เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ


จิตสิกขา การปฏิบัติ สมถะ และ วิปัสสนา

 เรียบเรียง ; กวี คงภักดีพงษ์
โยคะสารัตถะ ฉ.; มิ.ย.'๕๒

 

เพื่อนครูส่งคำถามเกี่ยวกับการฝึกจิตเข้ามา ผมได้ตอบและขออนุญาตนำมาแบ่งปันยังพวกเรา

"อย่างเช่น เรื่องใจ ลองสังเกตดูว่าอะไรที่มากระทบใจ รู้สึก ดีใจ เสียใจ และมีอารมณ์ อีกหลากหลายที่มากระทบ ทำให้ใจไม่ตั้งมั่นเพราะมี อัตตามาก ...ฉัน...เลยลองสร้างกำแพงกายขึ้นมา โดยให้มีสติอยู่ที่นิ้วมือที่กำลังถูกันไปมาเบา ๆ
เราก็จะรับอารมณ์นั้นไม่ได้เต็ม ๆ เพราะมีกายหยาบที่กำลังถูกันไปมารองรับอารมณ์อยู่ ใจก็เลยไม่ได้กระทบอารมณ์นั้นมากนัก เพราะเราะมีสติอยู่ที่มือ ...ฉัน...ทำถูกหรือเปล่า? "

ผมไม่ใช้คำว่าถูกผิด สิ่งที่พวกเราควรทำคือ ปฏิบัติไป เรียนรู้ไป ค่อยๆ สังเกตสิ่งที่เราทำ พร้อมกับเรียนรู้ผลอันเกิดจากการปฏิบัตินั้น อะไรที่ช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมาย ก็ฝึกบ่อยๆ อะไรที่พาเราห่างออกจากเป้าหมาย ก็ทำน้อยลง ขณะเดียวกัน เราศึกษาทฤษฏี ใช้ความรู้เป็นตัวช่วยให้เข้าใจเพิ่มขึ้น ใช้ความรู้มาคอยป้องกันไม่ให้เราหลงทาง

การพัฒนาจิตแบ่งได้เป็น 2 หมวด สมถะ และ วิปัสสนา ทั้ง 2 อย่างล้วนมีประโยชน์ มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ผู้ปฏิบัติก็ฝึกทั้งสองอย่าง เราลองมาทำความเข้าใจ เพื่อจะได้นำไปใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดตามผลตามแต่ละชนิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องของถูกหรือผิด แต่เป็นเรื่องที่ว่า เรารู้ว่ากำลังทำอะไร ไปเพื่ออะไร

เมื่อมีอะไรมากระทบ รู้สึกดีใจ เสียใจ มีอารมณ์ ฯลฯ การที่เรารับรู้ รู้สึก เช่นนี้ เรียกว่า เรากำลัง ดูจิต เห็นจิตทำงาน (เห็นว่ามันโกรธ รู้ว่ามันกำลังดีใจ) จากสิ่งที่มากระทบ

เพราะเรามีอัตตามาก การที่เรารู้ว่า เรามีอัตตามาก ก็เป็นการดูจิตเช่นกัน

สิ่งที่ผู้ถามทำข้างต้น เรียกว่าวิปัสสนา วิปัสสนาคือ การที่ผู้ฝึก รู้ว่า กำลัง ดีใจ เสียใจ กำลังมีอารมณ์ นั่นเอง วิปัสสนามีประโยชน์มาก เพราะ มันทำให้เราเห็นการทำงานของจิตตามความเป็นจริง วิปัสสนาคือการเฝ้าดูจิตโดยไม่ไปแทรกแซง ซึ่งถ้าได้เฝ้าดูต่อไปอีกสักครู่ นอกจากจะเห็นว่าจิตมันไปรู้โน่น รู้นี่แล้ว เรายังจะเห็นว่า ความรู้สึกดีใจที่มีอยู่นี้ มันไม่ได้อยู่ไปตลอด แต่มันจะดับลงเอง เราจะเห็นว่า ความรู้สึกโกรธที่มีอยู่นั้น มันไม่ได้โกรธไปตลอด แต่มันจะดับลงเองได้ด้วย ซึ่งก็คือเรากำลังฝึกที่จะเห็นธรรมชาติของจิต ธรรมชาติที่แสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกที่จิตรับรู้นี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป

การเห็นเรื่องราวต่างๆ ของจิตว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป ก็คือ การเห็น ไตรลักษณ์ เมื่อฝึกเพิ่มขึ้นๆ ก็จะเห็นสภาวะแห่งไตรลักษณ์บ่อยๆ จนกระทั่งเราจะยอมจำนนว่า จิตนี้เป็นอนัตตา คุมไม่ได้ ไม่ใช่ของเรา จนกระทั่งเราตระหนักว่า จิตนี่เองที่เป็นตัวทุกข์ ไม่ควรไปยึดถือจิตเอาไว้เลย ทำให้เราปล่อยวางจิตลง และผลสุดท้ายที่ได้รับคือ อิสระอันแท้จริง

