นิยามคำศัพท์ การออกแบบการเรียนการสอน
CAI (Computer-Aided / Assisted Instruction)
CAI หมายถึง การเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง นักจิตวิทยา ชาวอเมริกาชื่อ บี เอฟ สกินเนอร์ (B .F. Skinner) ได้ประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (teaching machine) ขึ้นมาในทศวรรษที่ 1950 ซึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาโปรแกรมการเรียนด้วยตนเอง โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งได้รับความสนใจ และเป็นที่รู้จัดในวงการการศึกษาอย่างกว้างขวาง คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นระบบการศึกษาที่นำเอา อุปกรณ์การสอนต่าง ๆ เช่น ตำราเรียนที่ใช้กับหลักการการเรียนรู้นั้นมาโปรแกรมเอาไว้ในคอมพิวเตอร์ ( เรียกว่า programmed i nstruction) เ พื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้อุปกรณ์เหล่านั้นเพื่อการศึกษาได้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นมีลักษณะเด่นต่าง ๆ ดังนี้
1. การควบคุมความเร็วในการเรียนให้มีความเหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน
โดยทั่วไปผู้เรียนแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้ต่างกันในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้เรียนที่มีความสามารถ ในการทำความเข้าใจเนื้อหาการเรียนการสอนได้อย่างรวดเร็ว จะสามารถเรียนรู้เนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว ตามความเหมาะสมกับการเรียนรู้ของตัวเอง แต่ในทางตรงกันข้ามผู้เรียนที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจเนื้อหาการเรียนการสอนที่ค่อนข้างช้า จำเป็นต้องใช้เวลาในการทบทวนหลายครั้งจนกว่าจะเข้าใจเนื้อหาได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในการเรียนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้น ผู้เรียนทุกคนมีจุดมุ่งหมายทางการเรียนเหมือนกัน แต่ผู้เรียนแต่ละคนต่างมีความเป็นอิสระในการใช้เวลาเพื่อที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายนั้นได้ จึงสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาที่ว่าผู้เรียนเรียนตามเพื่อไม่ทันหรือการเบื่อหน่ายของผู้เรียนที่เรียนได้เร็ว
2. การจัดการเรียนการสอนเป็นขั้นตอนย่อ ๆ (Small step)
หลักสูตรในระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้น ประกอบด้วยหัวข้อเนื้อหาโดยการแบ่งออกเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ดังนั้นในการเรียนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาการสอนทีละนิด อย่างชัดเจนและเรียนไปทีละชั้น ซึ่งจะช่วยลดการเกิดปัญหาความไม่เข้าใจกลางคันของผู้เรียนได้
3. การเพิ่มแรงจูงใจของผู้เรียน
ขั้นตอนย่อย (Small step) ของหลักสูตรในระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรียกว่า เฟรม (frame) ซึ่ง ประกอบด้วยการถาม – ตอบ ในการเรียนรู้ขั้นตอนย่อยผู้เรียนจะอ่านคำถาม คิดคำตอบ พิมพ์คำตอบ แล ะตรวจดูคำตอบของตัวเองว่าถูกต้องหรือไม่ และเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าการที่ผู้เรียนสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องนั้น จะกลายเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนคนนั้นมีแรงจูงใจในการเรียนยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้เวลาในการป้อนคำตอบในแต่ละคำถามเร็วขึ้น (ภายในเวลาไม่กี่วินาที) และจะกระตุ้นให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียนมากยิ่งขึ้น ทั้งระบบการเรียนโดยใช้โปรแกรมและระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะใช้วิธีการที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมี แรงจูงใจในการเรียน โดยคอมพิวเตอร์จะให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) ทันทีที่ผู้เรียนตอบคำถามเสร็จว่าถูกต้องหรือผิดหรือให้ทำอีกครั้ง
4. การวัดประสิทธิภาพของสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จะประเมินโดยการตรวจสอบประสิทธิภาพของสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้เรียนมี ผลการเรียนไม่ดี ซึ่งไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของผู้เรียนคนนั้น หากแต่อยู่ที่คุณภาพหรือประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้น หากผู้เรียนมีผลการเรียนไม่ดีจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยวิเคราะห์ข้อมูล ประวัติการเรียนของผู้เรียนที่ได้เก็บบันทึกไว้ (เช่น ผู้เรียนตอบคำถามผิดที่ตรงไหน ปริมาณการตอบผิด) เป็นที่น่าเสียดายว่าแม้ว่าระบบการศึกษาที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นที่นิยมแพร่หลายแล้ว แต่ CAI ที่จัดทำโดยที่ยังไม่เข้าใจหลักความคิดดังกล่าวข้างต้นได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว CAI เหล่านี้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์การสอนที่ให้ผู้เรียนใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลางในการสอนเท่านั้นเอง นอกจากนั้นโดยส่วนใหญ่ยังเป็นอุปกรณ์การสอนที่ไม่สามารถปรับปรุงให้มีคุณภาพที่ดีได้โดย โปรแกรมเพื่อวิเคราะห์ผลการเรียนของผู้ใช้อุปกรณ์นั้น สำหรับระบบการเรียนโดยใช้เว็บ (WBT) และการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) ในปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่จะมีลักษณะใกล้เคียงกันกับระบบการศึกษาที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้กล่าวมาข้างต้น ระบบคอมพิวเตอร์สำหรับการเรียนการสอนที่ไร้ประสิทธิภาพหรือหากแม้มีประสิทธิภาพก็ตามแต่ ไม่สะดวกในการนำมาใช้ หรือวางจำหน่ายในราคาสูงเกินไปคงจะไม่เป็นที่ยอมรับจากตลาดและไม่ได้รับความนิยมไปในที่สุด
CBT, Computer – Based Training :
หมายถึง ระบบการเรียนหรือสื่อการสอนที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ซอฟต์แวร์หลักสูตรต่าง ๆ อุ ปกรณ์การสอนแบบ CAI และสื่อการสอนแบบมัลติมีเดีย เป็นต้น ระบบการเรียนโดยใช้เว็บ (WBT) ก็ถ ือเป็นหนึ่งในระบบ CBT ด้วย
Chat : แชต
หมายถึง เครื่องมือทางอินเทอร์เน็ตเพื่อการพูดคุยกันของคนสองคน หรือมากกว่า โดยทั้งคู่ต่างออนไลท์ในเวลาเดียวกันในระบบการเรียนแบบ WBT ได้ติดตั้งโปรแกรมแชตเพื่อให้ผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือในรูปแบบ ของตัวช่วย แต่เนื่องจากการใช้โปรแกรมแชตได้ทำให้ข้อดีของระบบการเรียนแบบ WBT ในเรื่องของการไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาหายไป ด้วยเหตุนี้ระบบการเรียนแบบ WBT ที่มีการติดตั้งโปรแกรมแชตมีจำนวนน้อยมาก อย่างไรก็ตามเนื่องจากในระบบการเรียนแบบอีเลิร์นนิ่ง (E-learning) นี้แทบจะไม่มีโอกาสในการสื่อสารกันระหว่างผู้ใช้ระบบด้วยกัน โปรแกรมแชตมักจะถูกติดตั้งเอาไว้ให้เป็นไปในลักษณะของเครื่องมือเสริมในการสื่อสารกันระหว่างผู้ใช้ระบบ ซึ่งทำให้มีความรู้สึกสนุกสนานกับการใช้ระบบ
