ไม่เลิกระบบ กบข. ข้าราชการก็ช้ำต่อไป

เมื่อเดือนที่แล้ว ข้าราชการกลุ่มใหญ่ได้เดินทางมาประท้วงที่กระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ยกเลิกระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพราะเห็นว่าผลประโยชน์ที่ได้รับนั้น ต่ำกว่าระบบบำนาญแบบเดิม อะไรจึงเป็นอย่างนั้น แม้เรื่องนี้ รมว.คลังกรณ์ จาติกวณิช จะยืนยันแล้วว่าไม่มีการเลิกระบบกองทุน กบข. ก็ตาม แต่ก็ควรจะไปแกะไส้ในดูว่า สมาชิก กบข. รุ่นบุกเบิกกองทุนที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2539 ซึ่งใช้ระบบสมัครใจเข้าเป็นสมาชิกกองทุน
ไม่ได้
บังคับเหมือนปัจจุบัน เกิดข้อเปรียบเทียบที่รู้สึกใจหายเพราะสมาชิกของกองทุนจะได้รับเงินบำนาญน้อยกว่าคนที่ไม่เป็นสมาชิกถึง 30%  หรือพูดง่าย ๆ ว่า ข้าราชการที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กบข.ได้รับเงินบำนาญหลังเกษียณ 100 บาท แต่คนที่เป็นสมาชิก กบข. ได้เงินบำนาญ 70 บาท

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะสมาชิก กบข. จะได้สิทธิพิเศษรับเงินก้อนใหญ่จากกองทุน กบข.ตอนที่เกษียณอายุ ขณะที่คนที่ไม่เป็นสมาชิกไม่ได้ เมื่อมองส่วนนี้ ก็จะเห็นว่าคนที่เป็นสมาชิกคิดโดยรวมแล้วไม่น่าจะได้เงินน้อยกว่าคนที่ไม่เป็นสมาชิก แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะตอนที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อให้เป็นสมาชิก กบข. ในสมัยเริ่มต้น พบว่ากองทุน กบข. ประเมินผลตอบแทนให้กับสมาชิกปีละ 9%  เมื่อรวมกับเงินประเดิมที่รัฐบาลให้เพื่อจูงใจให้ข้าราชการเข้าเป็นสมาชิก กบข. เงินที่สมาชิกจ่ายเองและเงินที่รัฐบาลจ่ายสมทบเบ็ดเสร็จ สมาชิกจะได้เงินก้อนเป็นหลักล้าน
หรือหลายล้านบาท  นี่เป็นเหตุผลสำคัญทำให้คนที่ตัดสินใจเป็นสมาชิก กบข. เพราะเห็นว่าได้เงินก้อนโตหลังเกษียณมาตุนไว้ก้อนหนึ่ง ถึงเงินบำนาญจะลดลงไปบ้าง หักกลบลบกันแล้วยังดูคุ้มกว่าการรับบำนาญแบบเดิม แต่ผลตอบแทน
ที่กองทุนประเมินไว้ปีละ
9% ระยะยาว 20-30 ปี  เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งต้องย้อนกลับไปดูว่า กองทุน กบข.
ตั้งตอน
ปี 2539 เป็นช่วงก่อนวิกฤตปี 2540 ดอกเบี้ยเงินฝากในตลาดขณะนั้นอยู่ที่สูงสุดประมาณ 18% ทำให้มีการคาดว่าผลตอบแทนของกองทุน กบข. ที่ 9% เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ยาก

แต่เมื่อเกิดวิกฤตปี 2540 ถือเป็นคนละเรื่องจนมาถึงปัจจุบัน ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 2-3% แต่อัตราเงินเฟ้อ
ที่สูงขึ้น
8-9% และกองทุน กบข. สร้างผลตอบแทนให้กับสมาชิกปีละ 5% เท่านั้น เมื่อคิดรวมเป็นเงินก้อนที่จะได้

ตอน
เกษียณแล้วเหลือหลักแสนบาท หรือหลักล้านบาทต้น ๆ เท่านั้น  ทำให้สมาชิก กบข. รุ่นบุกเบิกกลับมานั่งคิดว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนข้าราชการที่ไม่เป็นสมาชิกได้รับเงินบำนาญ 100%  แต่ตัวเองที่ได้รับเงินบำนาญแค่ 70%
จึงดูเหมือนตัวเองเสียรู้เพราะหากคิดระยะยาวอายุยืนจะได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิก นอกจากนี้ ปัจจุบัน กบข. ยังเปิดโอกาสให้สมาชิก กบข. ที่เกษียณแล้วเก็บเงินไว้ให้กองทุนบริหารต่อได้ หรือให้เพิ่มสัดส่วน
ส่งเงิน
เข้ากองทุน กรณีที่ยังไม่เกษียณ ซึ่งหากไปบริหารเองในยามนี้ คงดีกว่า กบข. บริหารให้ไม่ได้ ก็ต้องพยายามคิดสิ่งที่ได้ดีกว่าคนไม่เป็นสมาชิก โดยไม่ไปคิดถึงเรื่องเงินบำนาญที่ได้น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม สมาชิก กบข. ดังกล่าว
ยังบอกว่า ความรู้สึกนี้คงเป็นเฉพาะกับสมาชิก กบข.ในรุ่นแรก ๆ เท่านั้น เพราะในรุ่นหลังข้าราชการทุกคนถูกบังคับให้เป็นสมาชิก กบข. หมดแล้วคงไม่มีข้อแตกต่างให้มานั่งคิดมาก

