ลองคิด มันเป็นแค่บททดลองทางความคิด ..ตอนนั้นอยู่ฟิลิปินส์ ..คิดเขียนด้วยแรงยุของอ. แหวว แบะด้วยความคิดถึงบ้าน ..แนวคิดในการพิสูจน์ความเป็นบุคคลที่หนีภัยความตาย วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2548

 

 

วันที่ศาลจังหวัดระนองอ่านคำพิพากษาคดีส่งคนไทยพลัดถิ่นออกนอกรัฐไทย (คดีหมายเลขดำที่ 1325/2546 และคดีหมายเลขแดงที่ 3641/2548 วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2548 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดระนอง กับจำเลยซึ่งเป็นคนไทยพลัดถิ่น ในฐานความผิดเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย) นั้น ทำเอานักกฎหมายและเอ็นจีโอหลายคนเชคข่าวกันให้วุ่น รวมไปถึงติดตามทวงถามหาคำพิพากษาฉบับเต็มเพื่อมานั่งศึกษาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น เพราะคำตัดสินของศาลชั้นต้นจังหวัดระนองนั้น มีความหมาย เป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานที่กระบวนการยุติธรรมไทยได้วางเป็นแนวทางต่อการพิสูจน์ความเป็น บุคคลที่หนีภัยความตาย อันจะนำไปสู่การยืนยันแนวปฏิบัติต่อรัฐไทยในการ(ไม่)ส่งคนกลุ่มนี้ออกนอกดินแดนรัฐไทย

 

จากคำพิพากษา สรุปได้ว่า แนวทางที่กระบวนการยุติธรรมไทยได้ลงหลักปักไว้ให้รัฐไทยปฏิบัติต่อบุคคลที่หนีภัยความตายกลุ่มที่เป็นคนไทยพลัดถิ่น ก็คือ ส่งคนกลุ่มนี้ออกนอกราชอาณาจักรไม่ได้ (เพราะ ...คนไทยพลัดถิ่นถือว่าเป็นคนเชื้อชาติไทยแต่ไม่มีสัญชาติไทย ....แต่คนไทยพลัดถิ่นซึ่งถือว่าเป็นคนเชื้อชาติไทย อาจได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้...) โดยมีข้อสังเกตว่าแนวทางดังกล่าวยืนอยู่บนพื้นฐานของการชั่งน้ำหนักพยานในลักษณะที่เป็นคุณแก่บุคคลของศาลจังหวัดระนอง (...แม้พยานหลักฐานมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเป็นคนไทยพลัดถิ่นหรือไม่ ศาลจังหวัดระนองเห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยในความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้เป็นผลดีแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง...”)[4][4]

 

ความคาดหวังที่จะได้เห็น แนวคิดในการพิสูจน์ความเป็นบุคคลที่หนีภัยความตาย เป็น ประเด็นแห่งคดี จึงถูกลดทอนไประดับหนึ่ง

 

ใครคือบุคคลที่หนีภัยความตาย ?

แนวคิดที่เราได้เรียนรู้กันมาแต่เดิมนั้น อธิบายความหมาย ผู้หนีภัยความตาย โดยอิงอยู่กับนิยามของ ผู้ลี้ภัย ตามข้อ 1a (2) แห่งอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 หรือ Convention Relating to the Status of Refugee, 1951[5][5] และอย่างที่เราได้รับรู้กัน รัฐไทยมิได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยฯ ฉบับดังกล่าว บุคคลที่หนีภัยความตายในรัฐไทย จึงปรากฎให้เห็นเป็นรูปธรรมภายใต้การรับรู้ (recognize) ของรัฐไทยเพียง หนึ่ง-ผู้หนีภัยการสู้รบ[6][6] และสอง-บุคคลในความห่วงใยของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (Person of concern to UNHCR หรือ POC)[7][7]

 

ดังนั้นบุคคลสองกลุ่มนี้ แม้จะเข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมายและแม้จะไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรฉบับไหนรับรองสิทธิที่จะอาศัยอยู่ชั่วคราวในรัฐไทยของคนสองกลุ่มนี้ไว้ก็ตาม แต่ก็กลายเป็น รัฐปฏิบัติ ไปแล้วว่าไม่สามารถส่งคนสองกลุ่มนี้กลับไปยังรัฐต้นทางได้ เพราะจะเท่ากับเป็นการผลักดันให้บุคคลดังกล่าวไปเผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่อร่างกายและชีวิต อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติยังปรากฎให้เห็นอยู่เสมอว่า รัฐไทยยังคงพยายามจะฝ่าฝืน รัฐปฏิบัติ นี้

 

แนวคิดข้างต้นได้สร้างปัญหาต่อนิยามและการพิสูจน์ความเป็นบุคคลที่หนีภัยความตายซึ่งมิอาจถูกส่งออกนอกดินแดนรัฐไทยได้ เพราะมีบุคคลอีกหลายกลุ่มที่อาจต้องเผชิญกับสถานการณ์คล้ายคลึงกันเมื่อต้องถูกส่งกลับรัฐต้นทาง แต่กลับตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกส่งกลับ รวมถึงหลายคนถูกส่งกลับไปแล้ว

 

อาทิ บุคคลที่มีเชื้อสายไทยที่ไปตั้งรกรากในพม่าและกัมพูชาจนสูญเสียจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐไทยในฐานะพลเมืองไปแล้ว แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลของทั้งพม่าและกัมพูชาก็มิได้ยอมรับว่าคนกลุ่มนี้เป็นพลเมืองเช่นกัน และเมื่อประสบเหตุจากนโยบายการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐบาลพม่าและกัมพูชาให้ต้องอพยพกลับเข้ามายังผืนแผ่นดินแม่ คำถามก็คือ เมื่อคนกลุ่มนี้ถูกพบตัวโดยเจ้าหน้าที่ รัฐไทยมีความชอบธรรมในการใช้กฎหมายคนเข้าเมืองส่งคนกลุ่มนี้กลับไปยังรัฐต้นทางจริงหรือ คำถามเดียวกันนี้ย่อมถูกนำไปใช้กับบุคคล/กลุ่มบุคคลในสังกัดชาติพันธุ์ไทใหญ่ กระเหรี่ยง โรฮิงยา ฯลฯ หรือชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ ในรัฐพม่าที่หนีภัยสงคราม หนีภัยการกวาดล้าง หนีภัยการบังคับใช้แรงงาน หนีภัยการถูกบังคับให้โยกย้ายถิ่นที่อยู่ หนีภัยการถูกข่มขืน ฯลฯ เหตุต่างๆ เหล่านี้ล้วนผลักดันให้เขาและเธอต้อง หนีตาย ให้พ้นพรมแดนของรัฐที่ละเมิดร่างกายและชีวิต

 

จริงอยู่ ใช่ว่า เขาและเธอที่หนีตายมานั้น จะถูกส่งกลับไปยังรัฐต้นทางทุกกรณีไป มีกรณีจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการยกเว้น ด้วยเหตุผลของมนุษยธรรมของเจ้าหน้าที่บางคน บางหน่วยงาน/องค์กร ซึ่งนั่นก็เป็นปรากฎการณ์ในลักษณะเฉพาะกรณี เฉพาะราย ยังไม่เกิดเป็น รัฐปฏิบัติกับคนหนีภัยความตายในความหมายกว้างกลุ่มนี้

การพิสูจน์ความเป็นบุคคลที่หนีภัยความตาย

ในแง่พยานหลักฐานแล้ว บุคคลที่หนีภัยความตายในความหมายแคบ-คือกรณีของผู้หนีภัยการสู้รบและ POC ดูจะมีความพร้อมทั้งในแง่พยานบุคคลและพยานเอกสาร เนื่องเพราะทั้งสองกลุ่มจะต้องผ่านกระบวนการสำรวจ/พิสูจน์โดยภาครัฐไทย รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (อย่างไรก็ดี มิได้หมายความว่า ผู้หนีภัยการสู้รบและพีโอซีทุกคนจะสามารถเข้าถึงพยานบุคคและพยานเอกสารดังกล่าว) และในทางกลับกันบุคคลที่หนีภัยความตายในความหมายกว้าง-คือ กรณีของการหนีตายลักษณะอื่นที่กล่าวมาข้างต้น ย่อมไม่มีพยานเอกสารและพยานบุคคลดังกล่าว เพราะไม่สามารถเข้าถึงหรือตกสำรวจการสำรวจ/พิสูจน์ดังกล่าว

 

จำเลยในคำพิพากษาศาลจังหวัดระนองคือตัวอย่างที่ชัดเจนของประเด็นนี้

 

อย่างไรก็ดี จากมุมแห่งการตั้งคำถามและค้นคว้า ย่อมนำไปสู่การตั้งประเด็นที่ว่า-ใช่ว่าพยานหลักฐานต่างๆ จะถูกจำกัดเพียง เอกสารราชการหรือ หนังสือราชการ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 92 (1) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หมวด 3 พยานเอกสาร มาตรา 238) และ เอกสารมหาชน (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127) มีพยานเอกสาร พยานวัตถุ ซึ่งถูกจัดทำขึ้นโดยองค์กร/ภาคประชาชนทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงบุคคลผู้จัดทำพยานหลักฐานดังกล่าวอีกจำนวนมากมาย ที่ชี้ชัด/ยืนยัน/สะท้อนให้เห็น สภาวะหรือเงื่อนไข แห่งการหนีตาย

