แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

วันที่ 6 รู้หลักของการปฏิบัติธรรม


ใครเคยได้ยินคำว่า นิวรณ์มั้ง  ใครเคยเห็นนิวรณ์บ้าง  คนละชั้นกันแล้วนะ  เคยได้ยิน กับเคยเห็นน่ะ  มารู้จักนิวรณ์กันนะ  ถ้าใครรู้จักจนแจ่มแจ้งจริงๆ จิตจะตั้งมั่นมีสมาธิโดยอัตโนมัติ  พวกเราต้องค่อยๆฝึกกันไปนะคะ เพราะนิวรณ์นี้เป็นศัตรูของสมาธิ นิวรณ์มีกามฉันทะ  ความที่ใจมันผูกพันในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในสิ่งที่มาสัมผัสทางกาย  บางที่ใจมันก็ไม่ชอบในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สิ่งที่มาสัมผัสทางกาย เรียกว่า พยาบาท ไม่พอใจ  ขัดเคือง  บางทีมันก็ลังเลสงสัย  สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สงสัยในการปฎิบัติ เรียกว่า เป็นนิวรณ์  บางทีก็ฟุ้งซ่าน  ใครรู้จักฟุ้งซ่านบ้าง ก็ฟุ้งกันทุกคนนั่นแหละ ใจมันฟุ้งซ่านก็เป็นนิวรณ์ ถ้าฟุ้งซ่านแล้วใจมันไม่สงบ  ใจเซื่องซึม ดังนั้น นิวรณ์เป็นตัวที่บั่นทอนทำให้ใจไม่สงบ  ถ้าคนไหนทำสมาธิได้กำลังของฌาณข่มนิวรณ์  ใจก็สงบ ถ้าคนไหนทำไม่ได้นะ  ให้มีสติรู้ทันใจที่มีนิวรณ์  นิวรณ์ดับใจก็สงบ

นี่ทำได้ หลายแบบ อันหนึ่งเข้าไปข่มนิวรณ์แล้วใจก็สงบ  อันหนึ่งรู้ทันกิเลสเข้าไปนะ  รู้ทันเข้าไป นิวรณ์ดับไป ใจก็สงบ  ง่ายไม่มีอะไรหรอก  จับหลักให้แม่นนะ  ทำกรรมฐานอะไรได้หมด

หลักของการปฏิบัติธรรมจริงๆไม่ยากอะไร  พระพุทธเจ้าสอนง่ายๆ ไว้ว่า

เพราะเห็นรูปนาม ตามความเป็นจริง

เพราะเห็นกาย เห็นใจตามความเป็นจริง  จึงเบื่อหน่าย  (ตามรู้ ตามดูกายใจ ตามความเป็นจริง)

เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด (เบื่อหน่ายในรูปนาม ในกายในใจนี้)

เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น (คลายกำหนัดจากการรักใคร่ยึดถือในกายในใจนี้)

เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว (หลุดพ้นจากกาย จากใจนี้ ไม่ยึดถือกาย ไม่ยึดถือใจนี้)

ชาติสิ้นแล้ว (คือ ความเกิดสิ้นแล้ว ไม่เกิดอีกแล้ว)

พรหมจรรย์จบแล้ว  (คือ การประพฤติปฏิบัติธรรมจบแล้ว  เรียนจบแล้ว)

กิจที่ควรทำๆเสร็จแล้ว (คือ กิจที่ควรทำเพื่อการบรรลุพระอรหันต์สิ้นแล้ว  ทำแล้วจบ)

ได้หลักแล้วกรรมฐานอะไรก็ทำได้หมด  ถ้าทำถูกก็ถูกหมด  ถ้าทำผิดก็ผิดหมด 

พยายามเข้านะ  ภาวนาเข้านะ

 

วันพุธที่ 25  มีนาคม พ.ศ. 2552

 

04.00 น  ตื่นนอนมาด้วยความร่าเริงใจ  บอกกับตัวเองว่า  วันนี้จะไม่ขี้เกียจแล้ว  555  เก็บที่นอนเสร็จก็หยิบอุปกรณ์อาบน้ำไปที่ห้องน้ำด้านนอก  เช้านี้มีคนมาใช้บริการเยอะ ก็ต้องรอคิวกันหน่อยค่ะ  อาบน้ำตอนเช้ามืด  สดชื่น สบายกาย  สบายใจ

