ไฟเขียวเกณฑ์วิทยฐานะใหม่

เริ่มใช้1ต.ค.52-ให้ก.ค.ศ.ทำคู่มือกก. ชี้ผู้ยื่นเก่า4หมื่นใช้เกณฑ์ประเมินเดิม

               เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นายประเสริฐ งามพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)       เปิดเผยผลการประชุม ก.ค.ศ.ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาร่างหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนวิทยฐานะใหม่ ซึ่งปรับมาจากว 25/2548 และว 2/2551และได้นำไปประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว โดยที่ประชุม ก.ค.ศ.มีมติเห็นชอบกรอบการประเมินวิทยฐานะตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ.เสนอทุกอย่าง และให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปจัดทำคู่มือผู้ขอรับการประเมิน คู่มือกรรมการประเมินตลอดจนเครื่องมือในการประเมินวิทยฐานะ เช่น แบบฟอร์มการประเมินต่างๆ เป็นต้น ให้เสร็จก่อนที่นำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาประกาศใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 หรือปีงบประมาณ 2553 ระหว่างนี้ให้สำนักงาน ก.ค.ศ.รายงานความก้าวหน้าต่อคณะกรรมการ ก.ค.ศ.ทุกเดือน ส่วนผู้ที่กำลังอยู่ในกระบวนการประเมินวิทยฐานะ รวมถึงที่ยื่นความจำนงขอรับการประเมินวิทยฐานะใหม่เข้ามาแล้ว 2 รุ่น ตามหลักเกณฑ์ ว 25/2548 ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 40,000 คนนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ.จะประเมินตามเกณฑ์เดิมต่อไป
                นายประเสริฐกล่าวว่า กรอบประเมินวิทยฐานะมีดังนี้ คุณสมบัติของผู้ขอรับการประเมิน กำหนดให้ต้องมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งวิทยฐานะตามมาตรฐานวิทยฐานะ และต้องมีภาระงานขั้นต่ำไม่ต่ำกว่าภาระงานตามที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด ส่วนองค์ประกอบในการประเมินมี 3 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งจะพิจารณาจากประวัติการรับราชการ (ก.พ.7) คำรับรองจากผู้บังคับบัญชา และกรรมการสถานศึกษา และเอกสารการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างวินัย คุณธรรม จริยธรรม    ด้านที่ 2 ด้านความรู้ ความสามารถ พิจารณาจากเอกสารที่แสดงถึงการพัฒนาตนเอง หลักฐานที่แสดงถึงการเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ในการจัดการเรียนการสอน เช่น สื่อการสอน แผนการจัดการเรียนรู้ แฟ้มสะสมงาน เป็นต้น และด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และผลงานทางวิชาการ โดยผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หรือผลการทดสอบของหน่วยงานที่แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการพัฒนาด้านการเรียนรู้ และพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยคำนึงถึงปริมาณ คุณภาพ และสภาพของงาน สำหรับผลงานทางวิชาการ จะเป็นลักษณะของรายงานการศึกษา ค้นคว้า หรือการวิจัยในชั้นเรียน ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาด้านการเรียนของผู้เรียน มีการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา และนำไปสู่การสรุปองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนต่อไป

