หลังจากที่เรา(ฉันและสามี)ตัดสินใจจะเปิดร้านอาหารและทำเวที  มีจอคาราโอเกะ มีเปียนโนไฟฟ้า  มีนักดนตรีคอยเปิดคอม ฯ หรือเล่นให้ร้องสดได้  เราได้ไปติดต่อตัวแทนเพื่อขอใช้สิทธิ์ในการใช้งานดนตรีและเพลงเพื่อการค้า  โดยทำสัญญาและชำระค่าลิขสิทธิ์  หลังจากนั้นตัวแทนก็มาลงเพลงให้ในคอม ฯ ที่ร้าน

          ต่อมาเมื่อเราเปิดร้านได้ไม่นาน  เราถูกจับข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์  โดยมีแขกคนหนึ่งขึ้นไปร้องเพลงที่เขาบอกทีหลังว่าเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทเขา  ร้องยังไม่ทันจบเพลงเพื่อนของเขาคนหนึ่งก็ขึ้นไปบนเวทีแล้วถ่ายรูปที่จอคอม ฯ เพื่อเป็นหลักฐาน แล้วเรียกตำรวจที่รออยู่หน้าร้านอีกสองคนให้เข้ามาจับตัวนักดนตรีและยึดเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ไปเป็นของกลาง  เขาพาตัวนักดนตรีและของกลางไปแจ้งความที่โรงพัก  แล้วร้อยเวรก็จับนักดนตรีไปขังในห้องขัง

          ต่อมาไม่นานนักฉันและสามีก็ตามไปโรงพัก  มีจ่าตำรวจคนหนึ่งมากระซิบบอกฉันว่าให้ไปเจรจาตกลงกับตัวแทนบริษัทก่อนที่เรื่องจะไปถึงศาล  แต่มีตำรวจอีกคนหนึ่งแอบมาบอกฉันว่า  " อย่าไปจ่ายให้มัน  ไอ้พวกนี้มันรวมหัวกันหากิน "  ในห้วงเวลานั้นฉันมึนไปหมดและไม่เข้าใจว่าจ่ายค่าลิขสิทธิ์แล้วทำไมยังถูกจับอีก  ตอนที่ติดต่อกับตัวแทนก็บอกแล้วว่าซื้อหมดทุกค่ายเพลงที่มีในท้องตลาด  ฉันจะปรึกษากับร้อยเวรว่าฉันผิดตรงไหน  ผิดอย่างไร  ร้อยเวรก็ตอบเพียงว่า " ผมไม่รู้  เขามาแจ้งความว่าคุณละเมิดลิขสิทธิ์และเขามีหนังสือมอบอำนาจมาจากบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์   ผมทำตามหน้าที่ "  ฉันถามอีกว่าความผิดแค่นี้ทำไมต้องจับนักดนตรีขังด้วย  ร้อยเวรตอบว่า " ผมทำตามกฏหมาย "  ฉันเห็นว่าถึงจะซักไปก็ไม่ได้ความกระจ่างใด ๆ ก็เลยเข้าไปคุยกับคนที่พาตำรวจมาจับ  ฉันถามว่า " น้องจะเอายังไง " เขาตอบว่า " จ่ายมา 50,000 แล้วจบกันตรงนี้ "  " ลดหน่อยได้ไหม  พี่เพิ่งเปิดร้านได้ไม่เท่าไร  พี่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ตั้งเยอะแล้วทำไมยังละเมิดลิขสิทธิ์อีก "  ฉันต่อรองพร้อมกับถามข้อข้องใจ  เขาไม่ยอมลดให้และไม่ยอมคุยนาน  พูดสั้น ๆ แล้วเดินหนีไป  บรรยากาศในตอนนั้นสำหรับฉันมันว้าวุ่น  ไม่รู้ ไม่มีข้อมูลที่จะใช้ในการตัดสินใจ  เป็นห่วงและสงสารนักดนตรีที่อยู่ในห้องขังคิดเพียงแต่ว่าทำอย่างไรให้นักดนตรีได้กลับไปนอนที่บ้านได้ภายในคืนนั้น  ฉันบอกให้สามีทราบว่าเขาเรียก 50,000  เขาคิดเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินไปคุยกับคนที่ถือหนังสือมอบอำนาจมาจับเรา  สามีฉันเล่าให้ฟังทีหลังว่าเขาบอกว่า " น้อง  ผมเสียค่าลิขสิทธิ์แล้ว  เรื่องคืนนี้ขอให้เลิกแล้วต่อกันเถอะ "  น้องคนนั้นเขาบอกว่าไม่ได้  สามีฉันจึงไปถามหมวดว่าจะขอประกันตัวนักดนตรีต้องวางเงินประกันเท่าไร  หมวดบอกว่า 100,000 ฉันจึงกลับไปบ้านเอาเงินมาประกันนักดนตรีออกไป

