อันเนื่องจาก อ.แหววเตือนว่า ควร back up งานเขียนในอดีต จึง copy มันมาแปะไว้ ณ blog นี้.. คนเคยไร้รัฐ และกำลังจะไร้รัฐอีกครั้ง ที่ “บ้านร้องพระเจ้า” (บทความเพื่อบันทึกการสำรวจชุมชนคนไร้รัฐ) โครงการเด็กไร้รัฐ มสช. สำรวจเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2548

เราเพิ่งออกมาจากแม่สาย กำลังจะแวะร้านกาแฟที่ริมดอยที่เห็นตั้งแต่ขาไป และตั้งใจกันว่าจะแวะกันให้ได้ตอนขากลับ (ร้านสวยมากๆ-ขอบอก, ชาพม่าก็อร่อย, แต่ราคาอาหารนั้นแพงไปนิด สำหรับฐานะอย่างเรา 2 คน) ฉันกำลังทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นใน 2 วันที่ผ่านมา...

 

1. 

เราเพิ่งมาถึงแม่สายเมื่อตอนสายของวันนี้ เพื่อมาคุยกับ ชาวไทใหญ่และไทยลื้อกลุ่มหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องไม่มีบัตรฯ  แผนเดิมของเราคือ ครึ่งบ่ายของเสาร์ไปจนถึงค่ำ และครึ่งเช้าของวันอาทิตย์คือเวลาที่เราจะได้พูดคุยและเก็บข้อมูลหมู่บ้าน แต่มีบางอย่างผิดแผน เรามีเวลาแค่ครึ่งบ่ายวันนี้ไป-เท่านั้น

 

ในเมื่อแผนสำหรับพรุ่งนี้ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย เจี๊ยบเสนอว่าเราน่าจะกลับไปนอนที่เชียงใหม่ ฉันน่ะ- ไม่ได้ต้องทำอะไร นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถเฉยๆ ช่วยดูทางบ้าง ถ้าเพื่อนขับไหว-ก็เอา ก่อนที่เราจถึงร้านกาแฟที่เล็งกันไว้ เราต่างนิ่งเงียบกันไปนาน และเป็นฉันเองที่พูดขึ้นมาก่อน  ... มันคุ้มไหมเนีย?”

 

2.

โดยไม่ต้องขอร้อง... เจี๊ยบนั่งรถทัวร์มาเป็นเพื่อนฉัน จากรุงเทพฯ มาเชียงใหม่ 8 ชั่วโมง แล้วมาขอพี่เล็ก (อาจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล ผศ.ประจำสาขานิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เป็นธุระเรื่องที่อาบน้ำ เลี้ยงข้าวเช้า และที่สำคัญ ให้เรายืม Toyota (โดยมีเจี๊ยบเป็นคนขับ) ไปแม่สาย รวมถึงรับปากว่าจะเลี้ยงข้าวตอนขากลับ

 

เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ฉันถามเพื่อนรุ่นน้องที่ทำงานกับกลุ่มไทยใหญ่ว่าต้องการเก็บข้อมูลคนไทใหญ่ที่ไม่มีบัตรแสดงตนอะไรเลย เธอแนะนำว่าให้ไปที่วัดแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นวัดที่นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางของคนไทใหญ่ในเชียงใหม่และจังหวัดรอบๆ  ฉันก็ไป-ไปนั่งรอเจ้าอาวาสสักพักหนึ่งก็ได้พบและพูดคุยกับท่าน... เช้าวันต่อมา ระหว่างทางไปเรื่องคดีฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ที่ลำปาง ก็มีชายคนหนึ่งโทรศัพท์หาฉัน แนะนำตัวว่าเป็นไทยใหญ่ และเจ้าอาวาสท่านนั้นแนะนำมา และแนะนำว่ามีพื้นที่ 2-3 แห่ง โดยเน้นว่าวัดแห่งหนึ่งและชุมชนแห่งหนึ่งในพื้นที่แม่สายน่าจะตรงกับความสนใจฉันมากที่สุด 2 วันต่อมาฉันได้เบอร์และชื่อของคนไทยใหญ่ในพื้นที่แม่สาย คนนี้ชื่อ แสง

 

ฉันออกตัวกับคุณแสงว่า ฉันเป็นนักศึกษาที่อยากเก็บข้อมูลฯลฯ และพยายามขอข้อมูลเบื้องต้นจากคุณแสงทางโทรศัพท์ แต่ดูจะไม่สำเร็จเอาเสียเลย เขาพูดแต่ว่า อยากให้มาดูพื้นที่ มาคุยกันที่พื้นที่ ระยะทางกรุงเทพ-เชียงใหม่-แม่สาย-หมู่บ้านร้องพระเจ้า 956 กิโล (713+183+60 กิโล) หรือ ระยะเวลา 2 วัน 2 คืน อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญนัก ถ้าเทียบกับ dead line ที่ใกล้เข้ามาเต็มที

 

...ที่สำคัญ ก่อนลงพื้นที่ฉันตรวจสอบชื่อชายไทยใหญ่ทั้ง 2 คน ที่ได้มากับ สาละวินโพสต์ และมูลนิธิกระจกเงา ก็ได้รับคำตอบว่า "รู้จักแต่วัด แต่คนนั้นไม่รู้จัก" (และนี่คือเหตุผลรองลงมาที่เพื่อนเจี๊ยบไม่อยากให้ฉันลงพื้นที่คนเดียว) สำหรับฉันนั้น รู้อยู่แก่ใจว่า dead line สำหรับ  field study นั้น มันผ่านพ้นไปนานมากแล้ว แต่ใจก็อยากยังไป เพราะอยากรู้ว่าเขามีปัญหาอะไรกันแน่ แล้วก็-ฉันไม่รู้สึกกลัวพื้นที่-ที่ไม่เคยรู้จักนี้


แต่ก็อีกนั่นแหละ แม้ระหว่างทางเชียงใหม่-แม่สาย มันจะทั้งเขียวและสวยสดชื่น-สมกับบรรยากาศของฤดูฝน (รวมถึงการได้ชอบปิงฆ่าเวลาในตลาดแม่สาย-มีป้าย
Lotus goes home พรึบ!!) จะทำให้ฉันเพลิดเพลินจำเริญใจกับพื้นที่-ที่ไม่เคยรู้จักนี้ แต่ระหว่างจากทางตัวเมืองแม่สายเข้าหมู่บ้าน"ร้องพระเจ้า" ได้แต่ขอบคุณเพื่อนอยู่ในใจ-ที่มาด้วย

 

3.

เราไปถึงหมู่บ้านในช่วงที่สมาชิกหมู่บ้านเพิ่งเสร็จจากการทำนา แสง แนะนำให้ฉันรู้จักกับ พี่บุญ หัวหน้าชุมชน ตามธรรมชาติ ของบ้านร้องพระเจ้า, ประสิทธิ์ ที่เพิ่งสึกพระมาได้ไม่นาน เราใช้หน้าบ้านพี่บุญเป็นสถานที่สำหรับพูดคุยกัน

 

เราเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัว

...

พี่บุญเล่าว่า บ้านร้องพระเจ้านี้ขึ้นอยู่กับหมู่ 5 บ้านป่าแดง ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในชุมชนนี้มีสมาชิกประมาณ 80 กว่าหลังคาเรือน หรือประมาณ 400 กว่าคน

เกินครึ่งของ 400 กว่าคน เป็นคนเชื้อสายไทยลื้อ โดยทั้งหมดอพยพข้ามท่าขี้เหล็กเข้ามาในช่วงปี 2537-2538 จนเมื่อจำนวนคนเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใน 2 ปี กำนันจึงขอว่าไม่ให้ชุมชนชักชวน หรือรับคนนอกพื้นที่เข้ามาเพิ่มอีก...

 

...ร่วมชั่วโมงแรกผ่านไป สิ่งที่ถูกบอกเล่านั้นอาจจะไม่ใช่คำโกหก แต่ภาพรวมยังคง เบลออยู่ดี กว่าจะได้คำตอบที่ชัดๆ ฉันต้องถามย้ำ เชื่อมโยงคำตอบและสรุปทวนใจความที่เราคุยกัน จนได้ความว่า พวกเขาไม่ได้เกิดในดินแดนรัฐไทย และเมื่อฉันพยายามซักว่า แล้วเข้ามาเมื่อไรคะ รวมถึง เกิดที่ไหนคะ นั้น พวกเขา ละ คำตอบไว้ในใจจนฉันเริ่มอ่อนใจ

 

เป็นเรื่องปกติธรรมดา-ใช่ไหม ที่คนเราเจอกันครั้งแรกภายใต้สถานการณ์แบบนี้  ท่าทีป้องกันตัวเอง มันจึงชัดเจนเสียจน ทุกอย่างที่เหลือกลายเป็น คลุมเคลือและต้องคาดเดา แต่ฉันยืนยันที่จะไม่คาดเดา ฉันได้ยินเสียงตัวเองพูดความเดิมซ้ำอยู่ 2-3 ครั้ง ว่า อยากให้ช่วยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ เรื่องไหน-ถ้ารู้สึกว่าไม่สบายใจที่จะบอกเล่า อาจข้ามๆ ไปได้ แต่ถ้ามันทำให้ฉันสงสัยใน ข้อเท็จจริง บางอย่าง ฉันคงได้แต่ขอให้ไว้ใจ และช่วยเล่าออกมา

...ต้องขอบอกว่า ใช้เวลานานมาก กว่าจะได้รู้เรื่อง

 

4.

พี่บุญ และประสิทธิ์เป็น 2 ในจำนวนคนไทใหญ่ที่เดินเท้ามาถึงบ้านร้องพระเจ้าแห่งนี้เป็นกลุ่มที่สอง คนกลุ่มแรกที่เข้ามาถึงพื้นที่นี้คือ เจ้าของที่ดิน ซึ่งมีด้วยกัน 3 ราย 2 รายแรกอยู่ในตัวเมืองแม่สาย อีกรายหนึ่งคือ ลุงวงศ์ คนไทยที่ตกหล่นบัตรไทย และถือบัตรไทยลื้ออยู่จนถึงปัจจุบัน

 

พี่บุญเล่าว่าเขาและภรรยาหนีการบังคับใช้แรงงาน (Force Labour) เดินข้ามด่านท่าขี้เหล็กเข้ามา ใหม่ๆ นั้น พี่บุญไปของานเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ รับจ้างปลูกป่า หาบกล้าไม้

 

ส่วนประสิทธิ์นั้น เกิดที่สิบสองปันนา ประสิทธิ์เล่าว่าครอบครัวเขาทนทหารพม่าเรียกเก็บภาษีไม่ไหว (ผลผลิตข้าวได้ 70 ถัง จะต้องเสียภาษี 10-20 ถัง) นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องการหนีการบังคับใช้แรงงาน พ่อแม่พาประสิทธิ์ข้ามด่านท่าขี้เหล็กในปี 2534-2535 โดยรับจ้างทำงานทุกอย่าง ขณะเดียวกันก็ได้ความจากปากต่อปากว่าที่บ้านร้องพระเจ้านี้ยังพอมีที่มีทางพอสำหรับตั้งรกราก

 

ครอบครัวของประสิทธิ์เช่าที่นาของนายทุนในพื้นที่ ครอบครัวมีรายได้ส่งเสียให้ประสิทธิ์เรียนถึงมัธยม 3 ที่โรงเรียนป่าแดงหลวง หลังจากนั้นโรงเรียนปฏิสธไม่ให้เรียนต่อ เช่นเดียวกับระบบกศน. โดยให้เหตุผลว่าประสิทธิ์ไม่มีทะเบียนบ้าน ประสิทธิ์จึงบวชเรียนจนได้เปรียญ 5

 

ลุงสาย เกิดที่สิบสองปันนา ปีจุลศักราช 1301 ประมาณ 5-6 ขวบครอบครัวของลุงสายก็ย้ายมาหมู่บ้านป่าพลู อำเภอพระญาติ เมืองเชียงตุง ระหว่างนั้นทหารพม่ารบกับกลุ่มว้า ลุงสายถูกทหารพม่าเกณฑ์ไปเป็นแรงงาน จนอายุ 40 กว่า จึงหนีมาและมุ่งหน้ามายังไทย ข้ามท่าขี้เหล็กเข้ามาในปี 2538 เวลานั้นลุงสายอายุ 58 ปี

 

5.

ปี 2542

อำเภอแม่สายได้แจ้งกับชาวบ้านที่บ้านร้องม่วงคำว่า จะทำบัตรให้ ชาวบ้านร้องพระเจ้าได้ข่าวก็เดินทางไปที่อำเภอแม่สายกับเขาด้วย รอจนครึ่งค่อนวัน ก็ได้รับคำตอบจากอำเภอว่า ไม่ทำบัตรให้แล้ว ชาวบ้านร้องพระเจ้าไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ-นอกจากเดินกลับบ้าน

 

 

6.

