ความเสี่ยงที่ต้องป้องกัน

ความเสี่ยงและการบริหารความสี่ยงในฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน

1   Medication error

2   High alert drug

3   Adverse  drug reaction

 

1 Medication Error

 

                ความคลาดเคลื่อนทางยา (Medication error) คือ เหตุการณ์ใด ๆ ที่สามารถป้องกันได้ ที่อาจเป็นสาเหตุหรือนำไปสู่การใช้ยาที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นอันตรายแก่ผู้ป่วย

 

ความคลาดเคลื่อนทางยา สามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

1.       ความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยา (prescribing error)

2.       ความคลาดเคลื่อนในการคัดลอกคำสั่งใช้ยา (transcribing error or translation error)

3.       คลาดเคลื่อนในการจ่ายยา (Dispensing error)

4.       ความคลาดเคลื่อนในการให้ยา (Administration error)

 

คำนิยาม

                Prescribing error คือ การเลือกใช้ยาผิด การเลือกขนาดยาผิด การเลือกรูปแบบยาผิด การสั่งยาในจำนวนที่ผิด การเลือกวิถีทางให้ยาผิด การเลือกความเข้มข้นของยาผิด การเลือกอัตราเร็วในการให้ยาผิด การเลือกความเข้มข้นความยาผิด หรือการให้คำแนะนำในการใช้ยาผิด การสั่งใช้ยาผิดตัวผู้ป่วย หรือการไม่ระบุชื่อยา ความแรง ความเข้มข้น ความถี่ของการใช้ยา ที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนที่ส่งถึงตัวผู้ป่วย

                Transcribing error คือ ความคลาดเคลื่อนของกระบวนการคัดลอกคำสั่งใช้ยาจากคำสั่งใช้ยาต้นฉบับที่ผู้สั่งใช้ยาเขียน (ไม่ได้คัดลอก หรือคัดลอกผิด)

                Dispensing error คือ ความคลาดเคลื่อนในกระบวนการจ่ายยา ที่ทำให้จ่ายยาไม่ถูกต้องตามที่ระบุในคำสั่งใช้ยา ได้แก่ ผิดชนิดยา รูปแบบยา ความแรงของยา ขนาดยา วิธีใช้ยา จำนวนยาที่สั่งจ่าย จ่ายผิดตัวผู้ป่วย จ่ายยาที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุ จ่ายยาที่ไม่มีคำสั่งใช้ยา เตรียมยาผิด ใช้ภาชนะบรรจุไม่เหมาะสม ฉลากยาผิด ชื่อผู้ป่วยผิด ชื่อยาผิด

                Administration error คือ การให้ยาที่แตกต่างไปจากคำสั่งใช้ยาของผู้สั่งใช้ยาที่เขียนไว้ในบันทึกประวัติการรักษาของผู้ป่วย หรือความคลาดเคลื่อนที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาที่ผิดไปจากความตั้งใจในการสั่งใช้ยาของผู้สั่งใช้ยา

ความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา  (Dispensing Error)

 

ความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา (Dispensing error) คือ ความคลาดเคลื่อนในกระบวนการจ่ายยา ที่ทำให้จ่ายยาไม่ถูกต้องตามที่ระบุในคำสั่งใช้ยา ได้แก่ ผิดชนิดยา รูปแบบยา ความแรงของยา ขนาดยา วิธีใช้ยา จำนวนยาที่สั่งจ่าย จ่ายผิดตัวผู้ป่วย จ่ายยาที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุ จ่ายยาที่ไม่มีคำสั่งใช้ยา เตรียมยาผิด เช่น เจือจาง/ผสมผิด ใช้ภาชนะบรรจุไม่เหมาะสม ฉลากยาผิด ชื่อผู้ป่วยผิด ชื่อยาผิด

ประเภทของความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา

1.       การไม่จ่ายยาตามที่แพทย์สั่งหรือการจ่ายยาที่ไม่มีคำสั่งแพทย์

2.       จ่ายยาผิดชนิดหรือผิดขนาดความแรง

3.       จ่ายยาผิดรูปแบบ

4.       การคำนวณขนาดยาผิด

5.       จ่ายยาที่มีปฏิกิริยาระหว่างกัน

6.       จ่ายยาที่ผู้ป่วยมีข้อห้ามใช้

7.       จ่ายยาแล้วไม่ให้คำแนะนำที่เหมาะสม

8.       จ่ายยาผิดจำนวน

9.       จ่ายยาให้ผู้ป่วยผิดคน

10.   จ่ายยาหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ

11.   ฉลากยาผิด

12.   ภาชนะบรรจุไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้อง

 

ตัวอย่างรายชื่อยาที่ออกเสียงคล้ายกันหรือเขียนคล้ายกัน เช่น

Cetirizine vs Cinnarizine

Clotrimazole vs Cotrimoxazole

Cordarone vs Cardura

Hydroxyzine 25 mg. vs Hydralazine 25 mg.