04.25 น  แต่งตัวเสร็จแล้วก็มาชงกาแฟม็อคค่าสูตรเด็ดของเรา  จิบกาแฟให้สบายใจ นั่งฟังเสียงไก่ขัน สูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า  มีความสุขค่ะ  สุขสงบ  พอระลึกรู้สุข  สมาธิจะเกิดได้ง่ายค่ะ  เพราะความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ อันนี้อภิธรรมสอนไว้ชัดเลยค่ะ  ถ้าเรามีความสุขที่จะรู้อารมณ์อะไร  ใจเราก็จะไม่หนีไปจากอารมณ์อันนั้น  เพราะใจมันจะวิ่งหาความสุข  ใจจะวิ่งหนีความทุกข์  ถ้าเรารู้อารมณ์อะไรแล้วเรามีความสุข ใจมันก็ไม่วิ่งไปที่อื่นมันก็สงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว.... เนี่ยง่ายๆแบบนี้แหละค่ะ  ภาวนาทุกสถานการณ์  ทุกสถานที่  รู้สึกตัวไว้เสมอ

04.40 น  เข้าห้องปฏิบัติธรรม  กราบพระแล้วก็ภาวนากันเลยค่ะ  ยืน 5 นาที  แล้วเดินจงกรม 30 นาที

05.15 น  เริ่มภาวนาค่ะ  พองหนอ  ยุบหนอ  กำหนดไว้ 1 ชั่วโมง 15 นาที ค่ะ 6.30 น. เจอกันค่ะ

06.30 น  รู้สึกว่าภาวนาได้ดีมากๆค่ะ  รู้สึกเวทนามาน้อยลง  ภาวนาไปเรื่อยๆ รู้สิกว่าจิตใจเรามันนุ่มนวล เบาสบาย ดีมาก  สุขหนอ  สุขหนอ ไม่อยากออกจากสมาธิเลยค่ะ  ก็แผ่เมตตา  แผ่บุญอุทิศส่วนกุศล  กรวดน้ำในสมาธิคะ ส่งตรงถึงที่

06.40 น นั่งซาบซึ้งกับความสุขสงบสักพักก็ตัดใจเดินออกจากห้องปฏิบัติธรรม  ออกมาคนสุดท้ายเลย เพราะแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดแล้วค่ะ  อยู่นานเพราะติดสุข   ลงไปทานข้าวเช้ากันเถอะค่ะ 

เมนูอาหารเช้าวันนี้ ข้าวต้ม ไข่เค็ม  ต้มจับฉ่ายกระหล่ำปลี  ถั่วลิสง มะละกอ 

06.45 น  ลองภาวนาไป กำหนดไป  กินไป  รู้สึกว่ามันช้ามาก  ไม่ทันกิเลสที่เกิดขึ้น ไม่เป็นธรรมชาติ  ฝืนตัวเอง  มันเพ่งด้วย  ลองดูลงไปรู้สึกว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้องสำหรับเรา  เอามาใช้ในชีวิตประจำวันลำบากนะแบบนี้  ใช้เวลาในการทานอาหารนานเกินไป  เสียเวลา  ทานเสร็จแล้ว เข้าห้องน้ำและก็พักผ่อนค่ะ

07.30 น  ทานน้ำหน้าห้องปฏิบัติธรรม ยืนอ่าน 31 ภูมิ  จะได้เกิดแรงบันดาลใจ สู้ๆ ก่อนเข้าห้องภาวนา

07.40 น  เข้าห้องปฏิบัติธรรม  กราบพระแล้วก็ภาวนากันเลยค่ะ  ยืน 5 นาที  แล้วเดินจงกรม Step 4 ยกส้นหนอ  ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ 45 นาที  เดินจงกรมนานๆ จะได้นั่งภาวนาได้นานๆค่ะ

08.30 น  เริ่มภาวนาค่ะ  พองหนอ  ยุบหนอ  กำหนดไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง 15 นาที ค่ะ ถ้าภาวนาได้มากกว่านี้ก็ภาวนาต่อไป  ลองดูกาย  ดูใจ ดูเวทนา  ลองสู้ในสมาธิเอาค่ะ  ตั้งใจไว้ว่าจะภาวนาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

