เมื่อ ด.ช.ธรณ์ โยนหินลงมาจากชั้น 14

วีรกรรมของธรณ์ ... อีกแล้ว  (23 มิ.ย. 51)

วันจันทร์ที่ 23 มิ.ย. 51   แม่ต้องไปหาหมอกระดูกที่คลินิกพิเศษ ร.พ. จุฬาฯ  ในช่วงเย็น    ซึ่งแม่ได้บอกที่บ้านไว้แล้ว       ราว  18.30 น.  พี่ทองโทรศัพท์เข้ามาบอกว่า  "น้องธรณ์โยนหินจากสวนที่ระเบียงลงไปข้างล่าง ไปโดนรถยนต์ที่จอดอยู่  โยนลงไปเป็น 10 ก้อนเลย "        อย่างแรกที่นึกคือ  " มีใครเจ็บด้วยหรือไม่ "   เพราะห้องเราอยู่ที่ชั้น 14   ถ้าโดนคนละก็....น่าจะเจ็บหนัก   เป็นเรื่องใหญ่แน่   ซึ่งก็โชคดีมากๆ ที่ไม่มีใครเจ็บ         

สำหรับรายละเอียดของเรื่องที่เกิดขึ้นคือ พี่ทองทำกับข้าวอยู่ในครัว   ซึ่งพี่แหววเป็นคนดูน้อง  ตอนแรกธรรศกับธรณ์ก็ออกไปเล่นที่สวนตรงระเบียงและเข้าบ้านมาทั้งคู่แล้ว  และธรณ์ก็ออกไปที่ระเบียงคนเดียวอีกครั้ง โดยที่ไม่มีใครรู้   ซึ่งก็คงโยนหินลงไปช่วงนี้    พี่ทองมารู้อีกครั้งก็คือ ร.ภ.ป. ที่คอนโดขึ้นมาบอกว่า มีคนโยนหินลงไปโดนรถ  

แม่เลยบอกพี่ทองว่า ให้ไปถามรายละเอียดของเจ้าของรถ  และขอเบอร์โทรศัพท์มา  แม่จะได้โทรศัพท์ไปคุยด้วย    ถ้าอยู่ที่คอนโด พอกลับไปแม่จะไปหา    แต่ถ้าไม่ได้อยู่ที่คอนโด และเค้ามีธุระจะรีบไป พรุ่งนี้แม่จะรอพบ    และบอกเจ้าของรถว่า เราจะรับผิดชอบทุกอย่าง    โดยแม่ไม่ลืมที่จะบอกพี่ทองว่า  " พาธรณ์ลงไปด้วย  ให้ไปขอโทษเจ้าของรถ "     ซึ่งพี่ทองได้โทรศัพท์มาอีกครั้งว่า  เจ้าของรถไม่ได้อยู่ที่คอนโด แต่เค้ามาส่งแฟนที่ทำงานในออฟฟิสข้างล่าง    และเค้าจะรอเจอแม่ด้วย  ตอนนี้ออกไปทานข้าว

พอหาหมอเสร็จ  แม่ก็รีบกลับบ้าน   ก่อนถึงบ้านแม่ก็โทรศัพท์บอกพี่ทองให้พาธรณ์ลงมาเจอแม่ที่ข้างล่างด้วย     ซึ่งนายตัวดีก็คงรู้ตัวดีเช่นกัน  แม่จึงได้ยินเสียงธรณ์บอกว่า  " ธรณ์ไม่ลงไป "   แม่จึงขอคุยกับธรณ์

แม่   -  ทำไมธรณ์ไม่ลงไปข้างล่างละลูก   แล้ววันนี้ธรณ์ทำอะไร

ธรณ์ -  ธรณ์โยนหินไปโดนรถ    แต่น้องจะระบายสี

แม่   -  หยุดระบายสีก่อนนะ  ธรณ์ต้องไปช่วยแม่คุยกับพี่  เพราะแม่ไม่ได้โยนหิน  แม่ไม่รู้เรื่อง