ก่อนหน้ามิถุนายน 2547

ย้อนไปถึงเมื่อวันแรกๆ ที่คนไทยลื้อกับไทยใหญ่ทยอยกันเข้ามาในพื้นที่บ้านร้องพราะเจ้าในปี 2537-2538 เทียบกับเวลานี้ สิ่งที่ดีขึ้นน่าจะเป็นเรื่องของความเป็นอยู่ เกือบทุกคนพยายามหาเงินมาซื้อที่เงินผ่อน ตอนนี้ทุกคนมีบ้านบนที่ดินที่ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง แต่ ชี่อในเอกสารสิทธิ นั้นเป็น ชื่อของคนอื่น หลายคนซื้อมอเตอร์ไซด์ผ่านระบบเงินผ่อน เมื่อผ่อนหมด เขาได้มอเตอร์ไซด์ไปขับขี่ แต่ชื่อเจ้าของรถทีแท้จริง เป็น ชื่อของคนอื่น

 

เด็กๆ สามารถไปเรียนหนังสือได้ที่โรงเรียนบ้านป่าแดงหลวง แต่หลายคนเรียนได้แค่ ม.3 จริงที่ว่า-หนึ่งในเหตุผลนั้นเป็นเพราะครอบครัวไม่มีกำลังส่งเสีย แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ โรงเรียนไม่อนุญาตให้เรียนต่อ เพราะไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร

 

หลายคนอยากเดินทางออกไปหางานที่อื่น แต่พวกเขาไปไหนไม่ได้ เพราะกลัวถูกตำรวจจับ ทุกวันนี้เอง บางคนในบ้านร้องพระเจ้าก็เคยถูกตำรวจจับ หากสามารถติดต่อผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ไปช่วยรับรองได้ว่าไม่ใช่พวกเพิ่งเดินเข้ามา ตำรวจก็ปล่อยตัว หากติดต่อได้ไม่ทัน ก็ถูกส่งตัวออกไป แต่ก็อีกนั่นแหละ พวกเขาจะเดินกันกลับมา กลับบ้าน

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหางานทำ การเรียน การเดินทาง ทำให้เขารู้สึกว่า บัตร หรือ เอกสาร สักใบที่จะยื่นยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเขาไม่ใช่ คนที่เพิ่งเข้ามา (new comer) แต่เป็นคนที่มีบ้านอยู่ที่อำเภอแม่สายนี้ รวมถึงหลายคนเกิดที่นี่ เกิดในดินแดนรัฐไทย

 

พี่บุญและประสิทธิเล่าว่า เขาและชาวบ้านไม่เข้าใจถึงความหมายของบัตรที่ทางราชการทำเมื่อปี 2542

รู้แต่ว่าพวกเขาจะได้บัตรสักใบ ก็ดีใจแล้ว ไม่ได้คิดว่าบัตรนั้นหมายถึงการเป็นคนไทยด้วยซ้ำไป

 

พวกเขาไม่เคยไปทำบัตรอนุญาตทำงาน เพราะพวกเขานิยามตัวเองว่าเป็น คนไทยลื้อ ไทยใหญ่ ที่มาอาศัยอยู่ในรัฐไทย มีลูกที่เกิดและเติบโตในรัฐไทย มีอาชีพทำนา ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ไม่ใช่แรงงานข้ามชาติ จึงไม่ไปขึ้นทะเบียนขอใบอนุญาตทำงาน

 

แต่ปีที่แล้ว ด้วยความที่ของนโยบายจัดการแรงงานข้ามชาติแตกต่างไปจากปีก่อนหน้า รัฐไทยกำหนดขั้นตอนให้คนเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ประสงค์จะขอบัตรอนุญาตทำงาน มาขึ้นทะเบียนบุคคลกับอำเภอ และออกเอกสาร ท.ร.38/1 ให้ แล้วจึงค่อยไปสู่ขั้นตอนการขอใบอนุญาตทำงาน ทั้งหมู่บ้าน โดยคำแนะนำของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน จึงไปขึ้นทะเบียนบุคคล และได้เอกสารท.ร.38/1 กันทุกคน

 

ท.ร.38/1 เป็นเอกสารแสดงตนฉบับแรกของพวกเขา ทุกคนจะมีสำเนาเอกสารฉบับนี้พกในกระเป๋าสตางค์

 

อย่างไรก็ดี... พวกเขามีความเข้าใจในสถานการณ์ปัญหาตัวเองดีพอสมควร พวกเขารู้ดีว่าสิ้นเดือนมิถุนายน 2548 สิทธิอยู่อาศัยในรัฐไทย 1 ปี จะสิ้นสุดลง พวกเขาสงสัยว่า อนาคตและชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาไม่ต้องการไปขอบัตรอนุญาตทำงาน เพราะพวกเขาดำรงชีพอยู่ด้วยการทำนา ไม่ได้เป็นลูกจ้างใคร แล้วทำไมต้องไปวิ่งหาคนมาเป็นนายจ้าง ใครจะยอมเป็น ทำไมต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ  มีช่องทางอื่นสำหรับพวกเขาหรือไม่

 

7.

ข้อเท็จจริงจากปากคำของพี่บุญ คุณแสง ประสิทธิ์ และลุงสาย รวมถึงลุงวงศ์ ชัดเจนว่า คนในชุมชนร้องพระเจ้า เดินทางข้ามเส้นพรมแดนมาในช่วงปี 2537-2538 ด้วยเหตุผลหนีภัยสงคราม หนีการบังคับใช้แรงงานโดยรัฐบาลทหารพม่า อย่างไรก็ดีมันก็เป็นการเข้าเมืองที่ไม่ถูกกฎหมาย สถานะบุคคลของพวกเขาจึงเป็น คนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย

 

และเมื่อพิจารณาถึงเหตุผลการเข้าเมืองผิดกฎหมายของพวกเขาแล้ว พวกเขาจึงมีสถานะบุคคลเป็นคนไร้รัฐด้วย

 

และการที่พวกเขาตกสำรวจบัตรสีเขียวขอบแดงในปี 2542 พวกเขาจึงเป็นคนตกหล่นบัตรสีเขียวขอบแดง เป็นคนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลในรัฐไทย

 

อย่างไรก็ดี แม้การไปขึ้นทะเบียน ท.ร.38/1 ในปีที่ผ่านมา จะทำให้พวกเขามีสิทธิอยู่อาศัยในรัฐไทยได้เป็นเวลา 1 ปี แต่การที่พวกเขาเลือกที่จะไม่ไปขึ้นทะเบียนขอใบอนุญาตทำงานในปี 2548 นี้ อาจทำให้เขาต้องตกอยู่ภายใต้นโยบายที่ว่า ต้องถูกส่งกลับ

 

ในเบื้องต้น ฉันแนะนำให้เขารวบรวมข้อมูลบุคคลและชุมชนที่แสดงและยืนยันว่าพวกเขาได้อยู่อาศัย รวมถึงเกิดในดินแดนรัฐไทยมาตั้งแต่ปี 2537-2538 รวมถึงพยานบุคคลที่สามารถยืนยันได้ด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันฉันขอให้เขาทำหนังสือขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายไปยังสภาทนายความ และกองทุนคนึง ฦาไชย คณะนิติศาตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

 

 

8.

ที่ร้านกาแฟ เจี๊ยบบอกฉันว่า ถ้าคิดจากว่า เราใช้เวลาและเงินสำหรับการมาเก็บข้อมูลทำ thesis เธอ น่ะ ก็ไม่น่าจะคุ้มหรอก (ขอบคุณมาก !!!! เพื่อน) ... แต่ถ้าคิดจากว่า มันทำให้เราได้รู้ปัญหาของคนกลุ่มหนึ่ง และเราก็พอจะแนะนำหรือช่วยเขาหาทางออกให้เขาได้บ้าง มันทำให้เขามองเห็นทางออกได้บ้าง และพอเห็นทางว่าควรจะทำอะไรต่อไป ...การช่วยทำให้ใครที่กำลังกังวลกับปัญหาของเขา รู้สึกดีขึ้น ไม่ว่ามากหรือน้อย ก็นับว่าคุ้มนะ"

 

นั่นเป็นมุมมองของเพื่อน ฉันรู้ว่าเจี๊ยบอยากปลอบใจฉัน

 

ฉันได้ในสิ่งที่ฉันตั้งใจไว้สำหรับการเดินทางมาเยี่ยมเยียนชุมชนบ้านร้องพระเจ้านี