           วันรุ่งขึ้น  ฉันต้องนำเงินไปเปิดบัญชีออมทรัพย์ในนามฉัน 150,000 บาท  แล้วเอาสมุดบัญชีนี้ไปศาลพร้อมกับนักดนตรีและทนายความ  ที่ศาลนักดนตรีไม่ต้องเข้าห้องขังเพียงแต่ถูกกักให้อยู่ในห้องใกล้ ๆ  มองเห็นกันและคุยกันได้  ฉันใช้เงินในบัญชีนั้นค้ำประกันนักดนตรี   หลังจากนั้นก็นำหลักฐานไปเอาเงินประกัน 100,000 บาท ที่โรงพักคืน

            ต่อมาเป็นเรื่องการสู้คดีในศาล  ฉันได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้สามีเป็นผู้ดำเนินการแก้ต่างและฟ้องคดี   สามีฉันเล่าให้ฟังว่าเพิ่งได้เห็นหนังสือมอบอำนาจจากบริษัทที่มอบอำนาจให้ตัวแทนมาจับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งแรกจากการเบิกความพยานโจทย์นัดแรก  เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงลูกทุ่งจำนวน 12 เพลง  ระบุชื่อเพลง  และชื่อนักร้อง  สามีฉันก็สงสัยจึงไปซื้อแผ่นซีดีคาราโอเกะที่บริษัทนี้ทำขาย  ปรากฏว่าในแผ่นซีดีนั้นมีเพลง 12 เพลง ชื่อเพลงและคนขับร้องเรียงตามลำดับเหมือนในหนังสือมอบอำนาจที่บริษัทออกให้เลย  สามีฉันถึงบางอ้อ  เพลงที่เขาจับฉันเป็นหนึ่งในสิบสองเพลงที่บริษัทเขาซื้อลิขสิทธิ์มาทำแผ่นซีดีคาราโอเกะขาย  แต่เพลงนั้นบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ก็ซื้อมาทำดนตรีใส่ในมิดี้ฟาร์ยให้ตัวแทนที่ฉันติดต่อมาลงในคอม ฯ ให้ฉันใช้เพื่อการค้าได้  และฉันไม่ได้นำแผ่นซีดีที่บริษัทเขาทำขายมาเปิดให้แขกร้องในร้าน  และแล้วก็มีการสืบพยานอีกหลายนัด  ทั้งพยานโจทย์และพยานจำเลย   ไม่กี่เดือนต่อมาศาลก็ตัดสินว่า  ฉันไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์

             ต่อมาสามีฉันก็ให้ทนายความฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจากบริษัทที่ทำซีดีคาราโอเกะขาย  หุ้นส่วนและกรรมการบริษัท  และลูกจ้างบริษัทสองคนที่ถือหนังสือมอบอำนาจมาจับฉัน  และฟ้องอาญาลูกจ้างบริษัทสองคนที่มาจับ 

             ฉันเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังไม่ใช่เพราะสะใจแต่เพราะอยากให้เป็นความรู้แก่ท่านผู้อ่าน  เมื่อเจอกับเหตุการณ์คล้าย ๆ กับที่ฉันเจอจะได้แก้ปัญหาได้ดีกว่าฉัน  ไม่ต้องเสียเงิน  เสียเวลามากมายอย่างที่ฉันต้องเสีย