ธรณ์ -  ธรณ์ไม่อยากคุย

แม่   -  ถ้าธรณ์ไม่ไปช่วยแม่คุย แม่จะให้ธรณ์ไปคุยเอง   เพราะธรณ์เป็นคนทำ  แม่ไม่ได้ทำ ธรณ์จะลงไปช่วยคุยรึเปล่าลูก

ธรณ์ -  (เสียงอ่อยๆ)   ธรณ์จะลงไป

เหตุที่แม่ต้องการให้ธรณ์ลงไปด้วยก็เพราะ แม่ต้องการให้ธรณ์ได้ร่วมรับทราบว่า ผลจากการกระทำของธรณ์เป็นอย่างไร    บางครั้งการที่ธรณ์ต้องไปร่วมอยู่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะตัวเองเป็นต้นเหตุของปัญหา  ตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้คนอื่นเดือดร้อน จะทำให้ธรณ์จดจำได้ดีกว่าการถูกดุ หรือทำโทษจากแม่อย่างเดียว    แต่กรณีนี้แม่ก็คิดไว้แล้วว่าต้องทำโทษธรณ์ด้วย

พอเราได้เจอกับเจ้าของรถ  แม่ก็ขอโทษที่ทำให้เค้าเดือดร้อน    และถามธรณ์ว่า

แม่   -  ธรณ์ครับ    วันนี้ธรณ์ทำอะไรลูก 

ธรณ์ -  ธรณ์โยนหินลงมาโดนรถของพี่

แม่   -  ใช่   แล้วเห็นมั้ยรถของพี่เป็นรอยเลย    แล้วพี่ก็ต้องรอคุยกับคุณแม่จนค่ำ   พี่ก็ยังไม่ได้กลับบ้าน  พี่เค้าต้องเสียเวลา

ธรณ์ -  (ทำหน้าสลด  ตอบเสียงอ่อยๆ )    เห็นครับ

แม่   -  ขอโทษพี่แล้วยังลูก

ธรณ์ - ธรณ์ขอโทษครับ  (พร้อมกับยกมือไหว้)

 

รอยบุบที่กระโปรงรถ

 

หลังจากนั้นแม่ก็คุยกับเจ้าของรถ  สรุปได้ว่าพรุ่งนี้แม่จะติดต่อโบรคเกอร์ด้านประกันภัยเพื่อถามเรื่องอู่ซ่อมรถให้  แต่เราก็จะรับผิดชอบค่าเสียหายทุกอย่าง   ระหว่างที่คุยกันแม่ก็ยังให้ธรณ์อยู่รับฟังด้วย    พอคุยกับเจ้าของรถเรียบร้อยแล้ว   แม่ก็พาธรณ์ขึ้นมาบนบ้าน  พร้อมกับบอกว่า " เดี๋ยวคุณแม่อาบน้ำก่อนนะครับ    เรามีเรื่องจะต้องคุยกัน  และธรณ์ต้องถูกลงโทษด้วย  "

เมื่อแม่อาบน้ำเสร็จ   แม่ก็เรียกธรณ์มาคุย  แม่ชี้ให้เห็นว่า " สิ่งที่ธรณ์ทำนั้น ทำให้คนอื่นเดือนร้อน  ทั้งของเสีย และเสียเวลารอ  แล้วแม่ก็ต้องเสียเงินให้พี่ไปซ่อมรถด้วย    ถ้าธรณ์โยนหินโดนไปคน  คน เค้าก็จะบาดเจ็บมาก ซึ่งคุณตำรวจก็ต้องมาจัดการกับธรณ์ถ้ามีคนเจ็บ แม่ก็ช่วยธรณ์ไม่ได้ เพราะธรณ์ทำผิด "

ซึ่งธรณ์ก็ยอมรับว่า ธรณ์ทำผิด และต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีก   แม่ลงโทษธรณ์ด้วยการเอาปฏิทินแบบแขวนมาม้วนๆ แล้วก็ตีที่ก้น 3 ครั้ง    ที่ใช้ปฏิทินมาม้วนๆ เพราะเวลาตีมันเสียงดัง   แต่ไม่เป็นรอยเหมือนไม้เรียว  และไม่ได้เจ็บมาก   ตีเพื่อให้ธรณ์รู้สึกว่าถูกลงโทษ  จริงๆ แล้ว แม่ก็ไม่อยากตีลูก    แต่แม่คิดว่าในบางกรณีก็จำเป็นต้องทำเหมือนกัน  เพียงแต่แม่รู้ตัวว่าเวลาที่แม่ตีธรณ์นั้น แม่ "มีสติ" ไม่ได้ลุแก่โทสะ     

