...งานเขียนชิ้นที่ 3 ตอนอยู่ญี่ปุ่น .. “ฉันไม่เคยเป็นคนของใคร ..ไม่ว่าเกาหลี ญี่ปุ่น หรือว่าผู้ชายที่ฉันรัก” บทสนทนาแกล้มเนื้อย่างเกาหลี เบียร์อาซาฮี ของผู้หญิงหน้าแดงสองคน ใช้ชื่อ "ชมจันทร์ริมเมย" เป็นชื่อแสดงตน


คิมมาแวะรับฉัน ๓ ทุ่มตามนัด-ที่หน้าสถานีรถไฟ
Demachiyanagi แล้วเธอก็พาฉันไปร้านอาหารเกาหลี  ด้วยความที่ไม่ได้พบปะค่าตากับ ‘เนื้อสัตว์’ มานาน ฉันหน้าบานเต็มที่เมื่อเห็นเนื้อจานใหญ่มาเสิร์ฟถึง ๒ จาน  เราเริ่มบทสนทนาพร้อมๆ กับปิ้งเนื้อจานแรก ..เสียงเพลงในร้านอาหาร แขกโต๊ะต่างๆ รอบตัวเรา ที่กำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารและเบียร์ –เสียงดังมาก ฉันได้ยินเสียงของคิมไม่ค่อยถนัด

 

คิมเป็นลูกหลานของคนเกาหลีในเกียวโต เธอเป็น generation ที่ 3 ..ขณะที่ชาวเกาหลีหลายคนถูกลักพาตัวมาญี่ปุ่น เพื่อมาเป็นแรงงานราคาถูกหรือทำงานแลกข้าวในเหมือง/โรงงาน ปู่และย่าของเธอสมัครใจมาเอง เพราะต้องการงานและเงินที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในเกาหลี เธอเติบโตในย่านคนเกาหลี ซึ่งอยู่ด้านทิศใต้ของเกียวโต เธอเล่าว่ามันเป็นย่านที่จอแจ แออัด คุณภาพชีวิตของผู้คนแถบนั้นเทียบไม่ได้กับย่าน Demachiyanagi ย่านที่น่าอยู่อันดับต้นๆ ของเกียวโต--แต่เธอก็รักและผูกพันกับย่านคนเกาหลีที่เธอเติบโตมา ...ปัจจุบันเธอเป็นนักวิจัยอยู่ที่ Kyoto-Seika University เธอทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องชนกลุ่มน้อยในญี่ปุ่น ล่าสุดเธอเพิ่งได้รับคำชวนให้ไปทำวิจัยเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยบริเวณพรมแดนไทย-พม่า และไทย-ลาว

 

คิมตอบคำถามแรกของฉัน-ที่ถามว่า ช่วยเล่าประวัติคร่าวๆ ให้ฟังหน่อย..


ใช่-มันเป็นความผิดพลาดของฉันเอง ฉันเริ่มเอะใจ-คำถามแรก ถ้าถามไม่ดี ถามด้วย mood ไม่ดี มันจะทำให้คำถามต่อไปแย่ได้ แล้วดี-ไม่ดีการคุยของฉันวันนี้ จะไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับไปโพสท์บนเวปอ.แหวว ตามที่ตั้งใจไว้, ฉันเริ่มตั้งสติใหม่ พยายามปัดเรื่องที่รบกวนใจเมื่อตอนค่ำออกไป--คิมหันมาถามว่า “เอาเบียร์ไหม”
เบียร์ในแก้วเธอพร่องไปเกือบครึ่งแล้ว,
โดยไม่รู้ตัว-ฉันทั้งพยักหน้าและตอบออกไปว่า “เอา”

 

