เนลสันแมนเดลา (Nelson Mandela) อดีตผู้นำการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคของคนผิวดำในแอฟริกาใต้และต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีของประเทศนั้นได้มีอายุครบ90 ปีเมื่อวันที่18 กรกฎาคมที่ผ่านมาท่านเป็นนักต่อสู้และรัฐบุรุษคนสำคัญคนหนึ่งของโลกผู้ซึ่งเคยถูกรัฐบาลผิวขาวของแอฟริกาใต้จับขังคุกมาถึง 27 ปีเต็มแต่ก็สามารถต่อสู้จนล้มล้างระบบเหยียดผิว (Apartheid) ได้สำเร็จจนทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกับนายF.W. de Klerk ประธานาธิบดีผิวขาวคนสุดท้ายในระบบApartheid ในปีค.ศ.1993 และได้ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของประเทศแอฟริกาใต้เมื่อปีค.ศ.1994 ทั้งนี้นายMandela ได้เคยมาเยือนประเทศไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปีค.ศ.1997 ด้วย
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้เขียนอัตชีวประวัติของ เนลสัน แมนเดลา ผู้นำในดวงใจ ส่ง ดร.สุรํตน์ ไชยชมภู ในแง่มุมที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน แล้วก็ทำให้อดทึ่งไม่ได้ กับความยืนยันด้วยวิญญาณแห่งนักสู้ของเขา และรอยยิ้มที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เลยได้นั่งค้นไปเรื่อย ๆ จนได้เจอบทความที่เป็นเคล็ดลับการเป็นผู้นำของเนลสัน แมนเดลา เลยอยากหยิบมาให้อ่านกันนะคะ
ในโอกาสที่นายMandela มีอายุครบรอบ90 ปีท่านได้ให้เคล็ดลับ8 ประการของการเป็นผู้นำซึ่งน่าสนใจและผมขอนำมาถ่ายทอดดังต่อไปนี้
1. ความกล้าหาญไม่ใช่การปราศจากความกลัวแต่เป็นการจูงใจให้ผู้อื่นก้าวข้ามความกลัวนี้ไปในปี ค.ศ.1994 ในช่วงหาเสียงเป็นประธานาธิบดีนายMandela กำลังนั่งอยู่ในเครื่องบินใบพัดลำเล็กๆเพื่อไปปราศรัยหาเสียงที่เมืองNatal แต่ขณะที่อีก20 นาทีเครื่องบินจะถึงสนามบินก็ปรากฏว่าเครื่องเสียไปเครื่องหนึ่งผู้คนที่นั่งในเครื่องต่างเริ่มเสียขวัญแต่เมื่องมองไปที่นายMandela ต่างก็ใจชื้นขึ้นเพราะเห็นเขาอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไปอย่างสงบขณะนั้นที่สนามบินก็ได้ตระเตรียมการลงฉุกเฉินไว้แล้วแต่ในที่สุดนักบินก็นำเครื่องลงได้โดยปลอดภัยเมื่อลงมาได้แล้วนายMandela จึงยอมรับว่าเขากลัวอย่างสุดขีดทีเดียวขณะที่เกิดเรื่องบนเครื่องบินนายMandela ยอมรับว่าเขาได้ผ่านความกลัวมามากไม่ว่าในช่วงที่เขาดำเนินการต่อสู้ใต้ดินกับรัฐบาลเหยียดผิวหรือในช่วงการไต่สวนคดีRivonia ที่นำไปสู่การถูกจำคุกของเขาที่เกาะRobben Island เขายอมรับว่าเขาไม่สามารถหลอกตัวเองได้ว่าไม่กลัวและจะเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้ทั้งหมดแต่การที่เป็นผู้นำได้ทำให้เขามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาท่าทีไว้แสดงออกมาว่าไม่กลัวจึงจะนำผู้อื่นได้เขาทราบดีว่าเขาเป็นแบบอย่างให้กับผู้อื่นและสิ่งนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาเอาชนะความกลัวได้
2. การนำต้องนำจากข้างหน้าและต้องไม่ทิ้งฐานการสนับสนุนไว้เบื้องหลังตลอดเวลาของการต่อสู้ของเขามาตั้งแต่ต้นเขาได้ใช้ไม้แข็งมาโดยตลอดโดยได้เลือกใช้วิธีการต่อสู้กับรัฐบาลเหยียดผิวด้วยอาวุธแต่จู่ๆ ในปี ค.ศ.1985 ในขณะที่เขาก็ยังถูกขังอยู่ที่เกาะRobben เขาก็ประกาศว่าจะเริ่มหันมาใช้การเจรจาแทนซึ่งก็ทำให้พวกลูกน้องและกลุ่มผู้สนับสนุนต่างก็นึกว่าเขาถอดใจที่จะทำการต่อสู้เสียแล้วแต่ในที่สุดเขาก็พยายามชี้แจงกับทุกคนทุกฝ่ายได้สำเร็จและทำให้ทุกคนเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนยุทธวิธีมาเป็นการเจรจาสำหรับเขาแล้วจุดมุ่งหมายใหญ่หรือหลักการสำคัญในการต่อสู้ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงนั่นคือการล้มระบบเหยียดผิวและให้คนดำมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกับคนขาวส่วนการเจรจาหรือการต่อสู้ด้วยอาวุธคือเป็นเพียงกลยุทธ์เท่านั้นมิใช่หลักการ นาย Cyril Ramaphosa อดีตเลขาธิการพรรคAfrican National Congress หรือANC ซึ่งได้เป็นพรรครัฐบาลเรื่อยมาหลังล้มระบบเหยียดผิวได้กล่าวว่านายNelson Mandela เป็นผู้ที่เชื่อในประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์อยู่ข้างเขาเขาสามารถคิดไปไกลกว่าคนอื่นๆ โดยมองไปข้างหน้าเป็นสิบ ๆ ปีไม่ใช่เพียงเป็นอาทิตย์หรือเดือนและเข้าใจด้วยว่าต่อไปในอนาคตผู้คนทั่วไปจะคิดถึงสิ่งที่เขาทำไปอย่างไรเขาเป็นผู้มีสายตายาวไกลเสมอและรู้ว่าผลจะเป็นอย่างไรต่อไปเขาจะชอบพูดอยู่เสมอว่า“ทุกสิ่งจะดีขึ้นเองในระยะยาว”
3. นำจากข้างหลัง และทำให้คนอื่นเชื่อว่าพวกเขาอยู่ข้างหน้าหรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือในการจะกระทำอะไรสักอย่างหนึ่งควรใช้วิธีการชักจูงใจให้คนทำขณะเดียวกันก็ควรให้ผู้นั้นนึกว่าเป็นความคิดของเขาเองด้วย ในสมัยเด็ก นายMandela ได้รับอิทธิพลจากJongintaba กษัตริย์หัวหน้าเผ่าที่เป็นผู้เลี้ยงดูเขามามากในการออกว่าราชการJongintaba จะให้ผู้เข้าร่วมประชุมนั่งเป็นวงกลมและเขาจะให้ทุกๆคนพูดให้หมดก่อนแล้วเขาถึงจะพูด นายMandela เห็นว่าวิธีการเช่นนี้จะช่วยให้หาฉันทามติได้ง่ายขึ้นและไม่ควรเข้าร่วมการโต้เถียงเร็วเกินไปต่อมานายMandela เองก็จะใช้วิธีการนี้เขาจะปล่อยให้นายRamaphosa หรือนายThabo Mbeki ผู้ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบันของแอฟริกาใต้และผู้นำคนอื่นๆโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนให้เสร็จสิ้นก่อน หลังจากนั้นนายMandela จึงจะเริ่มพูดช้าๆสรุปความเห็นของทุกคนที่พูดไปแล้วจึงเริ่มออกความคิดเห็นของตนเองด้วยเหตุด้วยผลและเป็นไปในวิถีทางที่ไม่ได้บังคับให้ผู้อื่นรับความเห็นของตนซึ่งส่วนใหญ่ก็จะสามารถชี้ชวนผู้อื่นยอมรับความเห็นของตนได้สำเร็จ
