เรื่องของครอบครัวจาก กรุงเทพฯครอบครัวหนึ่ง ในสมัยปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อพยพไปอยู่แถบชายเมืองในขณะนั้นเพื่อความปลอดภัยจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิต ที่ชักจะมาโจมตีกรุงเทพฯ บ่อยครั้งขึ้น ครอบครัวของพวกเขาไปเช่าบ้านริมคลองแสนแสบ หลังหนึ่ง เป็นบ้านไม้ 2 ชั้นทรงปั้นหยา ระเบียงบ้านชั้นบน สร้างยื่นออกไปในครอง สำหรับค่าเช่านั้น ถูกมาก เหตุที่ถูกมากเพราะมีเสียงเล่าลือกันว่าที่บ้านหลังนี้มีฝีดุ มักจะหลอกหลอนคนมาเช่าบ้านเสมอ คนแถบนั้นไม่มีใครกล้าไปเช่าอยู่ นอกจากครอบคร้วจากกรุงเทพฯที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่รายนี้ คืนวันหนึ่ง หลังจากกินข้าวเย็นกันแล้ว พอเวลาประมาณ 4 ทุ่มเศษ ๆ ทุกคนต่างก็พากันเข้านอนตามปรกติ ชายหน่มฯ ลูกชายของครอบครัวผู้อพยพ มา ซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 16 ปี ที่จ้บจองที่นอนอยู่บนระเบียงบ้านชั้นบนเพียงคนเดียว ตัวรั้วระบียงเป็นซี่ไม้เก่า ๆ ไม่เเข็งแรงนัก ประมาณตี 3 เห็นจะได้ เกิดเสียงหมาในละแวกบ้านหอนพร้อม ๆ กันหลายตัว เขาสดุ้งนึกในใจว่าหมาคงจะเห็นผีเป็นแน่ ใจเขาก็เริ่มไม่ดี แต่ก็ใจชื้นเพราะมีพระห้อยคออยู่องค์หนึ่ง และก่อนนอนได้สวดมนต์ไหว้พระ,เจ้าที่เจ้าทางแล้วนี่ ผีมันคงไม่มาหลอกหรอก จึงพยายามหลับตาจะนอนต่อแบบใจดีสู้เสือหรือใจดีสู้ผีก็แล้วแต่จะเรียก ทันใด ก็ได้ยินเสียงแกรก ๆ ดังมาจากขอบระเบียงด้านนอก เขารู่สึกว่าตรงระเบียงด้านนั้นสั่นเล็กน้อย เขารีบยกผ้าห่มขึ้นคลุมหัว เปิดช่องไว้สำหรับหายใจและเปิดช่องให้แอบมองไปทางนั้นได้นิดหน่อย ส่วนนัยตานั่นอดจ้องมองไปทางเสียงนั้นไม่ได้ สักพักใหญ่ เขาก็เห็นมีมือใหญ่ประมาณเท่าใบลานทั้ง 2 มือ ยื่นจากระเบียงมาทางตัวเขาที่นอนคลุมโปงอยู่ ใจเขาเต้นตึ๊กตั๊ก นึกถึงคำบอกเล่าของชาวบ้านที่บอกว่า บ้านนี้มีผีดุ ขึ้นมาทันที เขาพยายามจะสวดอิติปิโส ขับไล่มัน แต่ดูเหมือนมันจะไม่สนใจกับบทสวดไล่มัน คือมันและส่วนทึบ ๆ ตรงกลางระหว่ามือทั้ง 2 ชื่งคาดว่าคงเป็นส่วนลำตัวของม้น กลับใกล้เข้ามาทุกที จนุเกือบถึงปลายเท้าเขาเข้าแล้ว เขาเกือบจะขาดใจไปในบัดดลด้วยความกลัวสุดขีด เขาคิดว่าไม่ว่ามันจะเป็นผีหรือเป็นอะไร เขาจะปล่อยให้มันเข้าถึงตัวไม่ได้อย่างเด็ดขาด เป็นไรก็เป็นกัน ผีก็ผีเถอะวะ ด้วยสัญชาติญาณแห่งการป้องกันตัวในยามคับขัน พอมันเข้ามาถึงปลายเท้า