หลังจากตีธรณ์เรื่องที่ทำให้ของคนอื่นเสียหาย และทำให้พี่เสียเวลาแล้ว    แม่ก็มาคุยกับธรณ์เรื่องที่แม่เคยบอกไว้ว่า " เวลาจะออกไปที่สวน  ที่ระเบียง  ห้ามออกไปคนเดียว   ต้องมีผู้ใหญ่ไปด้วย "       วันนี้ธรณ์ก็ไม่ได้ทำตามที่แม่เคยบอกไว้   ดังนั้นธรณ์ก็จึงต้องถูกลงโทษอีกเรื่องหนึ่ง       แม่ทำโทษธรณ์ด้วยการให้ไปนั่งคนเดียวที่สวน-ที่ระเบียง   สถานที่ที่ออกไปคนเดียวนั่นแหละ  อยากออกไปคนเดียว   คราวนี้ก็ให้ไปนั่งคนเดียว    ซึ่งแม่สั่งไว้ว่า " ห้ามลุกจากเก้าอี้จนกว่าแม่จะอนุญาต    ถ้าไม่เชื่อแม่จะให้นั่งนานๆ  หรือไม่ก็ไปนั่งที่บ้านพี่เจ้าของรถ "       แต่แม่ก็เปิดไฟทุกดวงที่ระเบียงให้สว่างไว้  เพราะแม่ไม่ต้องการให้ธรณ์กลัวความมืด  

หลังจากนั้นแม่ก็มานั่งทานอาหารเย็น (ตอน 20.30 น.)     ระหว่างนั้นแม่ก็จะไปแอบดูเป็นระยะ  ซึ่งแม่ก็เห็นธรณ์ร้องไห้    แต่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเดิม       จนแม่ทานอาหารเสร็จ  แม่จึงอนุญาตให้ธรณ์เข้ามาในบ้านได้    โดยให้ล้างหน้า   แปรงฟัน  และเข้านอนเลย      ก่อนนอนธรณ์ก็บอกแม่ว่า  " คุณแม่ครับน้องไม่อยากโยนหินไปโดนรถพี่   น้องจะไม่ทำอีก "     แม่ก็ได้บอกธรณ์ว่า " ธรณ์เห็นแล้วใช่มั้ยลูกว่าการเล่นโยนหินมันเป็นอย่างไร  มันทำให้คนอื่นเดือนร้อน  และลูกก็ต้องถูกทำโทษด้วย  "    

วันรุ่งขึ้น เจ้าของรถตกลงที่จะซ่อมรถกับอู่ใกล้ที่ทำงาน   ซึ่งที่อู่คิดค่าซ่อม  3,500 บาท   แต่เจ้าของรถขอเป็น 4,000 บาท  เพราะช่วงที่ซ่อมรถ 2 วัน  เค้าก็ต้องนั่งแท็กซี่   ซึ่งแม่ก็ตกลงตามที่เค้าขอมา     เย็นวันนั้นแม่โทรศัพท์บอกเจ้าของรถ เพื่อขอถ่ายรูปรถไว้ด้วย  เพราะนึกได้ว่าเราทำประกัน PL ไว้    ซึ่งตอนถ่ายรูปแม่ก็ให้ก็ธรณ์ลงไปดูด้วย    ตอนที่แม่เตรียมเงินใส่ซองเพื่อให้เจ้าของรถ  แม่ก็ให้ธรณ์ดูด้วย  และบอกว่า  " เห็นมั้ยลูก   คุณแม่ต้องเอาเงินหลายแบ๊งค์ให้พี่เจ้าของรถ  เพื่อเป็นค่าซ่อมรถ  ลองนับดูซิมันมีแบ๊งค์กี่ใบ... 1 , 2 , 3 , 4       ที่ธรณ์อยากได้หุ่นยนต์ที่แปลงเป็นรถบรรทุกได้นั้น    ตอนนี้ยังซื้อไม่ได้นะครับ  เรายังไม่มีเงิน  เพราะเราต้องเอาเงินไปให้พี่ซ่อมรถก่อน    คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องทำงานหาเงินก่อน    และธรณ์ก็ต้องทำตัวให้ดีก่อนนะลูก  "   ธรณ์รับคำแบบซึมๆ  แต่ก็ไม่ได้ต่อรองอะไรเพราะรู้ว่าตัวเองผิดจริงๆ