Content Expert : คอนเทนต์ เอกซ์เปิร์ต
หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาหรือในเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องการสอนในการสร้างระบบ การเรียนแบบ WBT นั้น มีความต้องการผู้เชี่ยวชาญและผู้มีความรู้ในสาขาต่างๆ เช่น ในการสร้างโปรแกรมการอบรมในเรื่องคอมพิวเตอร์ มีความต้องการที่จะต้องขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ ในการสร้างโปรแกรมการสอนคณิตศาสตร์ มีความต้องการที่จะต้องขอความร่วมมือจากครูสอนคณิตศาสตร์หรือในการสร้างโปรแกรมการสอนบัญชีภายใน บริษัทก็มีความต้องการที่จะต้องขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านบัญชี คำศัพท์นี้มีความหมายเช่นเดียวกันกับคำว่า Subject Matter Expert
Developmental testing :
การทดสอบคุณภาพของสื่อการสอนในระหว่างการสร้างโปรแกรม
ในการสร้างระบบการเรียนแบบ WBTควรจะมีการทดลองทำสื่อการสอนหรืออุปกรณ์การสอนเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะจัดทำสื่อการสอนอย่างสมบูรณ์แบบควรจะตรวจสอบสื่อการสอนที่ได้ทดลองทำ ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ผู้เรียนสามารถใช้ได้จนจบโดยไม่สับสนและไม่มีข้อบกพร่องทางโปรแกรม ซึ่งกระบวนการทดสอบคุณภาพของอุปกรณ์การสอนนั้น เรียกว่าการทดสอบคุณภาพของอุปกรณ์การสอนในระหว่างการสร้างโปรแกรม (Developmental testing) กระบวนการทดลองคุณภาพของอุปกรณ์การสอน คือในขั้นตอนแรกเมื่อจัดทำสื่อการสอนนั้นเสร็จแล้วให้เลือกผู้เรียนคนใดคนหนึ่งเพื่อที่จะใช้สื่อการสอนนั้น ในขั้นตอนต่อมาให้อธิบายวิธีการใช้สื่อการสอนนั้นให้กับผู้เรียนคนนั้นอย่างคร่าวๆ และให้ผู้เรียนคนนั้นลองใช้อุปกรณ์นั้นจริงๆ ในขณะที่ผู้เรียนใช้อุปกรณ์นั้นอยู่ผู้จัดทำสื่อการสอนก็จะสังเกตว่าผู้เรียนผิดพลาดตรงไหนหรือมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น หากผู้เรียนรู้สึกสับสนหรือไม่เข้าใจในการใช้ก็ไม่ควรรีบร้อนที่จะแนะนำวิธีการแก้ปัญหา เนื่องจากว่าหากแนะนำวีธีการแก้ปัญหาให้กับผู้เรียนแล้ว ผู้จัดการทำสื่อการสอนก็จะไม่สามารถทราบได้อย่างชัดเจนว่าสื่อการสอนนั้นมีคำอธิบายไม่เพียงพอในจุดไหน ดังนั้นถ้าหากเป็นไปได้ควรจะปล่อยให้ผู้เรียนพยายามทำความเข้าใจวิธีการใช้สื่อการสอนด้วยตัวเอง หลังจากที่ผู้เรียนคนนั้นใช้สื่อการสอนที่ทดลองทำเสร็จแล้ว ผู้จัดทำสื่อการสอนก็เพิ่มคำอธิบายในจุดที่ผู้เรียนไม่เข้าใจปรับปรุงและแก้ไขข้อบกพร่อง ทางโปรแกรมหรือออกแบบสื่อการสอนใหม่อีกครั้ง ดังนี้จะเป็นการพัฒนาคุณภาพของสื่อการสอนตามผลการทดสอบคุณภาพของอุปกรณ์การสอนข้างต้น
สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือผู้เรียนคือผู้ที่ถูกต้องเสมอเมื่อปรับปรุงสื่อการสอนแล้วเลือกผู้เรียนคนใดคนหนึ่งขึ้นมา อีกครั้งเพื่อทำการทดสอบคุณภาพของสื่อการสอนนั้นเช่นเดิม สิ่งสำคัญคือห้ามให้มีผู้เรียนหลายๆ คน
เข้าทำการทดสอบพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกันควรจะใช้วิธีทดสอบทีละคนและทำการแก้ไขปรับปรุงสื่อการสอนทีละครั้ง หากเป็นเช่นว่านี้จะสามารถตรวจสอบทราบได้อย่างชัดเจนว่าการแก้ไขสื่อการสอนแต่ละส่วนมีความเหมาะสมจริงๆ หรือไม่ โดยทั่วไปปัญหาต่างๆ ของสื่อการสอนสามารถแก้ไขได้ทั้งหมด โดยผ่านการทดสอบคุณภาพของอุปกรณ์การสอนแล้วก็จะเข้าสู่การทดสอบความเหมาะสมของเนื้อหาสื่อการสอน
ขออ้างอิงหรือบรรณานุกรมด้วยครับ ;)
ผู้ติดตามศึกษาระบบCaiนำไปประยุกต์ใช้ได้เกิดประโยชน์น่าสนใจมาก