และมันทำท่าจะโถมตัวพร้อมมือเท่าใบลานนั้นมาใส่ร่างของเขา ๆก็งอเข่าเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วยันเท้าทั้ง 2 ไปที่ร่างของมันสุดแรงเกิด เขารู้สึกว่าเท้าทั้งสองของเขาสัมผัสกับร่างหนัก ๆ ของมัน ร่างของมันกระเด็นกลับไปปะทะระเบียงไม้ ทำให้ระเบียงไม้ที่ไม่ค่อยแข็งแรงนักอยู่แล้ว หักโครม ลงไปข้างล่างทั้งระบียงไม้และผีเกิดเสียงกกร๊ อบแกร๊บโครมครามสนั่นหวั่นไปทั่วบริเวณ ตามด้วยเสียงร้องโอ๊ย และเสียงของหนักตกลงไปในคลอง ดังตูมใหญ่ ทุกคนในบ้านตื่นงัวเงียถามไถ่กันเซ็งแซ่ว่าเกิดอะไรกันขึ้น เขาบอกทุกคนว่าเขาถีบผีที่มาหลอกตกลงไปในน้ำ ทุกคนวิ่งลงไปชั้นล่าง ที่สพานจากบ้านลงไปในน้ำ ปรากฏร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังว่ายน้ำมาเกาะที่บันใดของสพาน มีมือใหญ่ทำด้วยใบลานลอยอยู่ใกล้ เจ้าของบ้านเช่าที่มาดูเหตุการณ์ ด้วย พอเห็นหน้าหญิงสาวในน้ำถน้ดก็ตะโกนไปว่า "อีปุ๊ก ฯ มึงไปทำอะไรในคลอง " เสียงอีปุ๊ก ฯร้องบอกมาว่า " พ่อ,ช่วยดึงหนูขึ้นจากน้ำที" ชายหนุ่มพูดว่า " อ้าว นึกว่าผีมาหลอก, ขอโทษทีน้องปุ๊กฯ นี่เอง....เรื่องนี้ เพื่อนผมบอกว่าเป็นเรื่องจริง ๆ ๆ ,ไม่ได้โม้แต่อย่างใดเลย
036 ผีตกน้ำ
กลัวสุดขีด กลัวจนกล้า มือเท่าใบลาน เสียงหอนของสุนัข
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
เพียงออ · 9 ก.ค. 2552
สิงห์ ป่าสัก · 9 ก.ค. 2552
streetfrom · 9 ก.ค. 2552
สายสมร ใจอารี · 9 ก.ค. 2552
คนดีที่แอบรักเทอ · 9 ก.ค. 2552
Kanadee S. · 9 ก.ค. 2552
เรื่อง ผีตกน้ำ นี้เป็นประสพการ์ณของเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยนามให้ใคร ๆ ทราบ ผมจึงได้ดัดแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ นำมาเล่าสู่กันฟัง ใน G2K โดยมีแง่คิดให้เห็นว่า เรื่องผีหลอกคนนั้น บางครั้งก็เป็นการหลอกจากคนกันเอง อีกประการหนึ่งก็คือความกลัวของคนเมื่อถึงสุดขีด ความกลัวอาจกลายเป็นความกล้าขึ้นมาแทนก็ได้และจะทำให้เป็นความชนะได้ในที่สุด
สวัสดีครับทิดพ่อ
แหม อ่านจบก็อดขำไม่ได้ อีปุ๊กคงเคืองอยู่ในใจ
แหม เป็นคนอยุ่ดีๆ มีคนผลักตกน้ำแถมยังบอกว่าเป็นผีอีก
ตอนเด็กๆ ที่อยู่ที่วังหลัง ก็เจอเหตุการณ์ประเภทนี้ครับ ที่บ้านไม้สักเรือนเก่า
3 พี่น้อง เห็นผีตอนเดินลงบันได ปรากฏว่าเป็นถาดที่ใครไม่รู้เอาไปไว้บนเก้าอี้ ดูเหมือนผีนั่งอยุ่ตรงกลางบันได แต่ตอนนั้น ขำไม่ออกครับ
สวัสดีค่ะ
คุณพ่อน่ะ
หนูอุตส่าห์ลุ้น ยิ่งน่ากลัวอยู่ด้วย
