ในการดำเนินชีวิตประจำวัน นับตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ร่างกายและจิตใจจะต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อม สภาวะต่าง ๆ มากมาย ทั้งที่เกี่ยวข้องกับตนเองและผู้อื่น ในส่วนของร่างกายเราพอที่จะบริหารปรับปรุง แก้ไข ให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ แต่กล่าวถึงจิตใจของมนุษย์ปุถุชนแล้วเป็นสิ่งที่ยากที่จะบริหารให้มีความสุข สงบ เบิกบานได้ทั้งวันหรือแม้เพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ทั้งนี้เนื่องจาก กิเลส ตัณหาต่าง ๆ ทยอยผ่านเข้ามาทางทวารทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ตลอดเวลา เมื่อเกิดเหตุการณ์มากระทบในทางที่ไม่เป็นไปตามอารมณ์ หรือตามที่ใจปรารถนา และผู้นั้นไม่เคยฝึกบริหารจิตไว้ก่อน ก็จะเกิดความเดือดร้อน และความทุกข์ ก่อให้เกิดความเครียดทางจิตใจ ในบางขณะเมื่ออำนาจฝ่ายต่าง ๆ อันได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ได้ช่องทางเข้ามาครอบงำจิตใจก็จะแสดงออกทางกาย วาจา เกิดการเบียดเบียนทำร้ายตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นการเพิ่มทุกข์และโทษให้กับตนเอง เมื่อสะสมในจิตใจมากขึ้นจะส่งผลกระทบให้สุขภาพจิตเสีย และอาจเกิดความเจ็บป่วยทางร่างกายอันเนื่องจากความเครียดตามมา
ร่างกายเรามีความจำเป็นต้องได้รับการอาบน้ำเพื่อชำระล้างเหงื่อไคลออกเป็นประจำจิตใจก็เช่นเดียวกันต้องได้รับการชำระสิ่งมัวหมองเพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วด้วยวิธีง่ายๆที่นิยมปฏิบัติกันมาตั้งแต่โบราณคือการสวดมนต์ภาวนาและการทำสมาธิเพียงวันละครั้งก็เพียงพอแล้ว
การสวดมนต์ไว้พระได้นิยมปฏิบัติกันมาตั้งแต่โบราณกาลแม้ในศาสนาพราหมณ์ก็นิยมสวดดังที่เรียกว่าสาธยายมนต์หรือร่ายมนต์และในศาสนาอื่นๆก็มีบทสวดที่แตกต่างกันไปโดยมีจุดประสงค์เพื่อความทรงจำพระเวทบ้างเพื่อความสิริมงคลบ้างในศาสนาพุทธก็จะมีการสวดมนต์เพื่อความทรงจำหลักคำสอนที่เป็นพุทธวจนะเท่านั้นเมื่อชาวบ้านได้ยินพระสงฆ์สวดมนต์ก็พากันอนุโมทนาและได้ถือว่าการที่ได้ยินหรือได้ฟังพระสงฆ์สวดมนต์เช่นนั้นเป็นสิริมงคลและสมัยก่อนยังไม่มีตำราที่จดจารึกเอาไว้ต้องท่องจำด้วยวาจาเท่านั้นแต่เดิมเชื่อว่าการสวดมนต์นั้นจะทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครองช่วยให้หายจากโรคที่เป็นอยู่เสริมดวงบารมีต่างๆซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องอัศจรรย์หรือไสยศาสตร์
การสวดมนต์เป็นการบริหารสุขภาพจิตที่ได้ผลอย่างสูงสุด เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้จิตมีสมาธิ เป็นการผ่อนคลายจากความหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน รำคาญใจในระหว่างวัน เป็นการฝึกปล่อยวางจากเรื่องของตัวเอง และทำให้จิตคลายจากความโกรธอ่อน ๆ ในสิ่งต่าง ๆ ทำให้มีความสุขสบายใจ เป็นผลให้จิตสงบเยือกเย็น มีความมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้น
