
ถ้าคุณบอกว่า
"เฮ้ย...ที่แกว่ายน้ำได้นี่ เป็นบุญคุณของฉันนะ เพราะฉันฉีบแกตกน้ำ"
ณ เวลานั้น ไม่มีใครคิดอย่างเมตตาต่อการกระทำของคุณหรอกว่า นั่นคือบุญคุณที่คุณสอนให้ใครคนหนึ่งเข้มแข็งขึ้นมาได้
พอดีแตงเองก็ไม่ใช่พระอรหันต์เสียด้วย ที่จะยอมให้อภัยกับพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ของผู้ถีบตกน้ำที่แสนเมตตาคนนั้น
คนนี้อีกเช่นกัน สะท้อนพฤติกรรมของแตงออกมาว่า
"เธอสังเกตซิ สิ่งที่เธอไม่ชอบต่อพฤติกรรมของคนเหล่านั้น นั่นคือพฤติกรรมที่เธอแสดงออกกับเขาเหล่านั้นเช่นกัน"
โอ้...พระเจ้า
มานั่งกรองความคิด กรองวิธีความคิดสอนของเขาแล้ว
ทำไมหนอ ตอนนั้นตัวเองช่างเชื่อฟังเขาได้อย่างสนิทใจเช่นนั้น
จริงค่ะพี่...หนูไม่ชอบที่ใครมาแสดงอารมณ์กับหนู ....ปิ๊ง....อ๋อ...เพราะเราโกรธเขานั่นเอง
จริงค่ะพี่...หนูไม่ชอบที่ใครไม่ฟังหนู ...ปิ๊ง....อ๋อ...เพราะเราไม่ฟังเขานั่นเอง
จริงค่ะพี่...หนูไม่ชอบที่ใครมาเม้าส์หนูลับหลัง...ปิ๊ง....อ๋อ...เพราะเราก็เม้าส์เขาเช่นกัน
จริงค่ะพี่...หนู่ไม่ชอบสายตาที่เขามองหนูอย่างงั้นเลยค่ะ...ปิ๊ง....อ๋อ...เพราะเราก็เคยใช้สายตามองเขาอย่างนั้นเช่นกัน
จริงค่ะพี่...หนูไม่ชอบที่ใครมาสบประมาทหนู ...ปิ๊ง....อ๋อ...เพราะหนูสบประมาทเขานั่นเอง
แต่ว่า....ไอ้สิ่งนี้...มานั่งคิดย้อนหลัง...เราเคยหรือเปล่าหว่า...ที่เที่ยวไปสบประมาทใครในช่วงเวลานั้น...มีแต่คนมาสบประมาทเรา...และไล่เราออกจากระบบการศึกษานอกระบบ
ยังจำคำพูดของน้องคนหนึ่งในทีมงานเดิมได้ว่า...
ถ้าเธอไม่แน่จริงและไม่คิดทำงานการศึกษานอกระบบให้ลาออกไปซะ อย่าอยู่ตรงนี้ ...หรือ...
ลงสนามรบแล้วก็ต้องชักดาบออกสู้รบ....
แล้วเอ็ง แล้วข้า จะไปสู้รบกับใครฟะ...ถ้าสู้กับตัวเองก็สู้ไปเถอะ...แต่สู้กับคนอื่น...เอ็งจะไปสู้กับใคร
ตอนนั้นได้แต่เสียใจกับพฤติกรรมของน้องคนนั้น ... ยังฝังใจไม่หายเลยนะเนี่ย
ใช่เราหรือเปล่าหว่า...เคยว่าน้อง...ไม่เคยว่าน้องเขาเลยนะ...ว่าให้ลาออกไปซะ
ได้แต่นึกนิยมน้องในใจว่า...เออ...เอ็งแน่หว่ะ...ศึกษางานให้ตัวเองชัดแล้วลาออกจากทีมที่ให้ความรู้แกอย่างชัดเจนจนสามารถหาเลี้ยงชีพได้ แล้วกลับมาทำงานในทีมเดิมที่ตัวเองเคยลาออกไปก่อนหน้านี้ ... แล้วมิหนำซ้ำน้องยังบอกว่าทิ้งเงินก้อนใหญ่ออกมาเสียด้วย ... เออ...เอ็งแน่หว่ะ
แล้วพฤติกรรมที่พี่คิดว่าหนูจะเข้าไปในครอบครัวพี่หล่ะ .... หนูไม่ชอบเลยนะ
รวมทั้งพฤติกรรมของพี่ที่ชอบผิดศีล 5 เพียงพื้นฐานง่ายๆ ของชาวพุทธ .... หนูก็ไม่ชอบ
หรือว่า พฤติกรรมนั้นคือสิ่งที่แตงกระทำ...ฟะ ถึงไม่ชอบคนผิดศีล เพียงศีล 5 อย่างมากมายเสียด้วย และถึงได้ประพฤติอยู่ในศีล 5 อย่างฝังจิตฝังใจ จนเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง
หรือว่า สิ่งนี้มันคือสิ่งที่หลายคนกระทำเป็นประจำ จนไม่ชอบพฤติกรรมเหล่านั้น...ฟะ
แตงจับประเด็นถูกหรือเปล่าฟะเนี่ย ... โอ๊ย...สับสน
แต่ว่า...ขอจับประเด็นตรงจุดคำสอนความคิดที่ว่า
"ถ้าเราไม่ชอบพฤติกรรมอะไร พฤติกรรมเหล่านั้นก็คือสิ่งที่เราเคยกระทำนั่นเอง"
มันถูกหรือเปล่าพี่...
