แนวคิดการพัฒนาอาชีพครู ผมได้รับคำถาม ความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ และข้อคิดเชิงเสนอแนะเกี่ยวกับการผลิตและการใช้ครูอยู่บ่อย ๆ จึงมีความรู้สึกว่าถึงคราวที่จะต้องแสดงทัศนะ ในเรื่องนี้ไว้สักครั้งหนึ่ง ส่วนใหญ่คงไม่ใช่ทัศนะของผมเองแต่เป็นการรวบรวมจากที่ ผมได้ยินได้ฟังผสมผสานกับความรู้ความเข้าใจส่วนตัวเสียมากกว่า ถ้าไม่ตรงกับความเห็นของใครก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ปัญหาของครูไทยเท่าที่ได้รับฟังมาตกอยู่ใน 3 เรื่อง เรื่องใหญ่ ๆ คือ
1. ครูสมัยนี้มักถูกเปรียบเปรยว่าสู้ครูสมัยก่อนไม่ได้ เมื่อก่อนครูบางคนจบเพียงประถมศึกษา ก็มาสอนลูกศิษย์ระดับประถมได้ จบมัธยมศึกษาก็สอนชั้นมัธยมได้ จบ ปป. หรือ ปม. ยิ่งสอนได้ทุกชั้นทุกอย่าง บางคนบอกว่าผมได้ดิบได้ดีมาถึงปัจจุบันนี้ ก็เพราะครู ป.4 ที่เคี่ยวเข็ญมา ทั้งกลัวทั้งเคารพบูชามาถึงปัจจุบัน สมัยนี้ส่วนใหญ่จบ ปริญญาตรีแต่สอนได้เฉพาะวิชาเอกที่เรียนมาเท่านั้น ผิดจากนี้ไป ไม่กล้าสอน บางคนสอนไม่ได้เอาเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เราจึงมีปัญหาขาดแคลนครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าครูที่จบปริญญาตรีสอนวิชาเหล่านี้ ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เคยเรียนมาแล้ว อย่างน้อยระดับมัธยมศึกษา นอกจากมีปัญหาครูสอน บางวิชาไม่ได้แล้ว ยังมีปัญหาเรื่องความสามารถของครูในวิชาที่สอนได้ บางคนกล่าวว่าครูสมัยนี้ไม่เก่งเท่าครูสมัยก่อน สมัยก่อนคนที่มาเป็นครูเป็นคนที่จบที่หนึ่งที่สองของโรงเรียนแล้วได้ทุนจังหวัดไปเรียนครู เราจึงมีครูที่เก่ง ๆ สมัยนี้คนเรียนครู คือคนที่เข้า มหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่มีที่ไป เมื่อได้คนไม่เก่งมาเรียนครูเราก็เลยได้ครูที่ไม่เก่ง
2. อีกเรื่องหนึ่งที่ครูถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก คือการอุทิศตนของครู ครูประถมศึกษาสมัยก่อน บางคนกินอยู่หลับนอนในโรงเรียน บางคนก็อยู่กับหลวงพ่อที่วัด หรือไม่ก็แต่งงานแต่งการอยู่กับลูกชาวบ้านในชุมชนนั้น ครูจึงเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ครูบางคนอาจทำนาทำไร่ไปด้วย แต่ครูส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างแนบ แน่น และอุทิศตนให้กับการเรียนการสอนอย่างเต็มที่สมัยนี้ครูมักถูกกล่าวหาว่ามีอาชีพรองขายประกัน ขายของผ่อน เป็นเจ้ามือแชร์ ทำให้ไม่ค่อยอุทิศตัวให้กับโรงเรียน การคมนาคมดีขึ้น ครูมียานพาหนะใช้สอยดีขึ้น ส่วนใหญ่มีรถจักรยานยนต์ บางคนมีรถยนต์ไว้ใช้ ครูไม่ค่อยยอมพักอาศัยในชุมชนที่ตั้งโรงเรียน ยกเว้นที่จำเป็นจริง ๆ ครูจึงมีโอกาสละทิ้งโรงเรียนมาก เนื่องจากต้องเดินทางไกลบางวันมาถึงโรงเรียนสาย และกลับก่อนเวลาเป็นประจำ ทำให้การเรียนการสอนได้ผลไม่เต็มที่
3. เรื่องความประพฤติของครูก็กล่าวถึงมาก สมัยก่อนครูคือต้นแบบของคนในสังคม ครูไม่ได้เป็นครูเฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น ครูเป็นครูของคนอื่นในสังคมด้วย ชาวบ้านมีปัญหามักมาปรึกษาครู ครูจึงต้องทำตัวเป็นแบบอย่างของชาวบ้าน ไม่ว่าความ ประพฤติส่วนตัว ความเป็นอยู่ ถ้าครูกินเหล้าก็จะถูกสังคมมองอย่างดูแคลน จนครูไม่กล้า ประพฤติ ครูไม่เล่นการพนัน ไม่ทำในสิ่งที่สังคมรังเกียจ แต่สมัยนี้ครูเริ่มมีปัญหาในความประพฤติ ครูบางคนไม่สามารถทำตนเป็นตัวอย่างในสังคมได้ บางทีครูก็ถูกสังคม คาดหวังว่าต้องเป็นอยู่ในกรอบ ศีลธรรม จริยธรรมมาก จนครูปฏิบัติไม่ได้ ครูจึงลดความเป็นคนตัวอย่างในสังคมลงไป
ต้นเหตุปัญหาของอาชีพครู
ในทัศนะของผม คิดว่าต้องยอมรับความจริงกันว่า ครูในปัจจุบันมีปัญหาอยู่มากพอสมควร คำวิพากษ์วิจารณ์ข้างต้นหลายอย่างมีมูลความจริงและเป็นเรื่องจริง สังคม ไทยมีความคาดหวังในตัวครูสูงทุก ๆ ด้าน ครูปัจจุบันมีคุณสมบัติลดหย่อนไปจากความ คาดหวัง หรือเปลี่ยนแปลงไปจากที่คาดหวังไปบ้าง แต่ก็มีคุณสมบัติบางด้านสูงกว่าที่ สังคมคาดหวังก็มีเชื่อได้ว่าในปัจจุบันครูมีสมรรถภาพสูงกว่าครูในอดีตในหลาย ๆ ด้าน อย่างแน่นอนแต่บางด้านก็ต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การแก้ปัญหาและการ ยกระดับคุณภาพของครูให้สูงขึ้นคงต้องพิจารณาต้นเหตุของปัญหาประกอบกันด้วย เท่าที่ พิจารณาก็เห็นว่าต้นเหตุน่าจะมาจากสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้
1. กระแสความเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ของโลก และของประเทศไทยเกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว และจะเร็วขึ้นในอนาคต และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านข้อมูลข่าวสาร องค์กรแห่งความรู้อย่างมากมายครูจำเป็นต้องปรับให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยเฉพาะโลกแห่งความรู้ ความรู้ที่สอนกันในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงแตกต่างและสูงขึ้นจากเดิมที่เคยสอนในระดับเดียวกันอย่างมากมาย ครูที่ปรับตนไม่ทันก็จะกลายเป็นคนล้าหลัง ล้าสมัย ขาดความเชื่อมั่นในตนเองจนผลสุดท้ายอาจไม่กล้าสอนในบางวิชา บางครั้งอาจสอนผิดพลาดได้ ปัญหาจึงไม่ใช่ได้คนไม่ฉลาดมาเรียนครูเท่านั้น แต่อยู่ที่ขาดระบบพัฒนาครูให้ปรับตนให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย
2. ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ มีผลให้เกิดการงานอาชีพที่กว้างขวางหลากหลายมากขึ้น ในขณะที่สมัยก่อนคนกลุ่มหนึ่งมุ่งเรียนครูเพราะง่ายสะดวก และมั่นคงด้วยการรับราชการ แต่ปัจจุบันการงานอาชีพเปลี่ยนแปลงไป การขยายตัวด้านอุตสาหกรรมและบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ดึงดูดคนที่มีการศึกษาเข้าสู่อาชีพนี้มากขึ้น คนที่กำลังศึกษาก็หันเหมาให้ความสนใจศึกษาเพื่อนำไปสู่อาชีพด้านอุตสาหกรรมและบริการมากขึ้น ทำให้ตัวเลือกคนที่จะมาเรียนเพื่อเป็นครูลดลง หรือที่ได้ก็ไม่ใช่กลุ่มคนระดับมันสมองอย่างที่เคยเป็นในอดีต แต่ก็ไม่ถึงกับได้คนระดับด้อยปัญญาเสียทีเดียว คงพอกล่าวได้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มระดับสติปัญญาปานกลาง และผู้ค่อนข้างจะขัดสนไม่สามารถสู้ ค่าใช้จ่ายสูง ๆ ในการเรียนมหาวิทยาลัยได้มาเข้าเรียน
3. ในสภาพเศรษฐกิจที่เป็นบริโภคนิยมมากขึ้น ครูเป็นบุคคลหนึ่งในสังคม ก็ต้องพยายามดำรงชีวิตให้สมกับฐานะในสังคม ครูจึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้จากการรับราชการ ประกอบกับผู้เข้าสู่อาชีพครูส่วนใหญ่มาจากครอบครัวชนบท มีการเกษตรเป็นอาชีพหลัก ครอบครัวมีรายน้อยเมื่อได้ลูกหลานไปเป็นครู ครูผู้นั้นก็ ต้องรับภาระครอบครัวที่ได้อุปการะตนจนได้เป็นครู ครูบางคนกล่าวว่ามีภาระหนี้สินตั้งแต่ ยังไม่ทันได้เป็นครู ซึ่งดูว่าน่าจะเป็นความจริง การมีส่วนร่วมในสังคมรอบ ๆ โรงเรียนก็ทำให้ครูมีรายจ่ายเพื่อสังคมเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ครูมีรายจ่ายสูง บางคนจึงต้องคิดหา รายได้พิเศษเพิ่มขึ้นทำให้เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของครู
4. ความก้าวหน้าทางวิทยาการต่าง ๆ ทำให้ครูต้องปรับกระบวนการเรียน การสอนให้ทันสมัย ครูจำเป็นต้องมีสื่อ มีเครื่องมือ ประกอบการสอนมากขึ้นเราเรียกร้อง ให้ครูสอนโดยนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ สอนให้เด็กได้รู้จักศึกษาค้นคว้า ให้ปฏิบัติกิจกรรม แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังขาดสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย ขาดงบ ประมาณค่าใช้จ่ายในการผลิตสื่อ ถ้าครูจะทำก็ต้องหาเอง ออกค่าใช้จ่ายเอง ความกระท่อนกระแท่นของสื่อทำให้การเรียนการสอนขาดคุณภาพ
5. ระบบบริหารครูเป็นระบบราชการ ที่รวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง แม้จะมีการกระจายไปสู่จังหวัดบ้างก็ไม่มากนัก ประชาชนในท้องถิ่นไม่มีบทบาทในการกำกับดูแล การบริหาร การจัดการ ทำให้ครูกับประชาชนในท้องถิ่นมีความสัมพันธ์ที่หลวมและห่าง ขาดผู้กำกับดูแลใกล้ชิด จึงเกิดปัญหาได้ง่าย ถ้าปรับระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ กำกับดูแลโรงเรียนและการสอนของครู ก็เชื่อว่าประสิทธิภาพการทำงานและการวางตัว ของครูจะสูงขึ้น
6. ครูขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกและแรงจูงใจ ในสถานปฏิบัติงานของครูคือโรงเรียน ถ้าเทียบกับสถานปฏิบัติงานของผู้มีการศึกษาระดับเดียวกันคือระดับปริญญา จะเห็นว่าต่างกันมาก ค่าใช้จ่ายเพื่อการปฏิบัติงานก็มีน้อยมากเช่นไม่มีค่าพาหนะ ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานล่วงเวลาหรือการสอนมากกว่าปกติ ขาดการส่งเสริมพัฒนาตนเอง ขาดระบบความก้าวหน้าที่ชัดเจนเหล่านี้ทำให้หลายคนรู้สึกว่าอาชีพครูไม่มีความเจริญก้าวหน้า ไม่สะดวก จึงไม่กระตุ้นให้คนทะเยอทะยานที่จะทำงานและไม่ดึงดูดคนที่มีความรู้ความสามารถ
7. หลายฝ่ายเรียกร้องให้ครูระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นผู้เสียสละแต่ขาดระบบการตอบแทนความเสียสละนั้น ๆ เช่น ไม่มีเงินเดือนเพิ่มขึ้น ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ไม่มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามครูเหล่านี้กลับอยู่ในภาวะเสี่ยงและยากลำบากกว่าคนอาชีพอื่นทั่วไป จึงไม่มีอะไรดึงดูดความสนใจนอกจากอดทนรอ ว่าเมื่อไรจะได้ย้ายออกไปสู่ที่สบายกว่าหรือถ้าทนไม่ไหวก็ต้องลาออกไป
8. กระบวนการผลิตครูกับกระบวนการรับคนเข้าเป็นครูไม่สัมพันธ์กันเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ที่จำนวนผู้จบด้านการฝึกหัดครู มีมากกว่าความต้องการใช้ครู การฝึกหัดครูกลายเป็นการศึกษาสำหรับคนไม่มีทางเลือก ผู้จบการศึกษากว่าครึ่งไม่ได้ทำงานเป็นครู ทำให้การผลิตครูขาดจุดเน้นที่ชัดเจนประกอบกับมีสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการผลิตครูมีจำนวนมากกว่าร้อยแห่งต่างสังกัดกัน การวางแผนแก้ปัญหาจึงทำได้ยากทำให้ขาดคนที่มีความรู้ความสามารถ มีความตั้งใจเป็นครูอย่างจริงจัง เข้าสู่ระบบการฝึกหัดครูอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
แนวคิดการพัฒนาอาชีพครู
การแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับอาชีพครูต้องแก้ปัญหาหลาย ๆ ด้านไปพร้อม ๆ กัน ตั้งแต่การให้ได้คนที่เหมาะสมมาเป็นครู เมื่อได้มาแล้วต้องดูแลให้เขาทำงานได้เต็มที่มีขวัญ มีกำลังใจ มีผลตอบแทนและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียงพอ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีระบบแก้ปัญหาครูที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นครูด้วยในการแก้ปัญหาคือการกำหนดแนวทางปฏิรูปและพัฒนาส่วนที่สำคัญ ๆ น่าจะมีดังนี้
1. กำหนดให้มีมาตรฐานอาชีพครูที่ครบวงจร คือต้องมีมาตรฐานหรือคุณสมบัติของคนที่เหมาะสมกับการเป็นครู มาตรฐานกระบวนการให้การศึกษาอบรม มาตรฐานความรู้ความสามารถของผู้เป็นครู ทั้งความรู้ความสามารถเฉพาะด้านและความรู้ความสามารถทั่วไป มาตรฐานการปฏิบัติงานของครูและมาตรฐานการปฏิบัติตนของผู้เป็นครู ถ้ามีมาตรฐานเหล่านี้แล้ว ก็จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบผู้ประกอบอาชีพครูได้เหมาะสมชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะนี้เราขาดการกำหนดมาตรฐานเกือบทุกด้าน
2. กำหนดให้มีหน่วยงาน และมาตรการในการตรวจสอบดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อให้การปฏิบัติงานสามารถทำได้อย่างคล่องตัว รวดเร็ว และมีเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน
3. มีการกำกับควบคุมดูแลกระบวนการจัดการศึกษาด้านฝึกหัดครูอย่างเข้มแข็งและจริงจัง เพื่อให้การผลิตครูได้มาตรฐาน สถานศึกษาใดจะจัดการศึกษาด้านฝึกหัดครูก็ให้ผ่านการประเมินด้านศักยภาพ หลักสูตรและวิธีการจัดตลอดจนมีการควบคุมปริมาณของผู้รับการฝึกหัดให้สอดคล้องกับความต้องการให้มากที่สุด
4. ผู้จะเข้าเป็นครูได้ ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนด (ดังกล่าวในข้อ 1) ผู้ผ่านการตรวจสอบจะได้รับเอกสารรับรองคุณสมบัติหรือจะเรียกว่าใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพครูได้ ผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบรับรองไม่มีสิทธิเข้าเป็นครู
5. ให้มีการส่งเสริมการพัฒนาครูเป็นประจำด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ผ่าน สื่อทางไกล การเข้าเรียนหรืออบรมในสถาบันต่าง ๆ ที่ได้รับการรับรอง ทั้งหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตร ปริญญาชั้นสูง จัดให้มีองค์กรพัฒนาครูขึ้นเป็นการเฉพาะ ควรมีงบประมาณพัฒนาครูให้พอเพียงกับความต้องการ
6. ให้มีระบบตอบแทนความดีความชอบครูที่มีผลงานดีเด่น เช่น การให้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นพิเศษ การให้ตำแหน่งพิเศษ เป็นต้น
7. กำหนดให้มีบัญชีเงินเดือนครูโดยเฉพาะ โดยให้เริ่มต้นสูงกว่าข้าราชการทั่วไป ประมาณ 20% เพื่อดึงดูดคนที่มีความสามารถพิเศษเข้ามาเป็นครูบัญชีเงินเดือนครูไม่ควรอิงบัญชีเงินเดือนข้าราชการทั่วไป
8. ให้สถานศึกษาบริหารงานภายใต้การกำกับดูแลของกรรมการโรงเรียนที่มี
ประชาชนในท้องถิ่นร่วมเป็นกรรมการ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนกำกับดูแลครูได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
9. มีระบบประเมินผู้ไม่เหมาะสม และผู้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนให้
บรรลุผลได้ตามหลักสูตรให้พ้นจากหน้าที่ครู
บทส่งท้าย
แนวทางที่กล่าวมานี้ ที่จริงก็ไม่ใช่ความคิดใหม่ทั้งหมด หลายเรื่องมีการกล่าวถึงมานานแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้เป็นความจริงได้ ถ้าจะให้สำเร็จได้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐ เอกชน ครู ประชาชน นักเรียน จะต้องช่วยกัน รัฐจะต้องกล้าลงทุนเพื่อ การพัฒนาครู ถ้าต้องการ
คุณภาพการศึกษาของประชากรให้สูงขึ้น ครบถ้วนมากขึ้น ถ้าร่วมกันอย่างเต็มที่เราจะได้ครูที่ดี
มาสอนลูกหลาน ถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นเช่นนี้อีกต่อไป วงการครูก็คงยังต้องเป็นขี้ปากให้คนวิพากษ์
วิจารณ์ต่อไปอีกเช่นกัน
สรุปจากบทความของ
ดร. พนม พงษ์ไพบูลย์
อ่านแล้วเห็นด้วยจริงๆครับกับปัญหาที่ว่า แต่สุดท้ายผมว่าปัญหานี้แก้ได้อยู่ครับ เพียงแค่คนที่คิดจะเป็นครูนั้นต้องมีหลักการโดยเริ่มจากตัวเองก่อนครับ ได้แก่
1. จิตวิญญาณของการเป็นครูที่เปี่ยมล้น (ไม่เหมือนคำว่าอาจารย์นะครับ)
2. ครูต้องรู้จักพอเพียงเป็นตัวอย่างให้ลูกศิษยื ไม่หลงไปตามโลกาภิวัฒน์และวัตถุนิยม เช่น ครูเป็นหนี้เพราะอย่างได้อยากมีเหมือนอาชีพอื่นๆก็ดิ้นรนจนสุดท้ายก็ดิ้นไม่หลุด พอเป็นหนี้แล้วจิตใจที่สูงส่งก็พลันหม่นหมอง แล้วจิตวิญญาณของการเป็นครูจะหลงเหลือได้อย่างไร
3. ต้องเก่งจริง รู้จริงในเรื่องที่สอน และพร้อมจะให้ลูกศิษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมและจริงใจ
4. เป็นพ่อแม่คนที่สองของลูกศิษย์ให้ได้ ใช้พรหมวิหาร 4 ในการสั่งสอนลูกศิษย์
เพียงเท่านี้ผมคิดว่าครูก็มีความสุขได้ตามอัตภาพแล้วครับ ขออย่างเดียวว่าอย่ามัวแต่หวังการช่วยเหลือจากคนอื่นเพียงอย่างเดียวจนลืมไปว่าสิ่งเหล่านั้นไม่จีรังยั่งยืนเท่ากับเริ่มที่ตัวเราเองก่อนนะครับ
เป็นบทความที่ดีมากครับ
คนจะเป็นครูต้องคัดกรองมาอย่างรอบคอบ
"แนวคิดการพัฒนาอาชีพครู" เราจะได้ครูดีมีคุณธรรมที่มีคุณภาพแน่นอน ครับ
รับทราบครับ ยังไงขอโทษด้วยครับ
แก้ไขแล้วนะครับ "แนวคิดการพัฒนาอาชีพครู"