ประโยชน์ของการสวดมนต์นั้นในสมัยก่อนคนทั่วไปเข้าใจกันว่าการสวดมนต์ภาวนาและการทำสมาธิช่วยทำให้จิตใจแจ่มใสเบิกบานมีผลต่อความจำทำให้งานผิดพลาดน้อยลงทำงานเสร็จตามมุ่งหมายคลายเครียดเป็นการเพิ่มพลังให้แก่จิตเป็นการสั่งสมความดีหรือบารมีให้กับตนเองนอกจากนั้นยังมีความเชื่อว่าการได้สวดมนต์เป็นการเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิดอีกด้วยอีกทั้งการสวดมนต์ยังเป็นการบริหารร่างกายอย่างหนึ่งเริ่มตั้งแต่การยกมือการประนมมือการก้มกราบการเปล่งออกเสียงทำให้ปอดขยายระบบทางเดินหายใจดีเป็นการสร้างภูมิคุมกันภัยให้แก่ร่างกายได้อีกทาง
สำหรับอานิสงส์ของการสวดมนต์นั้นก็มีมากมายตามความเชื่อของแต่ละคนอาทิเช่นผู้ที่สวดมนต์เป็นประจำจะไม่ประสบกับความวิบัติทั้งปวงเป็นที่รักของคนและเทวดาทั้งหลายมีความสุขกายสบายใจนอนหลับสบายไม่ฝันร้ายเป็นเกราะป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ซึ่งประโยชน์และอานิสงส์ของการสวดมนต์ภาวนาและการทำสมาธินั้นจะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการสวดมนต์กล่าวคือถ้าสวดมนต์น้อยก็ได้อานิสงส์น้อยถ้าสวดนานก็จะได้อานิสงส์เยอะข้อสำคัญซึ่งจะก่อให้เกิดอานิสงส์มากน้อยขึ้นอยู่กับการตั้งใจสวดถ้าตั้งใจสวดจริงก็จะได้อานิสงส์มากขอเพียงผู้สวดมีศรัทธามั่นคงมุ่งตรงต่อบุคคลหรือวัตถุที่เคารพนั้นๆด้วยจิตที่บริสุทธิ์ตั้งจิตให้สงบดำรงสมาธิให้มั่นแล้วจึงสวดมนต์ด้วยความเคารพการสวดมนต์ที่ถูกต้องนั้นจะต้องสวดให้ได้ใจความไม่ช้าหรือเร็วเกินไปเสียงดังพอประมาณเพื่อให้เทพยดาทั้งหลายเป็นพยานว่าเราได้สวดมนต์ถวายเป็นพุทธบูชานับว่าเป็นมหากุศลอันประณีตยิ่ง
ในปัจจุบันการสวดมนต์ภาวนาและการทำสมาธิมีบทบาทในสังคมชาวพุทธอย่างมากทั้งนี้เป็นเพราะสภาพสังคมในปัจจุบันมีความสับสนวุ่นวายและโรคภัยไข้เจ็บที่เข้ามาเบียดเบียนมนุษย์ก็มีความรุนแรงเช่นกันทำให้ประชาชนหันมาให้ความสนใจรักษาสุขภาพของตนเองโดยการพึ่งพาธรรมชาติวิถีชีวิตและความเชื่อแบบดั้งเดิมมากขึ้นซึ่งก็รวมถึงการรักษาหรือการบำบัดทางจิตอีกด้วยโดยถือที่คติที่ว่า“จิตใจที่แข็งแรงจะทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย”
นอกจากก็ได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับการสวดมนต์ภาวนาและการทำสมาธิทางด้านการแพทย์ซึ่งพบว่ามีผลทำให้อัตราการหายใจลดลงร่างกายใช้ออกซิเจนแล้วถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ส่งผลให้กระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกายลดลงทำให้สงบเป็นผลดีต่อปอดและหัวใจคนที่นั่งสมาธิลึกๆ นานๆ พบว่ามีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำปริมาณแล็คเตสในเลือดจะต่ำลงแสดงให้เห็นว่ามีความวิตกกังวลน้อยลงคลื่นสมองของผู้นั่งสมาธิก็จะมีความราบเรียบเหมือนกับคนที่หลับลึกๆซึ่งจะได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่และได้มีการทดลองให้เด็กออทิส ติคซึ่งมีสมาธิสั้นทำอะไรได้ไม่นานมาสวดมนต์พบว่าการสวดมนต์ทำให้สมาธิของเด็กออทิสติคกลุ่มนี้นานขึ้น