และ บางทีนะ
ไอ้พฤติกรรมที่เห็นคนเหล่านั้นไปทำกับคนอื่น ตัวเองก็คิดแต่เพียงว่า ช่างเขาเถอะเพราะไม่กระทบกับเรา
แต่พอพฤติกรรมนั้นมากระทบกับเรา...แล้วหล่ะซิ
โอ้...พระเจ้า...ทำไมมันช่างปะทะอารมณ์เราได้เจ๋งเป้งอย่างงี้ฟะ....
หนูสมควรจะให้อภัยได้ไหมเนี่ย....แล้วให้อภัยใครฟะ...
ในเมื่อเขาคิดว่าเขาไม่ผิด...พฤติกรรมที่เขาแสดงออกนั้นมันถูกต้องแล้ว...
และเขาช่างเชื่อมั่นเสียด้วยว่าสิ่งที่เขากระทำกับแตงนั้นถูกต้องแล้ว...
โอ้....แล้วแตงจะให้อภัยใครฟะ...ให้อภัยตัวเองแล้วกันที่ดันคิดอย่างงั้น...
คิดไปทำไม...ในเมื่อเขาไม่เคยคิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นการทำร้าย...
แต่....ดันคิดว่านั่นคือ...การสอน...คนๆ หนึ่งให้เข้มแข็ง....
ต่อไปถ้าจะสอน...บอกก่อนด้วยนะ...จะได้เหลือใจให้คงความเคารพนับถือหลงเหลืออยู่
จ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
โอ้...พระโพธิสัตว์...มาโปรดแตงให้รู้แจ้งหรือเนี่ย...สาธุ

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านงาน
ขอบพระคุณเืพื่อนบางคนที่ส่ง mail มาให้โดยตรงนะคะ
โดยเฉพาะ คุณนาย Jazzy จาก "รักลูก"
ได้ส่ง mail มาให้โดยตรงค่ะ
ช่วงเวลานี้ แตงไม่ได้แย่กับความรู้สึกที่เขียนบรรยายในบันทึกนี้แล้วนะคะ
แตงได้รับการปลดล็อคจากกลุ่มเพื่อนในเครือข่ายชีวิตสิกขา โดยเฉพาะ ครูดล พี่แดง และ ครูอ๊อด ขอบพระคุณมากค่ะ
ทำให้แตงกล้าเดินออกจากและยอมรับความรู้สึกนั้น
****************************
นี่คือ mail ของ คุณนาย Jazzy ค่ะ
แตงอ่อนเพื่อนรัก (ขออนุญาตเรียกชื่อที่เคยเรียกเมื่อตอนทำงานด้วยกันนะ)
เราเข้าไปอ่านบันทึกของแตงแล้วนะ เราอยากให้กำลังใจแตงและขอแลกเปลี่ยนมุมมองนะจ๊ะ ไม่ว่าใครจะทำอะไรกับเราก็ตาม เรามีหน้าที่ตามดูจิต ดูใจ ตัวเราเอง โดยที่ไม่ต้องไปคิดหาคำตอบว่าทำไม อะไร เราดูอย่างเดียวว่า เมื่อมีเสียงที่ไม่พอ ใจมากระทบหูเรา เรารู้สึกอย่างไร จิตเรามันหวั่นไหวแค่ไหน ฟังให้เห็นเป็นคลื่นเสียง อย่าเอาใจไปรับคำด่า แค่ตามดูจิต ดูว่ามันเกิดขึ้น แล้วอาการมันเป็นอย่างไร ดูความเสียใจ ดูความโกรธ ถ้าเกิดคำถาม ก็ดูจิตไปเรื่อย ๆ ฟังเสียงจิตใจตัวเอง แล้วก็จะเห็นว่ามันจะดำรงอยู่สักพัก แล้วเดี๋ยวมันก็หายไป มันจะเกิดอย่างนี้ตลอดจ๊ะ มันเป็นธรรมชาติ ถ้าแตงมองมันอย่างเข้าใจ แตงก็จะไม่ทุกข์ จิตเรามันต้องการ การฝึกฝน เราฝึกไปเรื่อย ๆ จนเรารู้ทัน ถ้าเรารู้ไม่ทัน เราก็จะเอาตาไปรับสิ่งที่ไม่อยากมอง เอาหูไปรับสิ่งที่ไม่อยากฟัง แล้วเมื่อไหร่ก็ตามสิ่งนั้นมันมากระ ทบตัวเรา เราก็เริ่มปรุงแต่ง เริ่มมีอาการต่างๆ เศร้า เสียใจ เจ็บใจ มันห้ามไม่ได้หรอกแตง มันจะเกิดให้มันเกิดไป แล้วเราเฝ้ามองมันเรื่อย ๆ อย่างเข้าใจความเป็นธรรมชาติ แล้วจะเห็นว่าไตรลักษณ์เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาแล้ว มันมาให้เราได้ฝึกผน เรียนรู้
*******************
ขอบพระคุณเพื่อนมากค่ะ
แตงได้ตอบกลับ แจ๊ด ไปค่ะว่า
*******************************
พอเขียนบันทึกนี้ออกมา จึงเข้าใจถึงพฤติกรรมเขา/เรา
ทำไมในช่วงเวลานั้น เขา/เรา จึงเล่นบทบาทนั้น
แตงไม่รู้สึกแย่กับความรู้สึกนั้นแล้่วหล่ะ
หลังจากเก็บมันเอาไว้เป็นปี
หลงเหลือแต่บทเรียนที่เคยมีความคิด มีความเชื่อว่า
"เราจะโตในการงานได้ ก็ต้องพึ่งพาผู้รู้"
แต่ไม่ได้มองเข้ามาว่า ผู้รู้นั้นอยู่ไม่ไกลเลย ก็คือ "ตัวเรา" นั่นเอง
ไม่อย่างงั้น ในช่วงเวลานั้น เขาคงไม่มอบหมายงานชิ้นนั้นมาให้แตงศึกษา
ถ้าแตงมีกลุ่มกัลยาณมิตร ที่สอนให้รู้จักตัวตน รู้จักเสียงภายใน
แตงคงค้นพบแล้ว เหมือนอย่างเช่น กลุ่มเพื่อนครูโยคะ ที่คอยให้สติ และ แนะนำให้ฟังเสียงภายใน
ในช่วงเวลานี้ตัวแตงเอง ชัดเจนมากขึ้น มั่นคงมากขึ้น นิ่งสงบมากขึ้น
แต่นั่นแหล่ะ ... แตงก็ยังไม่รู้ว่า
เมื่อโจทย์ใหม่เข้ามาปะทะ มันคงอาจจะยากมากขึ้น
แตงจะตามสติได้ทันหรือไม่
ซึ่งตอนนี้แตงก็ต้องสะสมสติรู้ทันนั้นจาก "ปัญญาปฏิบัติ" นี่แหล่ะ
โอกาสนั้น ... อยู่ที่ แตง ... ตัวเอง ... ต้องให้โอกาสตัวเอง....ให้คงอยู่กับสิ่งนั้นอยู่เสมอ...อย่างสติรู้ทัน
*************************
แตงหวังใจค่ะว่า
บันทึกนี้จะช่วยใครที่แย่กับความรู้สึกที่ตัวเองผูกพันนั้น
ก้าวออกมา และให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้ เผชิญกับคำตอบที่แท้จริงของชีวิตค่ะ