Ibiamox vs Diamox

Lasix vs Losec

merislon vs Mestinon

Methimazole vs Metronidazole

Plasil 10 mg. vs Plendil 10 mg.

prenolol vs propranolol

Tranxene vs Transamine

 

 

 

การจัดการความเสี่ยงโดย  เภสัชกร ตรวจสอบยาซ้ำ 2 คน ( Double Check)  และสุ่มตรวจยาที่ผู้ป่วยไดรับก่อนกลับบ้าน

 

ความคลาดเคลื่อนในการให้ยา (Administration Error)

 

                ความคลาดเคลื่อนในการให้ยา (Administration error) คือ การให้ยาที่แตกต่างไปจากคำสั่งใช้ยาของผู้สั่งใช้ยาที่เขียนไว้ในบันทึกประวัติการรักษาของผู้ป่วย หรือความคลาดเคลื่อนที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาที่ผิดไปจากความตั้งใจในการสั่งใช้ยาของผู้สั่งใช้ยา

 

ประเภทความคลาดเคลื่อนในการให้ยา

© การตัดสินใจทางคลินิกก่อนให้ยาและการเตรียมยา

1.      การให้ยาแก่ผู้ป่วยที่ทราบว่าแพ้ยานั้น

2.      การให้ยาที่มีหลักฐานชัดว่าเกิดปฏิกิริยาระหว่างกันของยา

3.      การเตรียมยา เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการเตรียมยาที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้อง เช่นผสมยาผิดความเข้มข้น ผสมยา 2 ชนิดที่เข้ากันไม่ได้

© การให้ยา

1.       การให้ยาไม่ครบ (omission error)

2.       การให้ยาผิดชนิด (wrong drug error)

3.       การให้ยาที่ผู้สั่งใช้ยาไม่ได้สั่ง (unordered drug)

4.       การให้ยาผู้ป่วยผิดคน (wrong patients)

5.       การให้ยาผิดขนาด (wrong-dose/wrong-strength error)

6.       การให้ยาผิดวิถีทาง (wrong route error)

7.       การให้ยาผิดเวลา (wrong-time error)

8.       การให้ยามากกว่าจำนวนครั้งที่สั่ง (extra-dose error)

9.       การให้ยาในอัตราเร็วที่ผิด (wrong rate of administration error)

10.   การให้ยาผิดเทคนิค (wrong technique error)

11.   การให้ยาผิดรูปแบบยา (wrong dosage-form error)

© หลังการให้ยา

                การให้ยาโดยขาดการติดตามผลหรืออาการผิดปกติ เช่น ไม่ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยาและมีความจำเป็นต้องใช้ยานั้น

การจัดการความเสี่ยงโดย  เภสัชกร ตรวจสอบยาซ้ำ 2 คน ( Double Check)  และสุ่มตรวจยาที่ผู้ป่วยไดรับ โดยพยาบาล ตรวจสอบซ้ำการบริหารยาโดยพยาบาลและแพทย์ ติดตามอาการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

 

2 high-alert drugs

 

คำจำกัดความ : ยาที่มีความเสี่ยงสูง (high-alert drugs)  หมายถึงยาที่เสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตราย หรือผลเสียต่อผู้ป่วยที่รุนแรง ถ้าหากมีความผิดพลาดในการสั่งใช้ยา  คัดลอกคำสั่งใช้ยา  จ่ายยา  หรือการให้ยา

 

การจัการความเสี่ยงเมื่อมีการสั่งใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูง

 

1.       การสั่งใช้ยาโดยแพทย์

1.1   เขียนคำสั่งใช้ยาอย่างครบถ้วน และชัดเจน เช่นระบุความแรง  วิถีทางให้ยา และความถี่ของการให้ยา

1.2   หลีกเลี่ยงการใช้คำย่อที่ไม่เป็นสากล

1.3   หลีกเลี่ยงการสั่งจ่ายยาโดยวาจา/ทางโทรศัพท์ ถ้าจำเป็นให้ตรวจสอบและเซ็นต์กำกับคำสั่งใช้ยานั้นทันทีที่สามารถทำได้

 

2.       การคัดลอกคำสั่งใช้ยา

2.1   ทบทวนคำสั่งใช้ยาให้เข้าใจทั้งชื่อยา ขนาดยา และวิธีการให้ยา หากไม่ชัดเจนควรติดต่อแพทย์ผู้เขียนคำสั่งโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ก่อนลอกคำสั่งลงในการ์ดยา

2.2   คัดลอกคำสั่งแพทย์ลงในใบสั่งยาให้ครบถ้วนทั้งชื่อยา  ขนาดยา  และวิธีการให้ยา  โดยหลีกเลี่ยงการใช้คำย่อที่ไม่เป็นสากล

 

3.       การตรวจสอบยา และการจ่ายยา

3.1   ตรวจสอบความถูกต้องทั้งชื่อผู้ป่วย ชนิดยา ขนาดยา  และวิธีการให้ยา อย่างน้อย 2 ครั้งก่อนจ่ายยา หากไม่ชัดเจนให้ติดต่อกลับไปที่หอผู้ป่วย หรือแพทย์ผู้สั่งใช้ยาโดยตรง

3.2   ตรวจสอบวันหมดอายุของยา

3.3   ตรวจสอบความถูกต้องของการเตรียมยา เช่น การใช้ตัวทำละลายที่เหมาะสมในกรณีที่ต้องละลายหรือเจือจางยา

3.4   หลีกเลี่ยงการรับคำสั่งใช้ยาทางโทรศัพท์ โดยคำสั่งใช้ยาต้องเป็นลายลักษณ์อักษร

 

 

 

4.       การให้ยา

4.1   จัดเตรียมยาสำหรับผู้ป่วยตามคำสั่งแพทย์

4.2   ให้ยาอย่างถูกต้องตามหลัก 6 R คือ ถูกต้องตามชนิดของยา  ถูกต้องตามขนาดยา  ถูกต้องตามวิถีทาง  ถูกต้องตามเวลา  ถูกต้องตามผู้ป่วย  และการบันทึกการให้ยาถูกต้อง

4.3   ประเมินผลการตอบสนองของยานั้น และสังเกตอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา หากเกิดขึ้นให้รายงานแพทย์ และแจ้งให้เภสัชกรทราบ

 

5.       การเก็บรักษา

5.1   เก็บรักษายาให้เหมาะสมกับชนิดของยา เช่น ยาที่ต้องแช่เย็นเก็บในตู้เย็น  ยากันแสงต้องเก็บในซองสีชา หรืออยู่ในภาชนะบรรจุที่ป้องกันแสง

5.2   ควรแยกยากลุ่มนี้ไว้ห่างกับยาที่มีรูปลักษณ์ภายนอกของภาชนะบรรจุที่คล้ายคลึงกัน เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการจ่าย/เตรียมยา

5.3   ติด Sticker สีแดงที่ภาชนะที่เก็บยา เพื่อให้ชัดเจน และเพิ่มความระวังในการใช้ยามากขึ้น

 

3  อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา (Adverse Drug Reaction : ADR)

เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น พบได้บ่อย และเป็นปัญหาทางการแพทย์ ตราบเท่าที่เรายังต้องใช้ยา ในการรักษาและป้องกันโรค ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในเวลาใดก็ได้ และความรุนแรงของอาการ ก็แตกต่างกันไป กล่าวคือตั้งแต่อาการไม่รุนแรง จนถึงอาจทำให้ผู้ป่วยพิการหรือเสียชีวิต

คำจำกัดความของ Adverse Drug Reaction

องค์การอนามัยโลกได้ให้คำจำกัดความของ ADR ว่าเป็นปฏิกิริยาที่อันตราย ต่อร่างกายมนุษย์ เกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา เมื่อใช้ยาในขนาดปกติเพื่อป้องกัน วินิจฉัย บรรเทา หรือบำบัดรักษาโรค หรือ เพื่อการเปลี่ยนแปลงแก้ไขการทำงานของอวัยวะในร่างกาย แต่ไม่รวมถึงการใช้ยาในขนาดสูง จากอุบัติเหตุหรือโดยจงใจ หรือจากการใช้ยาในทางที่ผิด

ประเภทของ Adverse Drug Reaction

1.       Type A ( Adverse Drug Reaction เป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่คาดคะเนได้จากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของยานั้น ขึ้นกับขนาดของยาที่ใช้ด้วยอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเสมอกับผู้ใช้ยาเหล่านี้ จนเป็นที่ยอมรับ แต่อาการที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงถึงชีวิต เช่น ยากลุ่ม antihistamine มีฤทธิ์เป็น anticholinergic จึงทำให้เกิดอาการปากแห้ง ตาพร่ายากลุ่ม beta-blocking agents ทำให้เกิดอาการหัว ใจเต้นช้า หลอดลมตีบ

การเกิด Type A reaction นี้แตกต่างกันไปแล้วแต่การตอบสนองของแต่ละบุคคล ปัญหาจาก Type A reaction นี้สามารถลบล้างอาการไม่พึงประสงค์จากยาชนิดแรก