“ อ้าว ! บ่าวฝิล เขาใช้ทำไหร ช้าอยู่ต้า เดี๋ยวถูกดังหล่าว”
รอฝิลเด็กชายกำพร้าที่อาศัยอยู่กับพ่อและย่า จึงรีบเดินออกมา เด็กน้อยยังคงได้ยินเสียงเพลงจากโต๊ะซาเกี๋ย จนกระทั่งเขาเลี้ยวมาอีกด้านหนี่งของเกาะเสียงนั้นจึงค่อยๆเบาลงเรื่อยๆตามความห่างของระยะทางที่เขาเดินจากมา รอฝิลเดินฮัมเพลงไปเบาๆ มันไม่ถูกจังหวะนักหรอก แต่ไม่เป็นไรไว้ว่างๆเขาจะไปให้โต๊ะหัดให้ จะได้ร้องให้มันถูกต้อง

รอฝิลนำของที่ซื้อมาไปให้ย่า เสียงย่าบ่นพึมพำว่ารอฝิล คงมัวเถลไถลจึงมาช้า เขาขี้เกียจชี้แจงเพราะจำได้ว่า ทุกครั้งที่เขาอธิบายเมื่อย่าเข้าใจผิด ย่าจะต้องโมโหและกล่าวหาว่าเขาเถียงคำไม่ตกฟาก รอฝิลจึงเดินออกมาที่บันไดหลังบ้าน พ่อกลับมาจากวางอวนแล้ว วันนี้ท่าทางพ่อดูเหน็ดเหนื่อยมาก ชายร่างผอมสูง ผิวกร้านดำ ใบหน้าตกกระ เหลียวมามองลูกชาย แต่มือนั้นยังคงวุ่นอยู่กับการแกะปลาที่ติดอยู่กับอวน รอฝิลจึงรีบลงไปในเรือเพื่อช่วยพ่อเลือกปลาจากอวน เขาก้มหน้าก้มตาคัดแยกปลาเพื่อนำไปขาย ด้วยความขยันขันแข็งของเขางานจึงเสร็จไว พ่อก็ได้พักผ่อนเร็วขึ้น
รอฝิลนำปลาไปชั่งที่ร้านขายของชำแล้วทำเป็นถุง ถุงละหนึ่งกิโลกรัมเพื่อนำไปขายตามบ้าน คนหาปลาในเกาะปันหยีส่วนมากไม่มีตาชั่งเป็นของตนเอง มักจะอาศัยตาชั่งที่ร้านขายของ ซึ่งไม่มีใครแสดงอาการรังเกียจเพราะทุกคนล้วนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่เสมอ
รอฝิลเดินขายปลาไม่นานก็ขายหมดเพราะเป็นปลาสดๆ และรอฝิลก็ไม่เคยขายเพื่อเอากำไรมากๆ พ่อและย่าสอนให้เขารู้จักความพอเพียง พออยู่พอกินไม่เบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป ทุกคนจึงรักและเอ็นดูรอฝิลที่เป็นเด็กดี ไม่เอาเปรียบผู้อื่นและรู้จักช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อและย่า รอฝิลเดินกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม พลางคิดว่าป่านนี้ย่าคงเข้าครัวทำกับข้าวอร่อยๆให้เขาได้อิ่มท้องแน่ๆ ยังไม่ทันจะถึงหน้าบ้านกลิ่นหอมของแกงส้มก็โชยมา รอฝิลเร่งฝีเท้าขึ้นพลางตะโกนเรียกย่า
รอฝิล “ ย่า ย่า แกงส้มหอมหรอย”
ย่ายิ้มภูมิใจ “ แคบอาบน้ำเข้า จะได้กินข้าวกินปลากัน”