ ซึ่งเป็นการเล่าเรื่อง SS ที่เกิดแล้วและกำลังจะเกิดให้สังคมได้ทราบ

             ถ้าเราต้องการจะขยายผลของ SS เราก็จะต้องสื่อสาร จะปิดทอดหลังพระไม่ได้ งานเผยแพร่ SS และความพยายามที่จะกระตุ้น SS ที่นั้น อาจทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นความเคลื่อนไหวก็ได้ กิจกรรม ๒ ลักษณะ จึงจำเป็นเพื่อทำงานสื่อสารสาธารณะ

(๔) งานสื่อกระดาษ SS และความพยายามที่จะไปถึง SS ของเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ

              สื่อกระดาษนั้นมีความเป็นไปได้หลายประการ อาทิ Pocket ดังที่ อ.ด๋าวอยากทำ หรือเพียงเขียนบทความลงในสื่อกระแสสัก ๒ – ๓ เล่ม แล้วอาจขยายผลโดยการเอาลงใน Websites ต่างๆ ถ้าเราอาจนักข่าวที่เชียวชาญการเขียน หรือมีพื้นที่สื่อสารอยู่แล้ว ลงพื้นที่ไปด้วยตอนเราทำกิจกรรมกระตุ้นข้างต้น พวกเขาก็จะถูกกระตุ้นให้เข้าใจภารหน้าที่ในการสื่อสาร SS ของของเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ

               กลับมาเรื่องของมะม่วงอีกครั้ง เมื่อเราปลูกมะม่วงเอง และอยากให้สังคมไทยตามดูต้นมะม่วงเติบโต สื่อกระดาษดังว่านี่ล่ะที่จะทำหน้าที่เฝ้าดูความเติบโตของ SS ของของเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ เป็นห้องเรียนของสังคมไทยที่จะเรียนรู้ที่จะจัดการ SS พร้อมไปกับเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ

(๕) งานสื่อสาร SS และความพยายามที่จะไปถึง SS ของเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยสร้างความเคลื่อนไหวทางสังคม

            ดังเราใช้มะม่วงเป็นอุปมาอุปมัย เราคาดเดาว่า มีต้นมะม่วงมากมายในประเทศไทย กล่าวคือ น่าจะมี SS ของของเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติพอสมควรในประเทศไทย ดังนั้น การตั้งวงเสวนาระหว่างคนทำงานเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติเพื่อสำรวจและเลือกสรร SS ดังกล่าว ก็คือ วิธีการหนึ่งที่จะกระตุ้นคนทำงานเหล่านี้ที่จะเห็นความสำคัญของ SS ซึ่งเป็นกำลังใจของมนุษย์

             เราต้องเปิดพื้นที่เพื่อให้คนที่มีมะม่วงก็จะเอามะม่วงของตนมาอวดกัน คนที่ไม่มีมะม่วงก็จะถูกกระต้นให้อยากปลูกมะม่วง ผลก็คือ กระแสการปลูกมะม่วงก็จะเกิดขึ้น อันหมายถึงกระแส “ความนิยม” ในความพยายามทำ SS ก็จะขยายผลในเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ แฟชั่นการทำความดีเพื่อบรรลุถึงความสำเร็จก็จะปกคลุมจิตสำนึกของเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ และเมื่อความดีแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทย ก็คงไม่มีใครคิดว่า ความไร้รัฐไร้สัญชาติเป็นภัยความมั่นคงของประเทศล่ะมัง ความไร้รัฐไร้สัญชาติไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำความดีและความสำเร็จ

 

            โดยสรุป ต้นแบบความคิดเกี่ยวกับการจัดการ SS ดังนี้ น่านำไปสู่ “โครงการพัฒนาแนวคิดและวิธีการในการสำรวจ SS และกระตุ้นความพยายามที่จะไปถึง SS ของเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ”