งานเขียนชิ้นแรกตอนอยู่ฟิลิปินส์ ..ด้วยความคิดถึง.. คนไร้รัฐที่วังใหม่ : หลังจากที่หมู่บ้านกลายเป็นอุทยานแห่งชาติ โครงการเพื่อเด็กไร้รัฐในประเทศไทย (ForStatelessChild.org) วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เผยแพร่ในมติชนเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10109 ภายใต้ชื่อ “ชุมชนที่ย่อยยับบ้านวังใหม่ และความรับผิดชอบที่ต้องทวงถาม”

บ้านวังใหม่ (หรือบ้านผาช่อ) หมู่ที่ 12 ตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ตั้งอยู่ระหว่างสองข้างทางหลวงหมายเลข 1035 เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหมู่บ้านอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2540 มานี้เอง บ้านวังใหม่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ประกอบด้วย 5 หย่อมบ้าน คือบ้านแม่ส้าน บ้านป่าคา บ้านแม่ต๋อม บ้านห้วยห้อม และบ้านห้วยห้อมลีซอ ซึ่งหากจัดแบ่งตามกลุ่มชาติพันธุ์แล้วจะประกอบไปด้วย 4 กลุ่มชาติพันธุ์ คือ กลุ่มเมี่ยนหรือเย้า, กลุ่มลีซู, กลุ่มลัวะหรือบลัง และกลุ่มคนพื้นราบ

ก่อนหน้านั้น สมาชิกบ้านวังใหม่กลุ่มเมี่ยน ลีซูและลัวะ อาศัยอยู่บนดอยหลวง ความมั่นคงในชีวิตนั้นนิยามผ่านการมีที่ดินทำกิน มีข้าวเพียงพอ ลูกหลานอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ได้ประกอบพิธีกรรมในรอบปีอย่างสมบูรณ์ตามประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ โดยใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชนเผ่า มีระบบการจัดการตนเอง มีผู้นำชุมชน และผู้นำทางด้านพิธีกรรม เป็นชุมชนแห่งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่เมื่อภาครัฐประกาศให้ดอยหลวงเป็นอุทยานแห่งชาติในปี 2532 คนทั้ง โดยมิได้มีการไถ่ถาม หารือถึงความคิดเห็นพี่น้องชนเผ่าสามกลุ่มนี้กลับถูกจำกัดให้ชีวิตเหลือเพียงทางเลือกเดียวคืออพยพโยกย้ายมายังพื้นที่ใหม่-บ้านวังใหม่

บนผืนป่าเต็งรัง ที่ดินเต็มไปด้วยดินลูกรังแห่งนี้ แทบไม่มีเค้าโครงของความอุดมสมบูรณ์ดังเช่นหมู่บ้านเดิมบนดอยหลวง เงินชดเชย น้ำไหล ไฟสว่าง ถนนหนทาง สาธารณสุข ที่ทำกินเพิ่มเติม เอกสารสิทธิที่ดิน บัตรประชาชนไทย ฯลฯ ตามคำมั่นว่าจะจัดหาให้เมื่อชุมชนย้ายลงมาจากดอยหลวงกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า ผืนดินที่จับฉลากได้ครอบครัวละ 1 ไร่ ทำให้พี่น้องที่เคยอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงเพราะความผูกพันตามสายตระกูล ต้องถูกแบ่งแยกตามแต่ชะตาชีวิตที่ตนเองไม่สามารถกำหนด บ้างพยายามบุกเบิกพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมจำนวน 10 ไร่ ที่เต็มไปด้วยหิน และดินทราย ที่พอจะปลูกข้าว และพืชพักไว้บริโภคได้เพียง 3-4 เดือน พี่น้องชนเผ่ารู้สึกว่าตนไม่ต่างจากคนพ่ายแพ้ที่สูญเสียทุกอย่าง หนึ่งปีให้หลังการอพยพโยกย้าย ภาพแห่งการดิ้นรนของทุกชีวิตบนผืนป่าเต็งรังแห่งนี้ก็เริ่มต้นขึ้น นั่นคือการดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อออกไปให้พ้นจากบ้านวังใหม่ ไปขายแรงงานและขายบริการในจังหวัดใกล้เคียง เช่น ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ ตาก ไกลออกไปถึงสระบุรี กรุงเทพฯ ชลบุรี บ้างก็ไปไกลถึงสงขลา นราธิวาส ฯลฯ

เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู จำนวน 24 ครอบครัว พบว่า ชาวลีซูมากกว่า 20 คนต้องอพยพไปทำงานรับจ้างในเมือง เช่นเดียวกับชาวเมี่ยน 6 ครอบครัว มากกว่า 70 คนอพยพไปรับจ้างในเมือง เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ มากกว่า 20 คน หลายคนยอมลงกู้เงินดอกเบี้ยสูงไปเป็นแรงงานราคาถูกที่ไกลชุมชนออกไปถึงไต้หวัน สวิสเซอร์แลนด์ (ข้อมูลจากการสำรวจของโครงการประสานและสนับสนุนเครือข่ายงานพัฒนาชาวเขา และเอกชัย ปิ่นแก้ว; 2548)

2 ปีต่อมาหลังจาการโยกย้าย รายงานจากศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดลำปางระบุว่า มีหญิงสาวชาวลีซูถึง 19 คน ออกไปขายบริการทางเพศในเขตพื้นที่กรุงเทพ สงขลา หาดใหญ่ สุไหง-โกลก และมาเลเซีย ทั้งด้วยความสมัครใจและถูกหลอกลวง นอกจากนี้ยังมีสถิติผู้ติดเชื้อ HIV ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตไปแล้วจำนวน 14 คน และมีผู้ที่ยังไม่เปิดเผยตัวเองอีกจำนวนหนึ่ง ข้อมูลที่ชวนให้คิดอีกส่วนหนึ่ง คือ จำนวนผู้ติดยาเสพติด ผู้ติดคุก และเคยติดคุก เนื่องจากการหมดหนทางเลือกของชีวิต การเสี่ยงที่จะเดินทางผิดจึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับที่นี่อีกต่อไป เพียงระยะเวลาไม่กี่ปีหลังจากการอพยพหมู่บ้านแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งที่พักยาเสพติดแห่งหนึ่งของอำเภอวังเหนือ จากที่ไม่เคยปรากฏประวัติด้านนี้เลยในอดีต ความรุนแรงของสถานการณ์ดังกล่าวของหมู่บ้านเห็นได้จากการมีผู้ค้ารายย่อย ผู้เสพ ตั้งแต่ระดับวัยรุ่นชาย – หญิง คนวัยทำงาน จนถึงผู้สูงอายุบางคน การซื้อง่ายขายคล่องของยาบ้าในหมู่บ้าน ทำให้เกิดรูปแบบการขายที่เรียกว่า “การเดินต่อยอด” คือการที่ตนเองเป็นผู้รับเงินไปซื้อและได้ส่วนแบ่งเป็นยาบ้า 1 หรือ 2 เม็ดแล้วแต่จำนวน การเดินต่อยอดนี้ กลายเป็นช่องทางของเด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจน หรือพ่อแม่ติดคุกไม่มีคนดูแล ต้องดิ้นรนเพื่อหารายได้เลี้ยงตนเองและน้อง ๆ (เอกชัย ปิ่นแก้ว)

“เราเป็นคนดอย เมื่อต้องไปอยู่พื้นราบ ครอบครัวจะแตกแยก”
ถึงวันนี้คำพูดของผู้อาวุโสของชุมชนบนดอยหลวง ไม่ได้ผิดไปจากที่คาดทำนายเอาไว้เลย

จากคนไทยดั้งเดิม กลายเป็นคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ

จากข้อมูลในพื้นที่ อาจกล่าวได้ว่า กลุ่มชนเผ่าลัวะ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากสถานภาพบุคคลตามกฎหมาย (Personal Legal Status) ของพวกเขาเอง หลังจากหมู่บ้านกลายเป็นอุทยานแห่งชาติ และต้องการอพยพโยกย้ายที่เริ่มต้นในปี 2537 ชนเผ่าลัวะทยอยกันลงจากดอยหลวง ชุดแรกนั้นกว่าจะได้รับการลงรายการสัญชาติไทยเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารพิสูจน์ตนว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทย (หรือได้บัตรประชาชนไทยตามคำมั่น) พี่น้องชนเผ่าชาวลัวะก็ต้องเข้าร่วมการชุมชนกับสมัชชาชนเผ่าแห่งประเทศไทย (สชท.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2544 แต่กลุ่มคนที่เพิ่งโยกย้ายตามมาช่วงหลังปี 2545 จำนวนประมาณ 600 คน บางส่วนหนึ่งถือบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง (บัตรสีฟ้า) และบัตรประจำตัวชุมชนบนพื้นที่สูง (บัตรสีเขียวขอบแดง) ซึ่งได้รับการสำรวจในพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า แม่ฟ้าหลวง แม่สาย เชียงดาว พาน แม่จันและเชียงแสน ในจำนวนนี้มีประมาณ 532 คน ที่ยังคงไม่มีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลใดๆ

การเยียวยาปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมายที่ถูกกระทบได้เริ่มต้นขึ้นภายในชุมชนเอง โดยแกนนำของชุมชนเคยพาพี่น้องลัวะบางส่วนไปยื่นคำร้องเพื่อขอลงรายการสัญชาติไทยต่ออำเภอวังเหนือ พร้อมกับส่งรายชื่อของทุกคนไป แต่ก็ได้รับตอบกลับมาว่า ไม่ใช่คนของอำเภอวังเหนือ ให้กลับไปดำเนินการยื่นเรื่องที่อำเภอที่ออกบัตรให้

และแม้ว่าพวกเขาอยากจะดำเนินการยื่นคำร้องอีกครั้งต่ออำเภอที่ออกบัตรสีฟ้าให้ ก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้ เพราะทุกครั้งที่ออกนอกพื้นที่อำเภอวังเหนือ แม้ด้วยสาเหตุอื่นอย่างไปหางานทำ ไปทำงาน ไปหาหมอหรือรับบริการใดๆ ของภาครัฐ ฯลฯ ก็มักจะถูกจับ และถูกเรียกเงิน ผ่านข้อกล่าวหาว่าเป็น “คนต่างด้าว” ที่ “หลบหนีเข้าเมือง”!! ทั้งๆ ที่ข้อมูล/ประวัติศาสตร์ชุมชนมีความชัดเจนว่า ชาติพันธุ์ลัวะกลุ่มนี้เป็นคนไทยดั้งเดิมและอาศัยอยู่บนดอยหลวงมาเป็นเวลานานเช่นเดียวกับกลุ่มเมี่ยนและลีซู โดยก่อนหน้านั้นลัวะกลุ่มนี้อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง จังหวัดเชียงรายมาหลายชั่วอายุคนต่อมาจึงโยกย้ายมายังบ้านห้วยฮ่อม ดอยหลวง เมื่อปี 2514 โดยบางครอบครัวโยกย้ายไปในหลายอำเภอของจังหวัดเชียงรายก่อน แล้วจึงตามมาที่บ้านห้วยฮ่อม

วิถีชีวิตของ 3 กลุ่มชาติพันธุ์บนดอยหลวงนั้นผสมผสานวัฒนธรรม ประเพณีกันอย่างกลมกลืนไม่ว่าจะเป็นในด้านของระบบเกษตร การจัดการทรัพยากร การเลือกที่ตั้งบ้านเรือน การจัดการบริหารชุมชน ฯลฯ กลไกการปกครองของภาครัฐไทยเองก็เข้าถึง และรับรู้ (recognized) ตัวตนของคนและชุมชนบนดอยหลวงแห่งนี้ มานับตั้งแต่ปี 2519 ผ่านการเข้ามาสอนหนังสือ และทำข้อมูลพื้นฐาน จัดระเบียบสำมโนประชากร สำรวจรายได้ฯลฯ ของกรมประชาสงเคราะห์, ปี 2522 กรมการปกครองยังได้เข้ามาแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน, ในปี 2525 โครงการไทย-นอร์เวย์ ก็เข้ามาแนะนำการปลูกพืชเศรษฐกิจ (เพื่อลดพื้นที่การปลูกฝิ่น) และที่สำคัญ นับจากปี 2532 ที่ดอยหลวงถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของภาครัฐ โดยเฉพาะกรมป่าไม้ ก็ย่อมต้องคุ้นเคยกับคนและชุมชนดอยหลวงได้ดี เพราะการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับพี่น้องชนเผ่าในช่วงรอยต่อของการอพยพโยกย้าย (ในระหว่างปี 2533-2534) ผ่านการควบคุม จำกัดพื้นที่ ผ่านคำกล่าวหาว่าชุมชนทำ “ไร่เลื่อนลอย” ฯลฯ ล้วนเป็นสถานการณ์เดียวกันที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญ เพียงแต่ความทรงจำนั้นอาจแตกต่างกันไป

 

ในทางกฎหมาย พี่น้องชนเผ่าลัวะ จึงมีสถานะบุคคลตามกฎหมายเป็นผู้มีสัญชาติไทย เนื่องเพราะสถานะกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมของพวกเขาเอง พวกเขาเป็น “ชาวเขา” หนึ่งในจำนวน 9 เผ่าตามนิยามของกองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์, เป็น ”ชาวไทยภูเขา” หนึ่งในจำนวน 10 กลุ่มตามนิยามของระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวไทยภูเขา พ.ศ. 2535 และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ. 2539 และเป็น “บุคคลบนพื้นที่สูง” ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543

หากอำเภอเวียงเหนือ จังหวัดลำปาง จะมีเหตุผลในทางปกครองใดๆ ที่จะปฏิเสธความเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทย จนเป็นเหตุให้พี่น้องชาวลัวะกลุ่มนี้ต้องกลายเป็นคนไร้ทั้งสัญชาติและไร้รัฐ-ในทางข้อเท็จจริง ก็เห็นควรเสนอว่าน่าจะดำเนินการชี้แจงให้ชัดเจน โดยเป็นลายลักษณ์อักษร พี่น้องชาวลัวะ รวมถึงนักศึกษาและนักวิชาการด้านกฎหมาย จะได้ลองใช้เป็นกรณีศึกษาอีกสักหนึ่งตัวอย่าง

----------------------------------------------------------------------------

นักศึกษาปริญญาโทในหลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้เสนอวิทยานิพนธ์เรื่องสิทธิในการมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และเป็นนักวิจัยของโครงการเด็กไร้รัฐ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ นอกจากนั้น ยังเป็นกรรมการและเลขานุการในคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ในปัจจุบัน กำลังทำวิจัยที่ประเทศฟิลิปินส์ ภายใต้โครงการ API Fellowship, The Nippond Foundation