ผู้ถามจึงใช้วิธีถูนิ้วมือ สติไปอยู่ที่นิ้ว ใจจึงไม่โดนกระทบมากนัก เพราะสติไปอยู่ที่มือแทน การถูนิ้วมือของผู้ถามนี้ เป็นการฝึกสมถะ สมถะคือการคววบคุมจิตใจให้สงบ สมถะมีประโยชน์มาก สามารถใช้ลดการทำงานของจิตที่กำลังฟุ้งกระจาย

ทั้งสมถะ และวิปัสสนาล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาจิต ทั้งสองล้วนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และเราในฐานะผู้ใฝ่ปฏิบัติ ควรรู้จัก และฝึกให้มีความชำนาญ ทั้งคู่

ผู้ถามและคนส่วนใหญ่ จะคุ้นเคยกับสมถะ เรามักจะเริ่มต้นด้วยการฝึกสมถะ ยิ่งฝึกยิ่งได้ผลคือ การมีจิตที่สงบ บางคนฝึกจนติดอยู่ในความสงบนี้ เมื่อใดที่จิตไม่สงบ ก็หาเทคนิควิธี ที่จะทำให้จิตกลับไปสงบดังเดิม ครั้นพอเรารู้จักวิปัสสนา เข้าใจความแตกต่างระหว่างสมถะกับวิปัสสนา เข้าใจว่า สมถะเป็นเบื้องต้นที่ทำให้จิตนิ่งพอ มีกำลังพอ แต่ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด วิปัสสนาต่างหาก ที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาจิต เมื่อเข้าใจดังนี้ เราก็ฝึกวิปัสสนาเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนใครจะฝึกอันไหน มากน้อยแค่ไหน อย่างไร เป็นเรื่องที่ต่างคนต่างต้องตอบตนเอง ค้นหาความลงตัวเฉพาะของตนเอง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เส้นทางนี้ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คือพอจะแนะนำได้ แต่ลงรายละเอียดให้กันไม่ได้

พึงสังเกตว่า การปฏิบัติธรรมนั้น เป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนาคละกันไป ช่วงไหนเน้นทำจิตให้สงบลงเรียกสมถะ เมื่อไหร่ที่พลิกมาดูกาย-ใจตามความเป็นจริง เรากำลังฝึกวิปัสสนา จึงไม่ควรไปติดสติกเกอร์ว่าอะไรถูกหรือผิด แต่ควรจะเข้าใจเทคนิคทั้ง 2 ชนิด และคอยรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เพื่ออะไรมากกว่า

ในคำถามนี้ มีอีกประเด็นที่ผมอยากชวนพิจารณาด้วย คือ พอมีอะไรมากระทบ ใจเลยไม่ตั้งมั่น อันนี้ ผมว่าคนถามหมายถึง ใจเลย ไม่ตั้งมั่นอยู่ในความสงบ มากกว่า

คำว่า "จิตตั้งมั่น" หรือ จิตจดจ่อ ก็คือคำแปลของคำว่า "สมาธิ" เช่นกัน สมาธิมีอยู่หลายลักษณะ หากเราเข้าใจรายละเอียดของสมาธิ ก็จะช่วยให้เราเข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิดได้ดีขึ้น

สมาธิแปลว่าความจดจ่อ มีอยู่ 3 ระดับ ได้แก่
1) มือปืนที่กำลังจดจ่อกับการเล็งปืนไปยังเหยื่อก็คือสมาธิ แต่เป็นมิจฉาสมาธิ
2) ผู้จัดการกำลังจดจ่อกับการวางแผนยอดขายเทศกาลปีใหม่ก็คือสมาธิ เป็นสมาธิทางโลก
3) โยคีคนนั้นกำลังจดจ่อกับ การรู้กาย รู้ใจ ของตนตามความเป็นจริงก็คือสมาธิ เรียกว่า สัมมาสมาธิ

สิ่งที่พวกเราควรฝึกให้มีทักษะ มีความชำนาญ ก็คือสัมมาสมาธิ ความตั้งมั่นที่จะรู้กาย รู้ใจ ของตนนั่นเอง

กลับมาที่คำถาม การที่ผู้ถาม เห็นจิตตัวเอง ปรุงตลอดเวลาทุกครั้งที่ถูกกระทบ หมายความว่า ผู้ถามกำลังมีสัมมาสมาธิอยู่นะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรฝึกให้มาก ส่วนการที่ผู้ถามหยุดตรงนี้ แล้วบ่ายเบี่ยงไปถูนิ้วมือแทน ก็เพราะความไม่เข้าใจ ซึ่งเมื่อได้มีโอกาสศึกษาทฤษฏี ทำความเข้าใจแล้ว ก็จะช่วยให้ไม่หลงทาง ลัดสั้นเข้าสู่เป้าหมายสูงสุดที่ตั้งไว้

 



มูลนิธิหมอชาวบ้าน

2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1  ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  
เขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  10240  
โทรศัพท์  02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ; 
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com