ในปี 1988 มีหมอชาวอเมริกันชื่อว่าRandolf Byrd,M.D. ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการสวดมนต์ว่ามีผลอย่างไรต่อคนไข้ที่ได้รับการสวดมนต์ซึ่งคุณหมอได้ทำการศึกษาในคนไข้โรคหัวใจขาดเลือดในโรงพยาบาลซานฟรานซิสโกได้ทดลองโดยแบ่งคนไข้เป็น 2 กลุ่มกลุ่มแรกมีการสวดภาวนาและสวดมนต์ให้อีกกลุ่มไม่มีการสวดให้ผลออกมาว่ากลุ่มแรกที่มีคนสวดมนต์ให้นั้นใช้ยาปฏิชีวนะน้อยกว่า 5 เท่าเกิดภาวะแทรกซ้อนน้ำท่วมปอดน้อยกว่า 3 เท่าถูกใส่ท่อช่วยหายใจน้อยกว่า 12 เท่าในเมืองไทยก็มีการทำวิจัยเกี่ยวกับการสวดชินบัญชรพบว่าเสียงที่เปล่งออกมาจากการสวดนั้นมีความถี่มีผลต่อร่างกายและจิตใจได้
จากบทความของพระมหาประดิษฐ์ จิตตสวโร ที่เขียนในวารสาร Health Today ได้รวบรวมไว้ว่าในปัจจุบันได้มีการวิจัยมากมายเกี่ยวกับการสวดมนต์ และมีผลทำให้เกิดความสุข ความพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่ เกิดสมาธิมีสติสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดี ในด้านอื่น เช่น การสวดมนต์มีผลต่อการเจริญเติบโตของเมล็ดพืช การทำให้แผลหายเร็วขึ้น การยับยั้งการเจริญของเชื้อรา สมาคมวิทยาศาสตร์พลังจิตในรัฐเท็กซัสได้เจาะเลือดอาสาสมัครแล้วแยกเอาเม็ดเลือดแดงใส่ในสารละลายที่ทำให้เม็ดเลือดบวมและแตก จากนั้นทดลองให้อาสาสมัครสวดมนต์ขอให้เม็ดเลือดแดงแตกน้อยลง ผลออกมาเม็ดเลือดนั้นแตกช้าลง
ในอนาคตน่าจะมีการสนับสนุนให้เกิดโรงพยาบาลวิถีไทยวิถีพุทธโดยจัดสถานที่ให้แก่ญาติผู้ป่วยและผู้ป่วยที่อยู่ในระยะพักฟื้นให้ทำสมาธิสวดมนต์ภาวนาเพื่อให้เกิดความสบายใจคลายความวิตกกังวลแก่ผู้ป่วยไม่แน่! ต่อไปแพทย์สมัยใหม่อาจเขียนในใบสั่งยาหรือใบออร์เดอร์ที่ใช้ในโรงพยาบาลว่า“ให้สวดมนต์บท…….”นาน 15 นาที 3 เวลาหลังอาหารและก่อนเข้านอนก็เป็นได้…..
แสดงว่า ไม่ได้อยู่วัด
ไม่ได้เขียนว่าเด็กวัด
แต่เขียนว่าเด็กวัฒฯ
เด็กวัฒนะ วัฒนา แน่ ๆ เลยค่ะ
แปลกดี อิอิ
อ่ะนะ เด็กวัฒนธรรมเจ้าค่ะ
มีรอง ผวจ.ท่านหนึ่ง บอกเล่าในที่ประชุมว่า "ผมเป็นคนมีวัฒนธรรมประจำบ้าน" และต่อมาเฉลยว่า ภรรยาของท่านทำงานอยู่ที่ สนง.วัฒนธรรมจังหวัด ครับ
เรื่องสวดมนต์นี้หากคนไทยทุกคนที่นับถือพุทธศาสนา ถือเป็นธุระที่ต้องทำทุก ๆ วันแล้ว สังคมไทยน่าจะมีสภาพต่าง ๆ ดีกว่าปัจจุบันใช่หรือไม่ ครับ ผู้ใดทำอย่างไร ย่อมได้รับผลอย่างนั้นกลับมาเสมอ
หากคนไทยทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม หากปฏิบัติตนไปในทางที่ถูกที่ควร
ดำรงชีวิตในทางสายกลาง ยึดมั่นในหลักแห่งความดีตามหลักคำสอนของศาสนาที่นับถือ
อยู่ สภาพสังคมของประเทศไทยจะมีความสมบูรณ์แบบฉบับของไทยสยามเมืองยิ้มค่ะ