เนื้อชิ้นบางๆ นั้นแดงสด ไฟแรงๆ จากเตา ทำให้มันสุกภายในเวลาไม่นาน ทั้งรสและเนื้อ-มันนุ่มอย่างไม่น่าเชื่อว่าไซส์บางๆ แบบนั้นจะให้ความนุ่มลิ้นได้ ดูเหมือนว่ามันจะยิ่งอร่อยมากขึ้น เมื่อกินโดยมีเบียร์

 

หน้าของเราแดงไล่ๆ กันแล้ว.
และด้วยเหตุนี้ไหมนะ-ที่ทำให้เราสองคนเริ่มคุยกันอย่างสนุกสนานมากขึ้น คราวนี้รอยยิ้มบานขึ้นหลายครั้ง
อ้อ-มีเสียงหัวเราะด้วย..
ฉันถามว่าเธอจบอะไรมา

คิมบอกว่า จบไฮสคูล

ฉันทำตาโต ..แล้วทำไมเธอถึงได้ไปทำวิจัยที่ ยูเกียวโต-เซกะ?

 

คิมเล่าว่า พอเธอจบไฮสคูล เธอก็ไม่อยากเรียนต่อ เธอคิดว่าเธอสามารถหางานทำได้ โดยไม่ต้องจบมหาวิทยาลัย เธอได้งานทำในบริษัทของคนเกาหลีในชุมชนเดียวกัน เธอแต่งงานและตั้งท้อง Haru เรื่องเรียนต่อ เลยต้องพักไว้ก่อน แต่เธอก็บอกด้วยอีกว่า ตอนนั้นไม่มีมหาวิทยาลัยรัฐที่ไหนยอมรับคนเกาหลีที่จบจาก Ethnic School

 

ฉันตาโต.. คิมยิ้ม เธอรู้ ว่า ฉันตื่นเต้นกับอะไร

“ใช่.. ฉันเรียนโรงเรียน North Korean Ethnic School”

ที่คิมเน้นว่า North Korean นั้น ก็เพราะว่า ที่เกียวโตมีโรงเรียนเกาหลี 2 แห่ง ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ คือ North Korean Ethnic School และเกาหลีใต้ คือ South Korean Ethnic School โดยหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนทั้ง 2 แห่งนี้จะแตกต่างไปจากไฮสคูลอื่นในเกียวโต สอนประวัติศาสตร์เกาหลี เรื่องราวของคนเกาหลี คณิตศาสตร์-สังคม-วิทยาศาสตร์ฯลฯ นั้นเป็นไปตาม ‘สายตา’ ของคนเกาหลี ความต่างของโรงเรียน 2 แห่งนี้ก็คือ North Korean Ethnic School สอนเป็นภาษาเกาหลี ในขณะที่ South Korean Ethnic School สอนเป็นภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ

 

ฉันถามว่าแล้วลูก 2 คนของเธอเรียนโรงเรียนอะไร คิมบอกว่าเรียนโรงเรียนญี่ปุ่น เพราะเขาเป็น “คนของที่นี่” เป็นคน (สัญชาติ) ญี่ปุ่น อดีตสามีเธอเป็นคนญี่ปุ่น แต่เธอบอกว่าลูกสาวของเธอมักทำให้เธอมีความสุข Haru มีความกระตือรือร้น สนใจที่จะเรียนรู้เรื่องราวของเกาหลี ตอนนี้ Haru นับเลขหนึ่งถึงร้อยเป็นภาษาเกาหลีได้แล้ว

 

เบียร์แก้วแรกของเราหมดไปแล้ว ..คิมสั่งมาอีก เธอหันมาบอกฉันว่า“แล้วเรื่องของเธอล่ะ-เป็นยังไง”

 

ฉันเล่าว่าฉันเป็นลูกจีน generation ที่ 2 พ่อฉันอพยพมาจากซัวเถา (คิม รู้จักเมืองนี้) คนจีนผสมกลมกลืนกับคนไทย สังคมไทยมานานมากแล้ว ถ้าจำไม่ผิด ครั้งสุดท้ายที่ความเป็นจีนกับความเป็นไทยเป็น ‘ประเด็น’ ก็น่าจะสมัยต้นรัตนโกสินทร์ กบฏอั้งยี่... ฯลฯ เราถูกขัดจังหวะ ด้วยเบียร์แก้วที่สอง ..แล้วจู่ๆ ฉันก็เปลี่ยนหัวเรื่องคุย ฉันบอกคิมไปว่า ฉันว่า-ฟิลิปินส์กับญี่ปุ่นมีบางอย่างเหมือนกัน เริ่มตั้งแต่เป็นเกาะเหมือนกัน, ไม่มีเพื่อนบ้านประชิดติดรั้วเหมือนกัน (ไม่เหมือนไทย), ประชาชนไม่มีบัตรประชาชนเหมือนกัน, ชนกลุ่มน้อยก็ไม่มีบัตรแสดงตนเหมือนกัน แล้ว..

 

“แต่ฉันมีนะ” ..คิมแทรกสวนขึ้นมา เธอบอกว่ารัฐบาลญี่ปุ่นออกบัตรแสดงตนให้กับคนเกาหลีที่เป็นอยู่อาศัยมานาน หรือในกรณีที่คนเกาหลีเป็น ‘ชนกลุ่มน้อย’ คิมบอกว่า มีคนเกาหลีในประเทศญี่ปุ่นประมาณ 650,000 คน เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ที่สุด เพราะชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นมีจำนวนเพียง 90,000 คน

 

ถึงแม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับชาวเกาหลีที่ต้องการขอสัญชาติญี่ปุ่น แต่ในบรรดาพี่น้อง 7 คน มีเธอคนเดียวที่ไม่ยื่นเรื่องขอสัญชาติญี่ปุ่น

 

“ตั้งแต่เด็กมา ฉันสนิทกับย่ามาก จำได้ว่าตอนเด็กๆ ฉันได้ยินปู่กับย่าคุยกันด้วยภาษาที่ฉันไม่เข้าใจ รวมถึงเพื่อนๆ ของปู่ ที่แวะเวียนมาที่บ้าน ทุกครั้งที่ปู่และเพื่อนๆ พบกันไม่ว่าจะในวงน้ำชา-กาแฟ หรือภายในชุมชน พวกเขาจะพูดคุยกันด้วยภาษาที่ฉันไม่เข้าใจ แต่ฉันรู้สึกได้ว่า พวกเขามีความสุขที่ได้พูดคุยกันในแบบของพวกเขา”

 

“ฉันไม่สนใจ ที่ไม่มีมหาวิทยาลัยรัฐที่ไหน รับฉันเข้าเรียนต่อ ฉันก็หางานทำ ฉันดูแลตัวเองได้..”

 

แล้วทำไมเธอถึงแต่งงานกับหนุ่มญี่ปุ่นหล่ะ-ฉันถาม

 

คิมหัวเราะ “…ก็ฉันตกหลุมรักเขา”  

 

อืมมมมม...

 

“ตอนนั้นฉันมีเพื่อนชายเยอะ (หนุ่มเกาหลีทั้งนั้นเลยหรอ?)
"ม่ายยยย หนุ่มๆ ของฉันหลากหลายสัญชาติมาก"

...อืมมมม..

 

ช่วงนั้น ครอบครัวของคิมเริ่มเป็นห่วงว่าเมื่อไรคิมจะแต่งงาน พวกเขาอยากอุ้มหลาน คิมเห็นเป็นโอกาส
“มันเป็นโอกาสที่จะต่อรอง”

 

คิมบอกกับที่บ้านว่าจะแต่งงานแล้ว แต่จะแต่งกับหนุ่มญี่ปุ่น และไม่มีพิธีแต่งงาน แน่นอนว่ามันเป็น ‘ประเด็น’ ไม่เล็กแล้วในครอบครัวเธอ แต่ท้ายสุด เธอก็ได้แต่งกับหนุ่มญี่ปุ่น และไม่มีพิธีแต่งงาน และมี Haru เธอบอกว่าเป็นช่วงที่เธอมีความสุขมาก

 

ทำไม?