ผีปลอม...ไม่เอาแล้ว หนูอยากฟังผีจริงๆอีก นะคะ นะคะ
เรียนคุณขจิตฯครับ
ชอบคุณมากที่เข้ามาเยี่ยมเป็นรายแรก ผมก็สงสารอีปุ๊กฯเหมือนกัน ที่ดันปลอมตัวเป็นผีไปหลอกเขา จนเจอดีเป็นผีถูกถีบตกน้ำ และรุ่งขึ้นมันก็ถูกซักไซ้ไล่เลียงจนต้องยอมรับ เลยโชคร้ายซ้ำสองคือถูกพ่อเฆี่ยนตีสั่งสอนไม่ให้ทำอีก .....ผมก็สบายดีครับ หวังว่าอาจริย์ ก็คงสบายดีเช่นกัน เรื่องไปวัดทำบุญนั้น พอดีแถวบ้านและวัดใกล้บ้านเกิดฝนตก เสียก่อนจึงไม่ได้ไปครับ แต่แม่บ้านเขาฝากซองไปทำที่อื่นแล้ว ขอบุญกุศลจงได้แก่อาจาริย์ด้วยนะครับ
สวัสดีทิดลูก
ก็อีปุ๊กฯมันอุตริปลอมเป็นผีนี่ คนที่ถูกหลอกมีทางทำอยู่ 2 ทางคือ ร้องขับไล่ หรือ ตัวสั่น วิ่งหนีสุดชีวิต อีกทางหนึ่งก็คือ เมื่อความกลัวเกิดขึ้นสุดขีด ความกลัวนั้นจะกลายเป็นความบ้าเลือดสู้สุดชีวิตร บังเอิญมันเจอคนประเภทหลัง จึงต้องตกน้ำป๋อมแป๋ม เช่นว่า ส่วนเรื่องถาดทองเหลืองที่บ้านเก่าวังหลังนั้น ทิดพ่อคาดว่าคงจะเกิดจากการจินตนาของผู้เห็นประกอบกับสิ่งแวดล้อมเป็นใจให้แลเห็นคล้าย ๆ หัวคนก็เป็นได้ แม้ในขณะนี้ทิดพ่อเองบางครั้งก็ยังเห็นพุ่มไม้บางแห่งในที่สลัว ๆ ดูเหมือนจะคล้ายรูปคนตัวใหญ่ ๆ เหมือนกัน ทั้งนี้ก็น่าจะเป็นเพราะตอนเด็ก ๆ ถูกหลอกถูกขู่ให้ระวังผีหลอก เมื่อซุกซนไปเล่นในที่เปลี่ยว ๆ หรือทีมืด แม้จะเป็นบนชานเรือนที่ไฟส่องไม่ถึง ก็ไม่วายเว้น ผู้ใหญ่กลัวจะเป็นอันตรายแก่เรา นั่นเอง
เรียน คุณตันติราพันธ์ฯ
ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องผี หากทำใจจินตนาการคล้อยตามไปด้วย ก็จะตื่นเต้นหวาดเสียวไปด้วยนะครับ ไม่แพ้ได้อ่านเรื่องจริงผมเองก็ออกจะแหยง ๆ กลัวเป็นเหมือนกัน ทุกวันนี้ก็ยังต้องสวดมนต์ไหว้พระและสิ่งศักดิสิทธิ์เสมอ สวดมนต์แล้วสบายใจอบอุ่นใจไปแปดอย่าง เรื่องผีจริง ๆ ที่ตัวเองประสพจะลองค้นหาความจำย้อนหลังดูก่อน ถ้ามีจะนำมาลงให้นอนคลุมโปงทั้งคืนไปเลย
สวัสดีค่ะคุณพ่อสกล
คลุมโปง ก็หายใจไม่ออกซิคะ
หนูเคยเห็นแบบแว้บๆ หันมาดูชัดๆก็เห็นไวๆ
ผ่านประตูที่ปิดสนิทเข้าไปแล้ว
เหวอ....
เรียนคุณต้นติราพันธ์ฯ
นอนคลุมโปงก็จริง แต่ก็เพียงประเดี๊ยวเดียวเท่านั้น พออึคอัดเพราะไม่มีอากาศหายใจ ก็เอาผ้าห่มที่คลุมหัวออกเป็นพัก ๆ มองดูว่าผีมันมาถึงไหนแล้ว จะสู้หรือจะเผ่นแนบดี ถ้าสู้จะสู้ด้วยวิธีใด รายนี้เขาสู้ด้วยวิธีงอเท้าทั้ง 2 ข้างเข้ามาแล้วยันมันออกไปสุดแรงเกิดด้วยสัญชาติญาณสู้แบบหมาจนตรอก...