ครอบครัววงศ์ดินดำ ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน พ่อของข้าพเจ้าเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ว่าใจดี พ่อมีความเป็นผู้นำครอบครัว คอยปกป้องและคุ้มครองอยู่เสมอ เวลาข้าพเจ้าอยู่กับพ่อจะรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจ เพราะมือของพ่อจะคอยประคับประคองทุกก้าวย่าง เพื่อให้ครอบครัวได้พบเจอแต่สิ่งที่ดีๆ ส่วนแม่ของข้าพเจ้าเป็นผู้หญิงที่สดใสที่สุดในโลกคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ แม่มักจะมีรอยยิ้มพร้อมกับคำพูดที่ไพเราะ น่าฟัง เพราะแม่เป็นคนอารมณ์ดี จึงไม่แปลกที่ใครๆหลายคนต่างก็ชอบแม่ และมีความสุขเวลาอยู่ด้วย แม่ของข้าพเจ้ามักจะสอนให้ข้าพเจ้ารู้จักพึ่งตนเอง และคอยอบรมสั่งสอนข้าพเจ้าให้เป็นคนดี และพี่สาวของข้าพเจ้า เป็นคนที่ข้าพเจ้าสนิทด้วยมากที่สุด มีนิสัยอ่อนหวาน ใจดี และคอยดูแลเอาใจใส่ข้าพเจ้าในทุกๆเรื่อง แม้เราจะอายุห่างกันถึง 5 ปี แต่พี่ของข้าพเจ้าก็ยังเหมือนเพื่อนเล่นและให้คำปรึกษา แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่พี่ของข้าพเจ้าก็ยอมเสียสละเวลาและช่วยเหลือเต็มที่ ข้าพเจ้ามีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เกิดมาในครอบครัวนี้ และคิดว่าครอบครัวข้าพเจ้าจะเป็นอย่างนี้ไปตราบนานเท่านาน แต่แล้ว...สิ่งที่ไม่คาดคิด ก็เกิดขึ้น แม่ของข้าพเจ้าป่วยและได้มารักษาตัวที่ รพ.ศรีนครินทร์ ข้าพเจ้ามาเยี่ยมแม่ไม่บ่อยนัก แม่ไม่แสดงอาการว่ารู้สึกเจ็บปวด แม่คงไม่อยากให้คนรอบข้างต้องเป็นห่วงและกังวล ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 แม่ของข้าพเจ้าก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคลูคิเมีย(มะเร็งเม็ดเลือดขาว) ในตอนนั้นข้าพเจ้ามีอายุเพียง 13 ปี ความรู้สึกเหมือนว่างเปล่า ไม่มีความคิดใดๆ มีแต่คำถามเกิดขึ้นกับตัวเองว่า "นี่เป็นความจริงหรือความฝัน " ถ้าหากเป็นความฝัน ก็เป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตของข้าพเจ้า แต่ความจริงก็หนีไม่พ้น แม่ได้จากข้าพเจ้าไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เหลือไว้เพียงความทรงจำ และวันเก่าๆที่เคยได้ใช้ชีวิตครอบครัวที่สุขสันต์ร่วมกัน ข้าพเจ้ายังจำคำพูดที่แม่มักพูดกับข้าพเจ้าได้ว่า "โตป่านนี้แล้ว จะนอนดมรักแร้แม่ไปถึงไหน ...ก็จนกว่าน้องจะแต่งงาน แม่หาเจ้าบ่าวให้น้องนะ" แต่ตอนนี้ ไม่มีแม่ให้นอนกอด ชีวิตข้าพเจ้าเหมือนขาดหาย ไร้จุดมุ่งหมายและสิ้นหวัง ชีวิตปกคลุมไปด้วยหมอกม่านน้ำตาแห่งความทุกข์ แต่แล้วยังมีคนที่นำกำลังใจกลับมาให้ คนที่สำคัญมากที่สุุดในชีวิตของข้าพเจ้า ที่ยังมีชีวิตเพื่อต่อสู้หนทางข้างหน้าไปพร้อมกับข้าพเจ้า นั่นคือ พ่อและพี่สาวของข้าพเจ้า ทำให้รู้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้โดดเดี่ยว และเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เปนวัฏจักรชีวิตที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ ข้าพเจ้าต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเรียนรู้และก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง อย่างน้อย ก็เพื่อแม่ ที่เฝ้ามองความสำเร็จของข้าพเจ้าจากที่ใดสักแห่ง เพื่อพ่อและพี่สาวที่คอยอยู่เบื้องหลัง และเพื่อตัวข้าพเจ้าเอง