 

“ฉันอยากมีประสบการณ์ของการเป็นผู้หญิง เพศที่มีโอกาสตั้งท้อง มีลูก และเป็นแม่คน”

 

เธอหย่ากับสามี คิมให้เหตุผลสั้นๆ แบบวิชาการหน่อยๆ ว่า “ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมและเชื้อชาติ”

 

คิมหัวเราะ ก่อนจะบอกว่า “เธออาจเรียกมันว่า มันเป็นประเด็น การเลือกปฏิบัติ ก็ได้นะ ตอนนั้นมันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเราสองคน เราขัดแย้งกันรุนแรงมาก แต่พอเราผ่านมันมาได้ บางทีเราก็หัวเราะกับมันนะ”

 

เนื้อ 2 จานใหญ่หมดแล้ว ..ฉันรู้สึกว่า หน้าของเรา 2 คน แดงกว่าเนื้อวัวที่เพิ่งหมดไปเสียอีก
..คิมยิ้ม และหันไปสั่งอีกจาน
คราวนี้เป็นหมูสามชั้น หั่นบางๆ (ดีๆๆ)

 

“แล้วแฟนใหม่เธอหล่ะ .. อะไรคือความแตกต่างระหว่างหนุ่มอเมริกันกับญี่ปุ่น” –ฉันถาม

 

คิมนิ่งไปนิดหนึ่ง แล้วบอกว่า
“เอาเข้าจริงมันไม่เกี่ยวกันนักกับสัญชาติของผู้ชายหรอก มันก็เป็นเรื่องขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเหมือนกันนะ”   (-ก็จริง-ฉันก็ว่านะ) “ฉันรู้สึกว่าเขา share  กับฉันได้ในหลายเรื่อง เราอยู่ห่างกัน ฉันอยู่เกียวโต เขาอยู่นิวยอร์ค เราเจอกันปีละ 3-4 ครั้ง ทุกครั้งที่เราเจอกัน เราสามารถ share ก้นได้”

 

เบียร์แก้วที่ 2 หมด “ขอถามเรื่องส่วนตัวหน่อย” คิมบอกว่า-ว่ามา- ฉันถามว่า อยู่ห่างกันแบบนี้ ไม่กลัวว่าไม่ใครก็ใครจะเปลี่ยนใจหรอ

 

“มันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกันได้นะ ฉันรับได้ .. เวลาเราคบกัน เรา share และเรียนรู้กัน มันเป็นเรื่องราวที่ดี เป็นประสบการณ์ที่ดี จะให้ฉันมัวแต่กลัวเรื่องนี้ แล้วเลิกคบเขา หรือคบหากันด้วยรู้สึกกังวลอยู่ตลอดเวลา จะเป็นแบบนั้นไปทำไม ตอนนี้แผนที่เราคิดด้วยกันไว้ก็คือ รอให้ลูกของเราโตขึ้น (เขาก็มีลูกเหมือนกัน) ดูแลตัวเองได้แล้ว แล้วเราจะใช้ชีวิตด้วยกัน”

 

“มันต่างกันนะ กับสามีคนแรก มันเป็นวัยที่ฉันมีความรัก อยากมีครอบครัว อยากมีชีวิตแต่งงาน อยากมีลูก แต่ตอนนี้ฉันโตขึ้น ฉันเรียนรู้มากขึ้น อนาคตของฉันคือ การได้อยู่กับใครสักคนที่เรา share กันได้”

 

เธอคิดแบบสาวสมัยใหม่ แบบสาวมั่นฯ เนอะ-ฉันเอ่ย

 

“ฉันว่ามันคงเป็นเพราะ background ของฉัน ประสบการณ์ในชีวิตฉันมันสอนให้ฉันรู้จักตัวเอง ..งานวิจัยที่ฉันทำ ฉันทำเรื่องคนเกาหลี ชนกลุ่มน้อยในญี่ปุ่น มันยิ่งทำให้ฉัน รู้จัก ตัวเอง ..ฉันเคยลองคิดย้อนกลับไป เมื่อไรกัน ที่ฉันเริ่มอยากรู้จักตัวเอง ..จำได้ว่า ฉันย้อนกลับไปถึงตอนที่ฉันอายุ 7 ขวบ วันหนึ่ง-ในห้องเรียน อยู่ๆ คุณครูก็เดินร้องไห้เข้ามาในชั้นเรียน แล้วบอกว่า ผู้นำของเราตายแล้ว... ฉันไม่รู้จัก Kim Il Song หรอก แต่ตอนนั้นฉันก็ร้องไห้ ฉันรู้สึกเศร้าใจ .. ฉ้นว่า นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกนะ ที่มันทำให้ฉันถามตัวเองว่า ‘ฉันเป็นใคร’ “

 

“คำตอบของฉันตอนนี้ก็คือ ฉันคือคิม คนเกาหลีในญี่ปุ่น จนป่านนี้ ฉันก็ยังยืนยันว่าฉันจะไม่เปลี่ยนสัญชาติ ฉันยืนยันที่จะถือสัญชาติเกาหลี ความเป็นเกาหลี-ที่ทำให้ฉันต้องพกบัตรแสดงตน คอย ‘อวด’ ใครต่อใคร ...ฉันก็ไม่ได้ชอบมันนักหรอก แต่ก็โอเคแหล่ะ (หัวเราะ) ฉันรู้สึกว่าฉันภูมิใจกับการเป็นคนเกาหลี มันทำให้ฉันนึกถึงย่าของฉัน ฉันรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงฉันกับย่าไว้ด้วยกัน”

 

“แต่ฉันก็เป็นคนเกาหลีที่อยู่ที่นี่ ที่เกียวโต ในญี่ปุ่น เคยไปเกาหลีใต้แค่ครั้งเดียว และอยากไปเยี่ยมลุงฉันที่เกาหลีเหนือใจจะขาด เพราะฉันเป็นห่วงเขา แต่ไม่มีสถานทูตเกาหลีเหนือที่นี่ ถ้าเราจะไป เราจะต้องไปจีนก่อน ขอวีซาจากที่นั่น.. แต่ฉันก็ยังไม่มีโอกาสไปอยู่ดี”

 

“อาจเป็นเพราะ background ของฉัน ฉันคือคนที่ไม่เคยเป็นของใคร ไม่ว่าเกาหลี ญี่ปั่น มันเลยรวมมาถึง ชายคนที่ฉันรักด้วย (ยิ้ม) วันหนึ่ง ถ้าแฟนฉันเขามีคนอื่น ..ซึ่งมันก็อาจเกิดกับฉันก็ได้ ..ฉันก็บอกได้แค่ว่า ถ้าเขามีความสุข ฉันก็ดีใจด้วย ..เพราะอย่างน้อยเราก็มีประสบการณ์ที่ดีต่อกัน (กลัวว่าอาจต้องอยู่คนเดียวไหม ?) ไม่กลัวหรอก เพราะฉันอยู่คนเดียวไม่ได้ ฉันต้องมีเพื่อน คนเรามันต้องสัมพันธ์กับคนอื่นอยู่ตลอดเวลานะเธอ”

 

เบียร์แก้วที่สาม ใกล้หมด.. ห้าทุ่มเศษ พรุ่งนี้คิมต้องไปประชุมที่โตเกียวแต่เช้า เราตัดสินใจกลับบ้าน

 

ฉันอยากกอดคิมสักครั้ง-ก่อนแยกกัน แต่เบียร์ (3 แก้ว) ทำให้ฉันมีปัญหาในการตัดสินใจ (เสมอ) ..ฉันไม่ได้ทำ

---------------------------------------------------------