ดูท้องพอง  ท้องยุบให้ทันกับองค์ภาวนา  เผลอก็รู้ คิดก็รู้ ปวดก็รู้ เกร็งก็รู้  เจ็บก็รู้  ส่งจิตออกนอกก็รู้ รู้สึกตัวแล้วกับมาที่องค์ภาวนาต่อ  ทำได้ดีมากค่ะ  ความปวดมาคอยดู คอยรู้ตามไปก็ทนได้  เวลาเวทนามันมามากๆ  ปวดมากๆ ก็ไม่กลัวแล้วค่ะ  เพราะเคยผ่านมาได้ ใจมันสู้  ใจมันฮึกเหิม กล้าตายเพื่อธรรม  ไม่กลัวตายเพื่อได้ธรรม  มันก็รู้สึกเหมือนกับขับเครื่องบิน บินสูงขึ้นเรื่อยๆ  แล้วมันก็สลับต่ำลงเรื่อยๆแล้วก็บินขึ้นสูงใหม่  บางครั้งเครื่องสะดุดเกือบตก แต่ไม่ตกค่ะ  เชิดหัวเครื่องบินขึ้นทัน  (นั่นแน่..)  ตามดู ตามรู้ไปอย่างเนี่ยเรื่อยๆ มันก็รู้สึกเบื่อๆ  ขี้เกียจแล้วไม่สนุกแล้ว  ทั้งๆที่ปวดพอทนได้  เวทนามาเรื่อยๆ แต่ไม่แรงมากจนเราทนไม่ไหว ต้องออกจากสมาธิ  ที่ออกเนี่ย  เพราะมันเบื่อค่ะ  แล้วดูไม่ทันมันค่ะ  โดนกิเลสมันหลอกค่ะ ว่าเบื่อแล้วๆ  ออกเถอะๆ  ก็เชื่อมันค่ะ  ออกมาเลย เฮ้อ!...ม่ไหวเลยเรา

10.15 น  โอ้โฮ!  ดูเวลาแล้วนั่งภาวนาได้ 1 ชั่วโมง 45 นาที ค่ะ มากกว่าที่เคยภาวนามาเลย  เนี่ย  ถ้าไม่เบื่อซะก่อน  ถ้าไม่ขี้เกียจน่าจะภาวนาถึง 2 ชั่วโมงได้  เห็นไหมค่ะ  ไม่ทันกิเลสก็เป็นอย่างงี้แหละค่ะ  ขยับตัวสักพัก เพื่อไม่ให้เสียเวลาก็ยืนและเดินจงกรมต่อเลยค่ะ สู้ๆ  ไม่ยอมแพ้มารง่ายๆ เดินได้ 20 นาทีค่ะ

10.35 น  นั่งภาวนาต่อ  ใกล้หมดเวลาแล้ว  อาจจะนั่งภาวนาได้น้อยแต่ก็ไม่เป็นไร  ถือว่าทำสมาธิเพื่อการพักผ่อนค่ะ

11.05 น  แผ่เมตตา  กรวดน้ำในสมาธิก่อนคลายออกจากสมาธิ  แล้วทำโยคะสมาธิต่ออีก 10 นาที คลายกล้ามเนื้อค่ะ

11.20 น  กราบลาพระพุทธเสร็จแล้วก็รีบลุกไปทานอาหารกลางวันค่ะ  ยังไม่รู้สึกหิวเลยค่ะ

เมนูอาหารกลางวัน คือ ข้าวกล้อง เต้าหู้ผัดคึ่นฉ่าย  ต้มข่าเห็ด  เต้าหู้ยัดไส้เห็ด  ลงมาช้าอาหารไม่ค่อยเหลือแล้วค่ะ

11.50 น  ทานเสร็จแล้วก็มานั่งเขียนบันทึกต่อ  แล้วนอนยืดหลัง  พักผ่อน เพื่อเตรียมตัวเข้าภาวนา  วันนี้ยังไม่ได้เปิดมือถือเลยค่ะ  ไม่อยากเปิดค่ะ  เพราะเปิดแล้วก็ฟุ้งซ่านมากขึ้น  สงบๆแบบนี้ดีแล้วค่ะ  ไม่อยากยุ่งกับใคร  ไม่อยากสนใจใครแล้ว

13.10 น.  เดินเข้าห้องปฏิบัติธรรมค่ะ  เข้ามากราบพระ  เดินจงกรม Step 4 ยกส้นหนอ  ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ  เดนได้ 35 นาทีค่ะ

