“ พอเข้ามาถึงบริเวณโรงพยาบาล แค่เปิดประตูรถ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองหายป่วยไปแล้วครึ่งหนึ่ง”

 

          เมื่อเดือนสิงหาคมในปีผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมที่จังหวัดขอนแก่น  โดยมีผู้เข้ารับการอบรมมาจากหลายๆองค์กรในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และส่วนใหญ่เป็นผู้บริหาร

 

         หนูทำงานที่ไหนหรือ เป็นคำถามจากท่านผู้อำนวยการโรงเรียนในเขตจังหวัดนราธิวาสบนโต๊ะอาหารเที่ยงในวันที่สองของการอบรม ดิฉันจึงได้แนะนำตัวเอง  เมื่อท่านได้ยินว่าดิฉันมาจากโรงพยาบาลรามัน  ท่านก็แสดงอาการสนอกสนใจอย่างมาก

          ผมเคยไปรับการรักษาที่นั่น ....  พูดด้วยใบหน้าที่จริงจัง แต่ดิฉันสงสัยว่าเหตุใดท่านจึงมารับการรักษาตั้งไกล ยิ่งสถานการณ์ความปลอดภัยก็ไม่ค่อยดี ท่านไม่กลัวหรือ คำตอบที่ได้คือ

          ไม่กลัวหรอก ถึงไกลหน่อยแต่ก็คุ้มค่า ไปแล้วรู้สึกสบายใจ ได้รับการดูแลอย่างดีจากแพทย์พยาบาลของโรงพยาบาล  ท่านพูดด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและมั่นใจในความรู้สึกที่มีต่อโรงพยาบาลแห่งนี้  แล้วท่านก็เล่าต่อว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านป่วยเป็นไข้ ไม่สบาย ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส นอนโรงพยาบาลตั้งหลายวันอาการก็ยังไม่ดีขึ้นในความรู้สึกของผู้ป่วย ในขณะนั้นแต่แพทย์ก็ให้กลับบ้าน  เขาจึงมารับการรักษาที่โรงพยาบาลรามันต่อ   แล้วท่านก็หยุดไปครู่หนึ่งทำให้พวกอยากรู้อย่างดิฉันและเพื่อนๆอีกหลายคนต้องถามท่านต่อว่ามันเป็นยังไง    ท่านบอกว่าเคยได้ยินคำพูดเช่นนี้บ้างมั้ย 

           พอเข้ามาถึงบริเวณโรงพยาบาล  แค่เปิดประตูรถ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองหายป่วยไปแล้วครึ่งหนึ่ง เมื่อฉันได้ยินในสิ่งที่ท่านพูด ฉันก็ยิ่งเพิ่มความสงสัยว่าท่านหายป่วยได้ยังไง แค่มาถึงโรงพยาบาลเพียง แค่เปิดประตูรถ ยังไม่ทันได้รับการรักษาจากแพทย์ และพยาบาลเลย แล้วท่านก็บอกว่า   จะไม่ให้ท่านรู้สึกแบบนั้นได้อย่างไร ก็แค่เปิดประตูรถ ก็เห็นรอยยิ้มจากคน 2-3 คน รีบกรูเข้ามาที่รถแล้วถามว่า ใครเป็นอะไร ลุกเดินไหวไหม แค่คำพูดไม่กี่คำมันฟังดูแล้วอาจจะธรรมดาสำหรับคนที่ไม่ได้เจ็บป่วย...  แต่สำหรับคนป่วยที่นั่งอยู่ในรถคันนั้น ฟังแล้วมันรู้สึกว่าหายป่วยจริงๆ รู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญ พูดง่ายๆภาษาบ้านเราก็คือ ฆาโด๊ะ  ( แปลว่ารีบ , กระตือรืนร้น )  ท่านเล่าเสียยาวและแสดงความชื่นชมอย่างมาก   ฉันในฐานะพยาบาลคนหนึ่งที่อยู่ในหน่วยงานนี้ เมื่อได้ยินคนภายนอกพูดเช่นนี้  บอกตามตรงพูดไม่ออกจริงๆ สิ่งเดียวที่ทำในตอนนั้นคือ ยิ้มและเกิดอาการหน้าบาน รู้สึกรักและภาคภูมิใจในองค์กรของตนเอง พร้อมทั้งเข้าใจคำพูดที่ว่า.....องค์กรแห่งนี้เป็นองค์กรที่มีชีวิต ให้บริการแบบหัวใจความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

         ทำให้นึกถึงบรรยากาศบริเวณจุดรับผู้ป่วยบริเวณหน้าตึกผู้ป่วยนอก ซึ่งเป็นเส้นทางที่เดินผ่านทุกครั้งที่ขึ้นปฏิบัติงานที่ตึกผู้ป่วยใน  และสิ่งที่เห็นเป็นประจำคือพี่ๆประชาสัมพันธ์ ,  พยาบาลคัดกรองหรือไม่ก็น้องๆเวชกิจ จะรีบไปที่รถทันทีเวลามีรถผู้ป่วยเข้ามาหน้าตึก ซึ่งในบางครั้งรถยังจอดไม่สนิทเลย ก็จะได้ยินเสียงทักทายแล้วว่า อัสลามมูอาลัยกุมหรือ สวัสดีคะ ใครเป็นอะไร ลุกเดินไหวไหม เรื่องแบบนี้ฉันเห็นทุกวันจนทำให้ดิฉันรู้สึกเฉยๆและรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนอื่นแล้วมันเป็นสิ่งที่ดีในการพบกันครั้งแรกและเมื่อได้รับแล้วก็จะรู้สึกประทับใจและจดจำตลอดไปเช่นเดียวกับท่านผู้อำนวยการโรงเรียนท่านนี้