เป็นเทคโนโลยีที่สุดยอดจริงๆ เขาบังคับน้ำให้พุ่งเป็นสายโค้งสวยงามได้อย่างไร

        หลังอาหารกลางวัน เรากลับเข้าไปพักที่ Newyork Newyork Hotel และออกมาตลุยลาสเวกัสอีกครั้งเมื่อตะวันคล้อยต่ำ

       พวกเราเริ่มต้นที่ BELLAGIO ซึ่งอยู่ตรงข้ามหอไอเฟล ด้านหน้า Bellagio มีสระน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีน้ำพุเต้นรำอย่างสวยงาม เพลงก็แสนไพเราะ ขณะที่พวกเราไปถึง มีฝรั่งและไม่ใช่ฝรั่งยืนอยู่ตามบันไดทางขึ้นหลายคน พวกเขากำลังรอดูน้ำพุซึ่งกำลังจะเริ่มในไม่ช้านี้

         พวกเราหยุดเดินโดยมิได้นัดหมาย และหาที่ยืนที่สามารถเห็นภาพเบื้องหน้าให้ชัดเจนที่สุด และแล้วพวกเรารอไม่นานเลย ก็ได้ยินเสียงระฆังดังกังวานขึ้นแผ่วทุ้ม สามครั้ง สิ้นสุดเสียงระฆัง เสียงดนตรีก็ดังเบาๆ แผ่นน้ำเบื้องหน้าไหวเป็นระลอก พอดนตรีเพิ่มความดังขึ้นอีก น้ำพุก็เริ่มผุดขึ้น ร่ายรำไปตามเสียงเพลง 

 

        เสียงปรบมือดังกึกก้องหลังเพลงจบและน้ำพุกลับคืนสู่พื้นน้ำ เหลือเพียงคลื่นที่กระเพื่อมไหวและเสียงถอนหายใจด้วยความเสียดายของผู้ชม

        พวกเราเดินเข้าไปยัง Bellagio พลันดวงตาก็เบิกกว้างความอัศจรรย์ของน้ำพุยังไม่จางหาย เราก็ได้พบความอัศจรรย์ของสวนดอกไม้หลากสีสรร และศิลปะการตกแต่งที่สวยงามเกินบรรยาย (ดูภาพเองนะครับ)

 

      

       เส้นขาวๆ สามเส้นที่เห็นด้านหลัง คือ สายน้ำ ที่พุ่งเป็นสายจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ตอนแรกผมนึกว่าน้ำพุ่งไปตามท่อใส แต่เมื่อผมเข้าไปดูใกล้ๆ มองชัดๆ ไม่มีท่อแต่อย่างใด ผมก็ยังไม่แน่ใจ ผมเอานิ้วมือตีเข้าไปที่สายน้ำนั้น นิ้วมือผมตัดผ่านสายน้ำไป ซึ่งทำให้น้ำส่วนหนึ่งกระเด็นมาโดนผม (ดีที่ไม่โดนฝรั่งร่างใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ ผม) นี่.. นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่สุดยอดจริงๆ เขาบังคับน้ำให้พุ่งเป็นสายโค้งสวยงามได้อย่างไร (ใครทราบ..ช่วยบอกทีครับ)

      

         เรามาที่ Ceasar Palace เดินดูความงามและตำนานแห่งโรมัน จนทั่วก็ข้ามฝั่งไปที่ วีนีเชี่ยน (Venetian) แต่ขณะที่เขียนดึกแล้ว... ขอต่อในตอนหน้านะครับ