หลังจากวันที่ธรณ์โยนหินมาโดนรถ      เมื่อธรณ์อยากได้อะไร  เช่น   อยากให้พาไปทานข้าวบนเรือใหญ่ๆ    แม่ก็จะบอกว่า

แม่   -  ยังไปไม่ได้ลูก   เพราะคุณแม่เอาเงินไปให้พี่ซ่อมรถแล้ว     คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องทำงานหาเงินก่อน    ต้องรอก่อน

ธรณ์ -  แต่น้องอยากให้คุณแม่พาไปวันนี้

แม่   -  เรายังไม่มีเงินไงลูก      แต่ถ้าธรณ์อยากทานวันนี้     คุณแม่ก็จะไปขอเงินค่าซ่อมรถคืนมาจากพี่  แล้วแม่ก็พาธรณ์ไปทานอาหารบนเรือ  แต่ธรณ์ก็ต้องไปอยู่กับพี่เจ้าของรถนะเพราะธรณ์ทำรถพี่เค้าเสีย     

ธรณ์ -  ธรณ์ไม่อยากอยู่กับพี่

แม่   -  งั้นธรณ์ก็ต้องเลือกว่า   จะไปทานอาหารบนเรือวันนี้  แต่ต้องไปอยู่กับพี่  หรือยังไม่ไปทานวันนี้   แต่ต้องรอให้คุณพ่อกับคุณแม่ทำงานหาเงินก่อน  

ธรณ์ -  วันนี้ธรณ์ไม่ไปทานอาหารบนเรือ  ธรณ์จะรอให้คุณแม่มีเงินก่อน

แม่   -  ใช่ลูก   เราต้องรอนะ    คนเราอยากได้ทุกอย่างพร้อมๆ กันไม่ได้  

สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นบางคนอาจมองว่า   แม่ไม่น่าจะต้องเอาธรณ์ลงไปรับรู้  รับแรงกดดัน  ในหลายๆ ครั้ง  เพราะธรณ์ยังเด็ก  เหตุผลที่แม่ให้ธรณ์มาร่วมรับรู้ด้วยทุกๆ ครั้ง   เพราะแม่ต้องการให้ธรณ์เห็นผลจากการกระทำของตัวเองได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น  และชะลอสิ่งที่ธรณ์ต้องการโดยยกเรื่องที่ธรณ์ทำเพื่อเป็นเหตุผลที่จะไม่ให้สิ่งนั้นๆ  เพื่อให้ธรณ์จด และจำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น     เพราะอะไรก็แล้วแต่ที่มีผลกระทบต่อตัวเองโดยตรง น่าจะช่วยให้ลูกจำได้ดีกว่าที่ลูกไม่ได้รับรู้อะไรเลย

แม่มองว่าเราอย่าละเลยการสอนเพียงเพราะเหตุผลว่า ... ยังเด็ก      เพราะเราก็สามารถหาวิธีสอนในแบบที่.. เด็กๆ สามารถเข้าใจได้

ถ้าลูกโตขึ้นลูกคงรู้ว่า ...  ทุกอย่างที่แม่ทำที่เกี่ยวเนื่องกับลูก   ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ตาม  แม่พยายามใช้สติกำกับการกระทำของตัวเองเสมอ   ไม่ว่าจะเรื่องการพูด  การสอน   โดยเฉพาะเรื่องการลงโทษ      ก็ด้วยเหตุผลประการเดียว  " แม่รักลูก " 


หลังจากส่ง email เรื่องนี้ออกไป   คุณหมอกิจจา (เป็นคุณหมอที่ดูแลธรรศกับธรณ์มาตั้งแต่เรกเกิด) ได้ส่ง email ตอบกลับมา  