13.45 น  นั่ง ภาวนา  พองหนอ  ยุบหนอ  ภาวนาได้เรื่อยๆค่ะ ความเบื่อ ความเซ็งเข้ามาแทรกแรงมาก  มารมันก็คอยมายุให้เลิกซะจริง  ก็พยายามสู้ภาวนาต่อไป นั่งได้ 1 ชั่วโมง 15 นาทีค่ะ บ่าย 3 โมงหมดเวลาก็ออกค่ะ

15.00 น.  หมดเวลาภาวนาช่วงบ่ายรอบแรก  ได้เวลาพักทานน้ำปานะ ก็เดินลงไปทานน้ำปานะเย็นๆให้ชื่นใจก่อนค่ะ ดูแล้วมันเบื่อๆเหนื่อยๆ เซ็งๆเนาะ  ไม่รู้มันเป็นยังไง  บอกไม่ถูกแฮะ  ดื่มเสร็จแล้วก็เข้าห้องน้ำ  ล้างหน้า  นั่งพักผ่อนร่างกาย จิตใจให้สดชื่นก่อน

15.30 น  เดินจงกรม 30 นาทีค่ะ กายเคลื่อนไหว ให้รู้สึก  จิตเคลื่อนไหว ก็รู้สึก เดินไป เบื่อไป ก็รู้เท่าทันมันค่ะ

16.00 น  นั่งสมาธิ  ภาวนาไปเรื่อยๆ นิวรณ์ 5 ก็มาเรื่อยๆ ตามดู ตามรู้ ไม่ทิ้งองค์ภาวนา  สักพักความคิดมันแทรกออกมาเป็นภาพหลวงพ่อมาเดินดู  เรารู้สึกว่าขนลุก ซู่ซ่า  ความเฉื่อยมันหายไป  ความปวดที่เจอก็ทนได้  ใจมันฮึกเหิมขึ้นมา  รอดูว่ามันจะปวดจนรู้สึกว่ามันจะตายอีกไหม  ถ้ามาแบบนั้นอีก  เราจะยอมตายเพื่อดูมัน (กล้าตาย  เพื่อธรรม) ใจมันเข้มแข็งขึ้น เหมือนกับกิเลสมันจะรู้ตัว  มันไม่มาให้เห็นแบบนั้นเลยค่ะ ภาวนาได้ 1 ชั่วโมงค่ะ

17.00 น.  หมดเวลาปฏิบัติแล้ว แผ่เมตตา  กรวดน้ำ กราบลาพระ  ออกมาจากห้องค่ะ

17.05 น. ล้างหน้า  ล้างตาเรียกความสดชื่น  พักผ่อน ดื่มน้ำปานะ นอนพักผ่อนก่อน เฮ้อ..สิ่งใดเกิด  สิ่งนั้นก็ดับ

18.00 น.  ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวค่ะ  ดื่มน้ำปานะ เตรียมตัวเข้าห้องค่ะ

18.30 น.  ได้เวลาเข้าห้องปฏิบัติธรรมแล้วค่ะปฎิบัติธรรมต่อค่ะ เดิน 30 นั่ง 30 นาที  แล้วก็พักค่ะ รอฟังธรรมจากหลวงพ่อค่ะ

19.30 น.  หลวงพ่อเข้ามา  อ.อภิญญา นำกราบหลวงพ่อ แล้วกล่าวอาราธนาพระธรรมค่ะ

ก่อนที่หลวงพ่อจะเทศน์นะคะ  หลวงพ่อจะกล่าวว่า "ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า  ผู้ตรัสรู้ธรรมคำสั่งสอนได้โดยพระองค์เอง แล้วนำสัจธรรมคำสั่งสอนนั้น  ออกมาเปิดเผยให้แก่มวลมนุษย์พุทธบริษัทได้ทราบโดยทั่วกัน  ขอความเจริญในธรรมแด่ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหลายทุกๆท่าน  วันนี้ก็โอกาสของการฟังธรรมตามกาลในช่วงระยะนี้ซึ่งเป็นวันที่ 6 ของการประพฤติปฏิบัติธรรม ฉะนั้นขอให้เรานั่งให้สบายเอามือวางไว้ที่ตักตั้งใจฟัง  เพื่อจะได้เกิดประโยชน์จากการฟังบ้างเล็กน้อย"