ในเรื่องนี้ แม้ว่านายมนัส แจ่มเวหา รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง จะออกมาเปิดเผยว่า จะหารือกับ กบข. เพื่อหาทางปรับสูตรการคิดเงินบำนาญให้กับข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. ใหม่แต่ก็ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน
เพราะหากคิดตามหลักแล้วเมื่อเงินบำนาญมากขึ้น ก็จะไปส่งผลให้เงินก้อนที่เป็นสมาชิกลดน้อยลง เป็นงูกินหาง
ได้มากขึ้นทางหนึ่ง ไปลดลงอีกทางหนึ่ง ไม่มีทางเป็นไปได้จะได้เงินบำนาญมากขึ้นโดยที่เงินก้อนไม่ลดลง อย่างไรก็ตาม เหตุผลหนึ่งที่ทำให้สมาชิก กบข. รู้สึกได้ผลตอบแทนน้อยกว่า เพราะผลตอบแทนไม่ได้อย่างที่คาดคิดไว้ตอนเข้าเป็นสมาชิกใหม่ ๆ ซึ่งสูงมากยากที่ใครจะทำได้ ซึ่งตอนนี้ทาง กบข. ได้พยายามทำความเข้าใจกับสมาชิกตลอดเวลาว่าผลตอบแทนที่สมาชิกจะได้อยู่ที่
5% ต่อปีเท่านั้น เพราะนี้เป็นผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาว 20-30 ปี  ตลอดการเป็นสมาชิกของ กบข. ซึ่งอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ นอกจากนี้ประเด็นเรื่องของอายุคนที่ยืนยาวขึ้นก็มีผลทำให้สมาชิก กบข. รู้สึกได้ผลตอบแทนน้อยกว่าคนที่ไม่เป็นสมาชิก เพราะก่อนหน้านี้คนมีอายุเฉลี่ย 68-70 ปี

ดังนั้น คนที่เป็นสมาชิกรับเงินก้อนไปก่อนก็รู้สึกว่าคุ้มกว่ารับเงินบำนาญของคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิก แต่ปัจจุบันคนอายุยืนมากบางคนอายุถึง 80 ปี ทำให้สมาชิกเริ่มมองว่าหากอายุยืนเช่นนั้น ผลประโยชน์ที่ได้รับเงินก้อนรวมกับ
เงินบำนาญจะน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ที่รับเงินเต็ม ๆ ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้เป็นตัวแปรที่จะมากำหนดได้ยาก ว่าใครได้ผลตอบแทนมากกว่าใคร

ทั้งนี้ ไม่ว่าใครจะให้เหตุผลอย่างไร วันนี้สมาชิก กบข. ต้องระทมทุกข์เหมือนหนีร้อนมาพึ่งเย็น มีแต่ทุนหายกำไรหด เมื่อไปพิจารณาวัตถุประสงค์ของกองทุน กบข. ตอนตั้งก็จะเห็นชัดว่ารัฐบาลต้องการปรับปรุงระบบบำเหน็จบำนาญ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าระบบบำเหน็จบำนาญตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ซึ่งจะใช้เงินเดือนเดือนสุดท้ายเป็นหลักในการคำนวณ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถปรับปรุงอัตราเงินเดือนของข้าราชการที่ยังรับราชการอยู่ให้สอดคล้องกับภาวะค่าครองชีพที่แท้จริงได้ เพราะหากมีการปรับปรุงอัตราเงินเดือนของข้าราชการ ก็จะส่งผลให้รายจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการที่ออกจากงานไปแล้วเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งรัฐบาลมีภาระผูกพันในการจ่ายบำเหน็จบำนาญ และภาระการจ่ายบำเหน็จบำนาญในอนาคตจะเพิ่มสูงมาก

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงตั้งกองทุน กบข. ขึ้นมาซึ่งแน่นอนว่าภาระของรัฐบาลต้องน้อยลง จะถือว่าข้าราชการตกหลุมพรางของรัฐบาล เพื่อลดรายจ่ายก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเกินเลย แต่วันนี้ข้าราชการต่างก็รู้แล้วว่าเสียรู้รัฐบาลไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้และต้องก้มหน้ายอมรับสภาพกันต่อไป แต่การที่จะมีการเลือกเลขาธิการ กบข.


คนใหม่ในเร็ว ๆ นี้ ก็ขอให้ได้คนใจซื่อ มือสะอาด ไม่รับใช้นักการเมืองและเห็นแก่ผู้ได้ประโยชน์ของข้าราชการเป็นหลัก และไม่เป็นเครื่องมือของนักการเมือง

20 กรกฎาคม 2552 โพสต์ทูเดย์ (คอลัมน์ หุ้นส่วนประเทศไทย)