4. รู้จักศัตรูของตนและควรรู้ด้วยว่าเขาชอบกีฬาอะไรตั้งแต่อายุ40 กว่านายMandela ได้เริ่มเรียนภาษาAfrikaans ซึ่งเป็นภาษาของคนผิวขาวในแอฟริกาใต้เพราะต้องการที่จะรู้ว่าคนผิวขาวเหล่านี้มีความคิดความอ่านอย่างไรเขารู้ว่าวันหนึ่งเขาจะต้องต่อสู้หรือต้องเจรจากับคนเหล่านี้ซึ่งทำให้เขาเข้าใจถึงจุดอ่อนและจุดแข็งรวมทั้งประวัติศาสตร์ความเป็นมาและความรักกีฬารักบี้ของคนผิวขาวในแอฟริกาใต้เป็นอย่างดีและทำให้เขาวางแผนการเจรจาได้อย่างดีอีกอย่าง ที่สำคัญที่เขาเรียนรู้ก็คือจริง ๆแล้วรัฐบาลอังกฤษและผู้มาตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษก็มีความรู้สึกดูถูกคนผิวขาวในท้องถิ่นเองด้วยเพราะฉะนั้นคนขาวในแอฟริกาใต้ก็มีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่แตกต่างกับคนดำเช่นกัน
5. รักษาความใกล้ชิดกับผู้เป็นเพื่อนไว้ขณะเดียวกันก็ควรใกล้ชิดกับคู่แข่งมากกว่าด้วยนายMandela เป็นคนที่มีเสน่ห์และหลายครั้งที่เขาใช้เสน่ห์ดังกล่าวกับคู่แข่งหรือศัตรูของเขาเองอย่างได้ผลดีด้วยเขาจะถือโอกาสโทรศัพท์ไปอวยพรวันเกิดหรือไปร่วมงานศพของครอบครัวผู้ที่ไม่หวังดีต่อเขาเสมอเมื่อเขาออกจากคุกแล้วเขาก็ยังเป็นเพื่อนกับพวกผู้คุมในคุกและยังแต่งตั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการส่งเขาเข้าคุกเข้ามาเป็นรัฐมนตรีชุดแรกของเขาด้วยนายMandela เชื่อว่าการทำความดีกับคู่แข่งไว้จะทำให้สามารถควบคุมคนเหล่านี้ได้ดีกว่าการกระทำตรงข้ามแน่นอนเขาชอบคนที่จงรักภักดีแต่เขาก็เข้าใจดีว่าธรรมชาติของมนุษย์ย่อมทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตนเองเป็นสำคัญแต่ก็เป็นการดีกว่าที่จะทำดีกับบุคคลเหล่านี้ไว้
6. กิริยาท่าทางและการแต่งตัวเป็นสิ่งสำคัญและต้องจำไว้ว่าต้องยิ้มอยู่เสมอนาย Mandela เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญต่อการแต่งตัวและบุคลิกภาพของตัวเองมากเขาได้เปรียบอยู่แล้วเนื่องจากเป็นคนหน้าตาดีสูงและมีบุคลิกของการเป็นลูกผู้นำเผ่าอยู่แล้วเมื่อนายWalter Sisulu อดีตผู้นำคนหนึ่งของANC ได้พบนายMandela ขณะที่เขายังเป็นนักศึกษาวิชากฎหมายอยู่เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาได้พบผู้ที่จะมานำมหาชนของANC ที่จะต่อสู้กับรัฐบาลเหยียดผิวได้แล้วนายMandela เข้าใจถึงความสำคัญของการปรากฏตัวต่อหน้าฝูงชนอยู่เสมอกล่าวกันว่าเขาเป็นคนผิวดำคนแรกๆ ที่ไปตัดชุดสูทแบบวัดตัว นอกจากนั้นเขาก็ทราบดีว่าเขามีเสน่ห์ในการยิ้มรูปโฆษณาในการหาเสียงประธานาธิบดีจะเป็นรูปที่ปรากฏรอยยิ้มของเขาอยู่เสมอเพราะเขารู้ว่าสำหรับคนขาวรอยยิ้มของเขาแสดงถึงความใจกว้างที่ไม่ได้คิดถึงการจองเวรจองกรรมและมีความเห็นอกเห็นใจคนผิวขาวอยู่ด้วยและสำหรับคนผิวดำเอง
7. ไม่มีอะไรขาวหรือดำโดยสิ้นเชิง นาย Mandela เคยถูกถามว่า การที่เขาเปลี่ยนกลยุทธ์จากการต่อสู้ด้วยอาวุธมาเป็นการเจรจานั้น เป็นเพราะเขาเห็นว่าไม่มีทางล้มล้างรัฐบาลด้วยอาวุธได้ หรือว่าเขาเห็นว่าประชามติโลกจะช่วยให้เขาเอาชนะได้ คำตอบของเขาก็คือ “เป็นเพราะทั้งสองอย่างได้ไหม” เขาเชื่อว่าทุก ๆ อย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นเสมอไป ปัญหาใหญ่แต่ละอย่างต่างมีสาเหตุที่สับสนวุ่นวาย เช่น ปัญหานโยบายเหยียดผิว ก็เป็นทั้งปัญหาประวัติศาสตร์ สังคมและจิตวิทยาไปพร้อมกัน ดังนั้น ในหัวคิดของเขาจึงมีแต่คำถามว่าในที่สุดแล้ว ผลจะออกมาเช่นใดและจะทำอย่างไรให้ได้ผลนั้นมาในวิถีทางที่เหมาะสมที่สุด
8. การยอมแพ้และการวางมือจากอำนาจก็เป็นลักษณะของผู้นำเช่นเดียวกัน ในปี ค.ศ. 1993 นาย Mandela ได้พยายามจะออกนโยบายใหม่เพื่อลดอายุผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งให้เหลือเพียง 14 ปี (ในอินโดนีเซีย คิวบา อิหร่าน เกาหลีเหนือและนิการากัว ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถมีอายุต่ำกว่า 18 ปีได้) เขาได้พยายามหาเสียงกับพรรคและประชาชนทั่วไปอย่างแข็งขัน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ กระนั้น เขาก็ยอมรับความพ่ายแพ้ดังกล่าวแต่โดยดี อีกโอกาสหนึ่งก็คือ ในขณะที่เขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ในปี ค.ศ. 1994 นั้น เขาเป็นที่นิยมของประชาชนเป็นอย่างมากและมีหลายฝ่ายที่เสนอให้เขาเป็นประธานาธิบดีไปจนตลอดชีวิต แต่เขาก็เลือกที่จะปฏิเสธเพราะเขาต้องการที่จะให้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำแอฟริกาคน อื่น ๆ ด้วยเท่านั้น.
เคล็ดลับของเนลสัน มี 8 ข้อ ซึ่งดูเหมือนจะง่ายนะคะ แต่หากพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่าการปฏิบัติให้เป็นนิสัยนั้นทำได้ยากจริง ๆ เพราะเป็นเรื่องที่มาจากสามัญสำนึก มาจากความเป็นตัวของตัวเอง และที่สำคัญมีความมุ่งมั่นที่ตจะทำเพื่อส่วนรวมมากกว่าทำเพื่อตนเอง ความเป็นผู้นำของเนลสัน ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพียงแค่ 27 ปีที่เขาอยู่ในคุก แต่เขาใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการเป็นผู้นำของเขา ถึงแม้จะยากนะคะแต่อย่าท้อ หากเรามีความตั้งใจที่จะทำเพื่อส่วนรวม ค่อย ๆ เรียนรู้ปัญหาและเก็บมาเป็นประสบการณ์ในการแก้ปัญหานะคะ จะเอาใจช่วยผู้นำทุกท่านนะคะ ---หากมีเคล็ดลับดี ๆ แวะเอามาฝากกันบ้างนะคะ ---
ขอบคุณที่มา : Dailynews
เยี่ยมมากเลย เป็นความจริงที่ผู้นำจะต้องปฏิบัติด้วย และโดนใจทุกข้อเลย นี่แหละ ภาวะผู้นำที่ฉลาด
ทำให้คนที่เกลียดตน ได้รักตน และมีความเกรงใจ(คู่แข่งของเขา)
เป็นคนมองกาลไกลอีกต่างหาก แถมรอบรู้ความเป็นไปของคนที่คบ รู้ว่าเขาชอบกีฬาอะไร เรื่องอะไร ที่พอจะคุยกันได้ยาวนานเพื่อสานความเป็นกันเองที่ถูกคอได้ ไปได้ด้วยกัน
และขอชมเชยนะคะ ที่ไปหาภาวะการเป็นผู้นำ ที่ประสบความสำเร็จมาให้อ่าน เขาช่างเป็นคนที่มีความอดทนเหลือเกิน พอเอาเป็นแบบอย่างได้
และชมตัวหนังสือ ใหญ่สะใจดีมากเลยตะ อ่านง่าย คิดตามได้คล่องถ้าหากมีเรื่องใหม่ ไปเยี่ยมบอกได้ที่บ้านพี่นะคะ แล้วจะตามมาคะ