               นายประเสริฐกล่าวอีกว่า สำหรับเกณฑ์การตัดสิน สำหรับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ด้านที่ 1 ด้านคุณธรรมฯ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ด้านที่ 2 ด้านความรู้ฯ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงานฯ ต้องได้คะแนนผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 ผลงานทางวิชาการ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 รวมเฉลี่ยสองส่วนต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70
               "การตั้งคณะกรรมการประเมินนั้น ในส่วนของวิทยฐานะชำนาญการ ให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ตั้งกรรมการประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษาของผู้ขอรับการประเมิน ผู้ทรงคุณวุฒินอกสถานศึกษา และข้าราชการครูฯ ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าวิทยฐานะชำนาญการ ส่วนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ตั้งกรรมการจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.เห็นชอบ ส่วนวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ตั้งคณะกรรมการจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.เห็นชอบ โดยกำหนดให้มีกรรมการ 3 คน ต่อผู้ขอรับการประเมิน 1 คน ประเมินทั้ง 3 ด้าน ยื่นคำขอได้ปีละ 1 ครั้ง ถ้ายื่นคำขอแล้วภายใน 1 ปี ยังไม่ทราบผล สามารถยื่นขอใหม่ได้ ขอข้ามวิทยฐานะได้ (จากวิทยฐานะชำนาญการไปเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญได้) ถ้าผลงานอยู่ในเกณฑ์ที่ปรับปรุงได้ ให้ปรับปรุงได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 6 เดือน ครั้งที่ 2 ไม่เกิน 3 เดือน ส่งให้กรรมการชุดเดิมพิจารณา" นายประเสริฐกล่าว
                นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า กรณีที่ประชุม ก.ค.ศ.มีมติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะใหม่ และมอบให้นายชินภัทร ภูมิรัตน ปลัด ศธ.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการวิสามัญเฉพาะกิจฯ ไปจัดทำรายละเอียด เพื่อประกาศในวันที่ 1 ตุลาคม นั้น สำหรับเกณฑ์การตัดสินมีดังนี้ วิทยฐานะชำนาญการ จะประเมินทั้ง 3 ด้าน โดยแต่ละด้านต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 โดยในด้านที่ 3 คือการประเมินผลการปฏิบัติงาน จะประเมินเฉพาะผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเท่านั้น ไม่ต้องประเมินผลงานทางวิชาการ, วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ด้านที่ 1 และ 2 ต้องได้คะแนนแต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ส่วนด้านที่ 3 ต้องได้คะแนนในส่วนผลการพัฒนาผู้เรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 คะแนนผลงานทางวิชาการไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 โดยเมื่อรวมคะแนน 2 ส่วนนี้ ต้องเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70, วิทยฐานะเชี่ยวชาญ ด้านที่ 1 และ 2 ต้องได้คะแนนแต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 ส่วนด้านที่ 3 ต้องได้คะแนนในส่วนผลการพัฒนาผู้เรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และคะแนนผลงานทางวิชาการไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 โดยคะแนนสองส่วนนี้จะต้องรวมกันเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75, วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ด้านที่ 1 และ 2 ต้องได้คะแนนแต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 โดยในด้านที่ 3 ต้องได้คะแนนในส่วนผลการพัฒนาผู้เรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 และคะแนนผลงานทางวิชาการไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 และต้องได้คะแนนสองส่วนนี้เฉลี่ยรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80

                 "ร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวต่างจากเกณฑ์เดิม โดยให้ค่าน้ำหนักผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนถึงร้อยละ 60 ส่วนผลงานทางวิชาการจะให้ค่าน้ำหนักเพียงร้อยละ 40 และต้องเป็นผลงานทางวิชาการที่เน้นทำวิจัยในห้องเรียนเป็นหลัก ส่วนเงินวิทยฐานะนั้น ชำนาญการได้รับเดือนละ 3,500 บาท ส่วนวิทยฐานะตั้งแต่ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเป็น 2 เท่า จากอัตราเดิม ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยชำนาญการพิเศษจะได้รับเดือนละ 12,000 บาท เชี่ยวชาญได้รับเดือนละ 19,800 บาท และเชี่ยวชาญพิเศษได้รับเดือนละ 26,000 บาท และหากร่าง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษามีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้เงินวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 31,000 บาท" นายจุรินทร์กล่าว

                                                                                                                                                       ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มติชน

                       หากพิจารณาจากเกณฑ์การประเมินตามหลักเกณฑ์ใหม่เสมือนหนึ่งเป็นการให้โอกาสแก่คณะครูมากขึ้น อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีเกณฑ์การประเมินด้วยวิธีใดก็ตาม คุณครูที่มีความตั้งใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน มีผลงานที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนอย่างแท้จริง ยังคงมีโอกาสผ่านการประเมินมากเช่นเดิมขอให้กำลังใจ  เตรียมให้พร้อมครับ