From: Kitja Ruedeekajorn

To: Apichaya Vorapun

Sent: Tuesday, July 08, 2008 2:27 PM

Subject: RE: วีรกรรมของธรณ์ ... อีกแล้ว ( 23 มิ.ย. 51 )

คุณแป๊วครับ

เป็นตัวอย่างของ "การสั่งสอน" ที่ดีเยี่ยม และชัดเจนครับ เหมาะจะเป็นเยี่ยงอย่างให้กับหลายคนที่ ไม่กล้าสั่งสอนเพราะกลัวว่าลูกจะ..........สารพัดอย่าง(ข้ออ้าง) จนเกือบทำให้เราลืมไปว่า การสั่งสอน คือหน้าที่สำคัญของพ่อแม่ เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกคนเป็นดี แยกแยะผิด-ถูกเป็น และรู้จักการปรับตัวเข้าเข้าสังคม(โลก)

 
จุดเด่นของวิธีการที่ใช้ครั้งนี้คือ

1.การยอมรับความจริง และสอนให้เด็กเข้าใจ+ยอมรับความจริง และผลที่ต่อเนื่องจากการกระทำของตน โดยพาเด็กเข้าไปในเหตุการณ์นั้นด้วย  ข้อนี้สำคัญมากที่สุด เพราะเป็นพื้นฐานของคุณธรรม ทำให้ในภายหน้าเขาจะเกิดความยับยั้งชั่งใจก่อนทำเรื่องไม่เหมาะ   พ่อแม่บางคนอาจติดว่า ควรลงไปจัดการเองให้เรียบร้อย แต่กรณีที่เด็กอายุเกิน3ปี เขาเริ่มเข้าใจเหตุผลง่ายๆแล้ว เขารู้จักหลักการของเหตุปัจจัยแล้ว ว่า สิ่งนี้เกิดขึ้น ทำให้อีกสิ่งหนึ่งเกิดตามมา  การพาเด็กไปเห็นปรากฏการณ์ด้วยสายตา เป็นการสั่งสอนที่เห็นภาพและจดจำแม่นยำกว่า

2. ธรณ์ไม่ผิด  สิ่งที่ผิดคือพฤติกรรมของเขาในครั้งนี้  กระบวนการลงโทษจึงจำกัดอยู่ที่พฤติกรรมเจ้าปัญหาเท่านั้น   มีการย้ำว่า ธรณ์ทำแบบนี้ จึงเกิดสิ่งนั้นตามมา และมีคนเดือนร้อนตามมา (พีเจ้าของรถต้องเอาไปซ่อม  แม่เสียเงิน)    ท้ายสุดก็ส่งผลกระทบการถึงตนเอง  อดได้หลายๆ อย่างเพราะความซนของตน    เด็กไม่โดยตำหนิ โดนตำหนิแต่พฤติกรรม ตัวเขาจึงไม่เสียความมั่นใจ  ทำให้เกิดเปิดใจยอมรับความจริง ไม่หลบซ่อน   และไม่โกหกเหมือนเด็กที่โดยตำหนิที่ตัวตนมากกว่าพฤติกรรม  ถึงโดนทำโทษแบบนี้ เด็กก็ยังเข้าใจในความรักของพ่อได้เสมอ

3. ของแถมงานนี้ แม่กำลังสอนธรรมะเรื่องอิทัปปัตยตา (ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าหลักเหตุผลทั่วไป) แก่ลูก อย่างมีชั้นเชิง  โดยไม่ต้องใช้ภาษาธรรมะเลย แต่ลูกรู้ได้ชัดแจ้งเลยว่า โยนก้อนหินเล่นๆ  กระทบกระเทือนถึง หุ่นยนต์แปลงร่างที่ตนเองอยากได้ 

ขอบคุณเสมอสำหรับสิ่งดีดีที่มาแบ่งปันกัน

หมอกิจจา

อิทัปปัตยตา    ทุกอย่างเกิดแต่เหตุ  เพราะสิ่งนี้เกิด  สิ่งนี้จึงเกิด