เขียนบันทึกนี้ด้วยแรงบันดาลใจจาก 2 เรื่อง คือลูกตัวเองและ คุณเอมี่ ดาราท่านหนึ่งที่มารายการ Christ Deliveryเมื่อคืนวาน เพราะดาราท่านนั้นเป็นคนที่เรียนและเติบโตในต่างแดน รู้สึกว่าจะเป็นเพื่อนกับคุณคริสนั่นเอง ดูจากหน้าตาท่าทางแล้วเธอน่าจะเป็นคนไทยที่ไม่ใช่ลูกครึ่ง ชื่นชมตรงที่เธอพูดไทยได้ชัดเจนไม่มีสำเนียง"ฝรั่ง" และพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนเจ้าของภาษาอีกเหมือนกัน คุณคริสมาบอกเล่าตอนสุดท้ายว่า เธอทั้งอ่าน เขียนและพูดภาษาไทยได้เพราะถึงแม้จะอยู่ต่างประเทศมาตลอดตั้งแต่เล็ก แต่เธอเรียนภาษาไทยจากวัดไทยนั่นเอง (จำชื่อเธอไม่ได้แน่นอนต้องขอโทษด้วยค่ะ หาข้อมูลไม่ได้เสียด้วย)
ทำให้ย้อนคิดถึงสมัยที่พาลูกเล็กๆไปออสเตรเลียด้วย เพราะเราไปเรียนต่อ น้องฟุงคนเล็กสุดนั้นอายุเพิ่ง 2 ขวบยังพูดไม่เป็นประโยคเลยด้วยซ้ำ (เพราะเป็นเด็กพูดช้าเหมือนพี่ชายทั้ง 2 คน) ที่พาลูกไปด้วยโดยมีคุณพ่อไปช่วยเลี้ยงเพราะตั้งใจไว้ว่า จะไม่อยู่ห่างลูกก่อนที่เขาจะอายุ 10 ขวบ อยู่ที่ไหนก็ต้องอยู่ด้วยกัน ไม่ได้คิดถึงเรื่องว่าเขาจะได้ภาษาหรือประสบการณ์อะไร เพราะสำหรับตัวเองแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าต้องไปอยู่หรือไปเรียนต่างประเทศจึงจะเก่งภาษา ตัดสินเอาจากประสบการณ์ของตัวเองนี่แหละค่ะ เพราะอะไรที่เรารักเราชอบ เราก็จะเรียนได้ดี ใช้ได้เองเมื่อเราตั้งใจ ไม่สำคัญว่าอยู่ที่ไหน
ตั้งใจตลอดเวลาว่าจะกลับมาเมืองไทยแน่นอน และอยากให้ลูกเรียนรู้ภาษาไทยให้ดีที่สุด ที่พักเราก็หาโปสเตอร์ตัวอักษรไทยที่มีทั้งสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ติดอยู่ที่ประตูห้องนอน สอนให้น้องฟุงอ่านและดูอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเลย น้องผสมคำไม่ได้ แต่บอกถูกว่าตัวพยัญชนะไหนเป็นอะไร สอนแบบเป็นคำๆก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เขียนตามได้สวยทุกตัว ทั้งสามหนุ่มเขียนตัวหนังสือได้ค่อนข้างสวยทีเดียว พี่ๆทั้งสองหนุ่มก็อ่านเขียนได้อยู่ตลอดเวลา 6 ปีที่อยู่ออสเตรเลีย แม้ว่าจะใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันมากกว่าและอ่านหนังสือภาษาอังกฤษกันตลอดเวลา สิ่งที่น่าประทับใจของน้องฟุงก็คือ เขาเป็นคนตั้งกฎว่าให้ทุกคนพูดไทยในบ้าน เพราะตัวเขาเองอยากพูดไทย (เมื่อเขาเริ่มพูดได้บ้าง)
เมื่อกลับมาเมืองไทยในช่วงปลายปีแล้ว โรงเรียนเอกชนชายชื่อเสียงดีของหาดใหญ่ให้ความกรุณารับทั้ง 3 หนุ่มเข้าเรียน พี่วั้น พี่เหน่นได้เรียนในชั้นที่เหมาะกับอายุเพราะยังสามารถอ่านเขียนไทยได้ แต่น้องฟุงที่อ่านไม่ได้เลยนั้น แม้ว่าอายุจะต้องเรียนชั้น ป.4 แล้ว คุณครูก็ขอให้เริ่มเรียนป.1 ก่อน ซึ่งน้องฟุงก็เรียนรู้ได้ค่อนข้างเร็ว ทำให้สามารถสอบข้ามชั้น ป.2-3 มาได้ในหนึ่งปี ทำให้ไม่ถือเป็นเด็กเรียนช้ากว่าอายุในที่สุด
ย้ำกับลูกเสมอว่า ภาษาไทยสำคัญที่สุดและยากกว่าภาษาไหนๆอยู่แล้ว ถ้าเราเรียนภาษาไทยได้ดีแล้ว ภาษาอื่นๆที่อยากเรียนก็จะไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ได้เห็นพัฒนาการทางภาษาไทยของลูกที่น่าชื่นใจ ทั้งสามคนได้รับคำชมว่าเป็นเด็กเขียนหนังสือสวย (แม้ถ้อยคำยังคงเป็นสำนวนไม่ไทยเท่าไหร่นัก) เห็นลูกชอบอ่านหนังสือนิยายไทยด้วย ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการเชิญชวนลูกพอสมควร ไม่จำกัดว่าต้องเป็นหนังสืออะไร ขอให้อยากอ่านก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
มาวันนี้ที่น้องฟุงได้รับเลือกจากคุณครูภาษาไทยให้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันวิชาภาษาไทย แม้จะแปลกใจ เพราะไม่เคยสังเกตเฉพาะเจาะจงว่าลูกทำคะแนนวิชาใดได้ดีแค่ไหน ขอให้เขารับผิดชอบหน้าที่นักเรียนของเขาก็พอใจแล้ว ทำให้ไม่เคยรู้เลยว่าคะแนนภาษาไทยดีเด่นขนาดที่คุณครูเลือกเป็น 1 ใน 3 ของผู้ที่เป็นตัวแทนโรงเรียนเชียว ต้องบอกว่าประหลาดใจแต่ชื่นใจมากๆค่ะที่ลูกเก่งภาษาไทย ทำให้ยืนยันได้ด้วยว่า แม้จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อสักเท่าไหร่เหมือนคุณเอมี่ หรือมาเริ่มเรียนเอาเมื่ออายุ 8-9 ขวบแบบน้องฟุงก็สามารถจะทำให้ดีได้ ขอให้ตั้งใจและรักที่จะเรียน