 

การผลักดันให้เกิดกระบวนการร่วมกันระหว่างหน่วยต่างๆ ทั้งในและนอกกระบวนการยุติธรรมในการนำสืบพิสูจน์ความเป็นบุคคลที่หนีภัยความตาย เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่อำนวยความยุติธรรม มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหา เพิ่งจะเริ่มต้น กระบวนการร่วมกันนี้จะนำไปสู่การสร้างหลักการร่วมกันให้แก่บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอำนวยความยุติธรรม ที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหานั้น ผลที่ตามมาอาจหมายถึง รัฐปฏิบัติหรืออีกบรรทัดฐานใหม่ของสังคมไทยหลังจากคำพิพากษาของศาลจังหวัดระนอง เราคงฝันถึงการเกิดขึ้นของบรรทัดฐานใหม่นี้ได้หรือยังแล้วล่ะคะ ?

 

หมายเหตุ

เวปไซด์ของ Human Right Watch ยังคงรายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิในทรัพย์สิน ร่างกายและชีวิตโดยรัฐบาลทหารพม่าต่อบุคคลกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือ รายงานของ UN โพสต์ในเวปวันที่ 14 ตุลาคม 2548

-----------------------------------------------------

[1] งานเขียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการแสวงหาองค์ความรู้ในการจัดการปัญหาสิทธิตามกฏหมายเอกชนของคนไร้สัญชาติ ภายใต้โครงการวิจัยผลกระทบของความไร้รัฐและความไร้สัญชาติของเด็ก เยาวชน และครอบครัวในสังคมไทย : การตรวจสอบปัญหาและแนวคิดในการแก้ไขปัญหา  หรือเรียกโดยย่อว่า โครงการเด็กไร้รัฐสนับสนุนทุนการวิจัยและพัฒนาโดย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

[2]  ที่มาของบทความชิ้นนี้เกิดจากประเด็นท้าทายทางความคิดจาก รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตร สายสุนทร  และได้รับการขยายผลจากการถกเถียงร่วมกันกับกัลยาณมิตรผู้ร่วมขบคิด : นายอดิศร เกิดมงคล (คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า) นายเอกชัย ปิ่นแก้ว (นักศึกษาปริญญาโท Hongkong University) และ นาย ส. รัตนมณี พลกล้า (ทนายความ) ผ่านเครือข่าย MSN

[3] นักศึกษาปริญญาโทในหลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้เสนอวิทยานิพนธ์เรื่องสิทธิในการมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และเป็นนักวิจัยของโครงการเด็กไร้รัฐ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ นอกจากนั้น ยังเป็นกรรมการและเลขานุการในคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ  ในปัจจุบันกำลังทำวิจัยที่ประเทศฟิลิปินส์ ภายใต้โครงการ API Fellowship, The Nippond Foundation

[4] อ่านคำพิพากษาฉบับเต็มได้ที่ 

http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=196&d_id=196&page=1

[5] ที่หมายถึง (1) บุคคลที่อยู่นอกอาณาเขตรัฐแห่งสัญชาติของตน (2) มีความหวาดกลัวที่มีมูลว่าจะถูกประหัตประหาร ด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าทางสังคมหรือทางความคิดด้านการเมืองก็ตาม และ (3) ในขณะเดียวกันบุคคลผู้นี้ไม่สามารถหรือไม่สมัครใจที่จะรับความคุ้มครองจากรัฐแห่งสัญชาติ เนื่องจากความหวาดกลัวดังกล่าว หรือนอกจากนี้ เป็นบุคคลไร้สัญชาติซึ่งอยู่นอกอาณาเขตรัฐที่เดิมมีถิ่นฐานพำนักประจำ แต่ไม่สามารถหรือไม่สมัครใจที่จะกลับไป เพื่อพำนักในรัฐดังกล่าว ด้วยเหตุแห่งความหวาดกลัวที่กล่าวมาข้างต้น

6] หมายถึง ผู้ที่หนีจากอันตรายอันเนื่องมาจากการจราจล การต่อสู้ หรือสงคราม และเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเลขที่ 4678/2497 ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2497)

[7]  หมายถึง บุคคลซึ่งต้องการความคุ้มครองและความช่วยเหลือที่อยู่ภายใต้กรอบหน้าที่ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ  ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ลี้ภัยที่ผ่านการพิจารณาสถานะภาพผู้ลี้ภัย รายบุคคล”(Refugee Status Determination) จากทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสถานะภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 แล้ว”, ดูเพิ่มเติมประกอบในพงษ์เทพ ยังสมชีพ ,ความแตกต่างระหว่าง POCกับ ผู้หนีภัยการสู้รบ

http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=131&d_id=131&page=1