            คืนนี้  หลวงพ่อเทศน์ ว่า บุคคลดูสิ่งใด ไม่ชื่อว่าดูสิ่งนั้น  เห็นสิ่งใด ไม่ชื่อว่าเห็นสิ่งนั้น  เมื่อเห็นสิ่งนั้นแล้วก็ไม่ได้ชื่อว่าดูสิ่งนั้น เมื่อดูสิ่งนั้นก็ย่อมไม่ติดหลงในสิ่งนั้น  เมื่อติดอยู่ย่อมไม่หลุดพ้นจากบ่วงของมาร.... หลวงพ่อเทศน์ เรื่องความแตกต่างกัน  อุปสรรคของชีวิต  อุปสรรคของผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม  พญามาร นิวรณ์ 5 ค่ะ

 

21.00 น. หมดเวลาฟังธรรมและตอบปัญหาค่ะ  กราบลาพระพุทธ  กราบลาหลวงพ่อ แล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อนค่ะ  แพรออกมาอาบน้ำก่อนนอนค่ะ  ให้กาย ใจสดชื่น  สะบัดความเบื่อ  เฉื่อย เหนื่อยออกไปซะหน่อย

21.30 น. ปิดไฟเข้านอนกันหมดแล้วค่ะ สรีระกิจแล้วก็เข้านอนที่เตียง เหลืออีก 2 วัน  จะได้กลับบ้านแล้ว

 

พรุ่งนี้เช้าเจอกันค่ะ 

 

บุญรักษา  ธรรมคุ้มครองนะคะ

 

หมายเลขบันทึก: 278413เขียนเมื่อ 20 กรกฎาคม 2009 16:02 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 08:05 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (5)
รุ้งเพ็ชร สีลิ้นจี่

ปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธผู้หญิงสวมเสื้อขาว กางเกงขาวได้หรือไม่ ช่วยตอบข้อสงสัยหน่อยค่ะ

การปฏิบัติธรรมนั้น ต้องแต่งชุดขาวค่ะ ถือศีล 5 ถือศีล 8 ต้องใส่ชุดขาวตามธรรมเนียมประเพณีนะคะ

ส่วนที่การปฏิบัติธรรมยุวพุทธฯ ใส่กางเกงขาวได้ค่ะ เพื่อความสบายและความสะดวกของผู้ปฏิบัติธรรม

ยกเว้นเวลาเข้าไปสอบอารมณ์กับพระอาจารย์ ต้องใส่ผ้าถุงขาวค่ะ

ซึ่งที่ยุวพุทธฯ มีผ้าถุงให้ยืมใส่ค่ะ ไม่ต้องห่วงค่ะ

ที่นี่สนับสนุนให้ปฏิบัติธรรมค่ะ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

อิสระแห่งจิต

http://gotoknow.org/blog/mindfreedom

ขอให้เจริญในธรรมทุกท่าน

บุญรักษา ธรรมคุ้มครองค่ะ

ขอบคุณที่เขียนบรรยายซะถี่ยิบเลยนะคับ อ่านแล้วห็นภาพมากคับ

แล้วรายละเอียดวันสุดท้าย หาอ่านได้ที่ไหนคับ????

ขอบคุณนะคะที่แวะเข้ามาอ่านบันทึกบุญของแพร

สาเหตุที่ยังไม่ได้เล่ารายละเอียดวันสุดท้าย เพราะว่าการปฏิบัติธรรมนั้น

สภาวธรรมต่างๆที่เกิดขึ้น มันเป็นปัจจัตตัง คือ รู้ได้เฉพาะตน ค่ะ

เอามาเล่ามากๆ คนที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ เข้ามาอ่าน

เค้าอาจจะตีความไปผิดๆค่ะ เข้าใจผิด แล้วคิดไม่ดี ก็จะกลายเป็นบาปกับเค้าไปได้ค่ะ

เพราะยิ่งอยู่นาน ปฏิบัติมากขึ้นก็ยิ่งรู้ ยิ่งเห็น อะไรๆ เข้าใจธรรมมากขึ้น

ต้องมาปฏิบัติเองแล้วจะเข้าใจค่ะ 555

มันอธิบายไม่ถูก ก็เลยไม่รู้จะเขียนยังไง เฮ้อ..

อีกอย่างแพรก็ขาดแรงบันดาลใจในการเขียนด้วยค่ะ 55 ก็เลยไม่ได้เขียน

แต่ได้รับการกระตุ้นจากคุณเม่า ก็อาจจะลุกมาเขียนต่อนะคะ 555

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี