เนื่องในโอกาสของวันรพี กล่าวคือ วันที่ ๗ สิงหาคม ของแต่ละปี เราซึ่งเป็นนักกฎหมายก็ย่อมต้องหวนรำลึกถึงเรื่องราวความอยุติธรรมทางสังคมที่เกิดแก่มนุษย์บนแผ่นดินไทย ทั้งนี้ เพื่อเป็นเข็มทิศแห่งชีวิตในการทำงานทางกฎหมาย ความอยุติธรรมอยู่ ณ ทิศใด ? เราคงต้องมุ่งไปในทิศนั้นเพื่อจัดการให้ความยุติธรรมปรากฏแทนที่-----------------------------------------------------
ในวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้เขียนถึง “ชาวโรฮิงญาในประเทศไทย” จากกลุ่มนักศึกษาที่ทำหน้าที่กองบรรณาธิการเพื่อจัดทำหนังสือที่ระลึกวันรพีประจำปี พ.ศ.๒๕๕๒ ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า กองบรรณาธิการคงตั้งใจจะบอกว่า ปัญหาความอยุติธรรมทางสังคมที่ประสงค์จะให้สังคมไทยได้รับรู้ ก็คือ ปัญหาของชาวโรฮิงญาที่ถูกรังเกียจเดียจฉันท์จากทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง
ชาวโรฮิงญากลุ่มหนึ่งในรัฐอารากัน ประเทศพม่า หนีภัยความตายเข้ามาในประเทศไทย พวกเขาได้กลายเป็น “ผู้ลี้ภัยจากพม่า” หรือ “เหยื่อของการค้ามนุษย์” [1] ในสายตาประชาสังคมโลก แต่ในสายตาของคนที่ไม่มีแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชน ชาวโรฮิงญากลุ่มดังกล่าวเป็นเพียง “แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองไทยอย่างผิดกฎหมาย” ข่าวการผลักดันเรือที่ชาวโรฮิงญาใช้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยออกไปในเขตทะเลหลวง หรือข่าวการทารุณกรรมชาวโรฮิงญาในเรือดังกล่าว กลายเป็นเรื่องราวเลวร้ายสำหรับประเทศไทยอย่างมาก แม้ว่าทางราชการไทยจะปฏิเสธความเห็นชอบและการมีส่วนร่วมในการกระทำที่เลวร้ายนั้น แต่ก็ดูจะเป็นมลทินที่ต้องรอพิสูจน์กันในกาลเวลาข้างหน้า
แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาควิชาการนิติศาสตร์นั้น คงมีความจำเป็นที่จะต้องยืนยันประวัติศาสตร์การจัดการ “ประชากรที่หนีภัยความตายเข้ามาในประเทศไทย” ซึ่งมีความชัดเจนว่า ประเทศไทยมีองค์ความรู้ด้านนิติศาสตร์ในการจัดการคนหนีภัยความตาย รัฐไทยใช้แนวคิดมนุษย์นิยมในการจัดการคนหนีภัยความตายเสมอมา[2] ไม่ว่าคนหนีภัยความตายนั้นจะมีเชื้อสายใด หากย้อนดูอดีต องค์ความรู้ดังกล่าวนี้ได้รับการยอมรับว่า เป็นภูมิปัญญาของฝ่ายปกครองของรัฐไทยทีเดียว ดังจะเห็นว่า ความแตกต่างหลากหลายชาติพันธุ์ของประชากรไทยมิได้สร้างปัญหาความมั่นคงแห่งรัฐเท่าใดนัก เพียงแต่ในยุคหลังมานี้ที่มีปัญหาอย่างรุนแรงในบางพื้นที่ เราคงต้องมาตั้งคำถามว่า อะไรคือสาเหตุแห่งความโกรธแค้นชิงชังรัฐไทยอย่างรุนแรง ?? คำตอบที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงตอบแล้ว ก็คือ เพราะเราเข้าไม่ถึงเขา เพราะเราไม่เข้าใจเขา และเพราะเราไม่พัฒนาเขา กล่าวอีกนัยก็คือ เขาตกอยู่ในความอยุติธรรมนั้นเอง ดังนั้น วิธีการจัดการก็คือ เราต้องเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา นั่นก็คือ เราต้องให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา
ในโอกาสของวันรพีประจำปี พ.ศ.๒๕๕๒ เราจึงควรมารำลึกถึงภูมิปัญญาของรัฐไทยในการให้ความยุติธรรมทางสังคมแก่มนุษย์ที่หนีภัยความตายมาจากต่างประเทศ และเราจึงควรมาตรวจสอบว่า รัฐบาลไทยรู้จักภูมิปัญญาทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ในการจัดการคนหนีภัยความตายที่บรรพบุรุษไทยสะสมและใช้สอยตลอดมาหรือไม่ ? การเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนาคนหนีภัยความตายจากต่างประเทศเป็นอย่างไรกัน ?
[1] จากข้อมูลที่ได้จากกลุ่มชาวโรฮิงญาที่ถูกถูกกักที่ห้องกักของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ฟังได้ว่า ชาวโรฮิงญาที่ถูกกักนั้น มี ๒ พวก กล่าวคือ (๑) พวกที่ให้ปากคำว่า ออกจากประเทศพม่าเพื่อหนีภัยการทารุณกดขี่ของทหารพม่า และ (๒) พวกที่ให้ปากคำว่า ออกจากประเทศพม่าเพราะอยากมาหางานทำ จึงยอมรับที่จะถูกค้าเป็นแรงงานในต่างประเทศ
[2]พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, รายงานการสำรวจและวิเคราะห์องค์ความรู้เรื่องปัญหาและการจัดการปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมายของคนหนีภัยความตาย, งานเขียนอันเป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนาภายใต้โครงการเด็กไร้รัฐ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกองทุนศาสตราจารย์ คนึง ฦๅไชย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ,เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐
http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=360&d_id=359
ต้องการอ่านต่อจนจบ โปรดคลิก URL ดังต่อไปนี้
http://www.archanwell.org/office/download.php?file=632.pdf&fol=1