
เชียงใหม่ ต้นขี้เหล็กในอำเภอหางดง รวมถึงไม้ใหญ่อย่างต้นพะยอมบนถนนสุเทพ ต้นไม้เหล่านี้ถูกปลูกมาหลายชั่วอายุคน มีอายุยาวนานนับร้อยปี
ไม้ยืนต้นเหล่านี้ยังควบหน้าที่เป็น "ไม้หมายทาง" ด้วย
หมายความว่า คนโบราณใช้เป็นจุดสังเกตเส้นทางในการเดินทางจากเมืองหนึ่งสู่เมืองหนึ่ง โดยไม่ต้องแหงนดูดาว ควักเข็มทิศ หรือติดจีพีเอสบอกทางอย่างทุกวันนี้
ทั้งต้นฉำฉาแห่งอำเภอสันกำแพง ต้นยางนาริมสองฝั่งถนนเชียงใหม่-ลำพูน การเดินทางในสมัยนั้นได้อาศัยความสูงใหญ่ของไม้หมายทางเหล่านี้เพื่อให้ทราบถึงทิศทางและระยะทางของจุดหมาย ทั้งยังได้อาศัยร่มเงาระหว่างเดินเท้า เดินเกวียน และปั่นจักรยาน
แต่เมื่อเมืองเชียงใหม่ปรับตัวเข้าสู่ยุค "นครแห่งความมั่งคั่ง" ไม้หมายเมืองและไม้หมายทางเหล่านี้ถูกทำลายจนแทบหมดสิ้น เหลือไว้แต่ภาพแห่งความทรงจำในอดีต
หนึ่งในนั้นคือ ต้นพะยอม ไม้ใหญ่และไม้หมายเมือง 6 ต้นสุดท้ายแห่งถนนสุเทพ ที่เหลือเพียงชื่อเพราะโดนนโยบายพัฒนาเมืองโค่นลงไป
"ต้นพะยอม" เป็นไม้ใหญ่ผลัดใบ ชนิด SHOREA ROXBURGHII G.DON หรือ SHOREAFLORIBUNDA KUZZ เรียกได้ทั้ง กระยอม ขระยอม ตะยอม โดยทั่วไปมีความสูง 15-30 เมตร ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่เร็ว เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ลำต้นตรง เปลือกหนาสีเทาอมนำตาล ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกสีขาวนวลถึงสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมแรง ออกเป็นช่อแบบช่อแตกแขนงตามซอกใบและปลายกิ่ง
ดอกพะยอมยังมีสรรพคุณแก้ไข้ และใช้ถนอมอาหารโดยนำเปลือกใส่เครื่องหมักดองเพื่อกันบูด ฟอกหนังและกินแทนหมากแก้ลำไส้อักเสบ ท้องร่วง คนโบราณยังเชื่อด้วยว่า "ต้นพะยอม" เป็นหนึ่งในไม้มงคล บ้านใดปลูกไว้ประจำบ้าน จะทำให้คนในบ้านมีอุปนิสัยอ่อนน้อม เพราะพะยอม คือ การยินยอม ตกลง ผ่อนผันประนีประนอม นอกจากนี้ยังเชื่ออีกว่า จะไม่ขัดสน เพราะบุคคลทั่วไปมีความเห็นใจและยอมให้สิ่งที่ดีงาม
เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่หรือ "เจ้ายาย" ของลูกหลานชาวเชียงใหม่ ทบทวนภาพความทรงจำในอดีต ก่อนเล่าให้ฟังว่า สมัยวัยเยาว์ต้นพะยอมสูงใหญ่ตั้งตระหง่านเรียงรายเลียบสองฝั่งถนนสุเทพไปจนถึงหัวถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ทุกช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นเวลาที่พะยอมจะออกดอกสีขาวนวล และลมหนาวจะพัดพาเอากลิ่นหอมดอกพะยอมไปในบริเวณถนนสุเทพอย่างทั่วถึงจนกลายเป็นเสน่ห์เฉพาะถิ่นที่ลอกเลียนแบบได้ยากยิ่ง
ร่มเงาจากกิ่งก้านสาขาขนาดใหญ่ของต้นพะยอมยังบดบังไอร้อนให้ชาวบ้านได้อาศัยความร่มรื่นนำสินค้าจากธรรมชาติ ทั้งเห็ด หน่อไม้ ของป่า รวมไปถึงแมลงหลากชนิดมาวางขายใต้ต้นพะยอมกันอย่างคึกคัก
และ ใต้ร่มเงาต้นพะยอม 3 ต้น ใกล้ทางเข้ากองบิน 41 ยังเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดต้นพะยอมหรือ "กาดพะยอม" ที่คนรุ่นหลังรู้จักกันดี และแม้วันนี้จะไม่มีต้นพะยอมให้เห็นอีก แต่บรรยากาศในยุคนั้นยังอยู่ในความทรงจำของผู้ร่วมสมัยเป็นอย่างดี
เจ้ายายยังเล่าถึงความสำคัญของต้นพะยอมอีกเรื่องหนึ่งว่า ใน พ.ศ.2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกต้นพะยอมในสวนข้างตำหนักเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ( ในกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 3 ค่ายดารารัศมี อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ในปัจจุบัน) และ โปรดเกล้าฯ ให้ปลูกต้นพะยอมสำรองไว้ที่สวนในพระตำหนักสวนดุสิต โดยมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าหมื่นเสมอใจราช มหาดเล็ก ลงวันที่ 1 ก.ย. รศ.118 หรือ พ.ศ.2442 โดยทรงเน้นว่า "จะต้องหาสำรองไว้ หวังที่จะได้ชมดอก"
ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ.2450 ต้นพะยอมข้างพระตำหนักพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ก็ออกดอกสีขาวนวล ส่งกลิ่นหอมไปทั่วเขตพระราชฐานชั้นใน รัชกาลที่ 5 ทรงโสมนัสยิ่ง และทรงมีพระราชหัตเลขาส่วนพระองค์ถึงพระยาวรพงษ์พัฒน์ จางวางมหาดเล็ก ตอนหนึ่งว่า
"จะบอกข่าวที่ควรยินดีอย่างหนึ่ง ต้นพะยอมที่ไปปลูกเรือนนางดารา ออกดอกแล้ว นึกว่าแผ่นดินจุลจอมเกล้าจะไม่ได้เห็นดอกพะยอมก็ได้มาเห็นเช่นนี้"
ปลุก 'ไม้หมายเมือง'
ในปี 2537 มีการสำรวจต้นพะยอมในเมืองเชียงใหม่ พบหลงเหลืออยู่ในสวนสัตว์เชียงใหม่ 34 ต้น สวนรุกขชาติ 71 ต้น ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 54 ต้น สำนักงานเกษตรภาคเหนือ 26 ต้น วัดอุโมงค์ 49 ต้น และบนถนนสุเทพ 6 ต้น แต่เชื่อว่าในปัจจุบันต้นพะยอมจะลดลงอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของเมืองและสิ่งปลูกสร้าง
ในจำนวนต้นพะยอมที่เหลืออยู่น้อยนิดและมีแนวโน้มลดลงอีก กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาต้นไม้แห่งประวัติศาสตร์ไว้ โดยเฉพาะกับต้นพะยอม 6 ต้นสุดท้ายที่หลงเหลือไว้ริมถนนสุเทพ โดยหวังว่าจะเป็นอนุสรณ์ของไม้หมายเมืองย่านถนนสุเทพให้คนรุ่นหลังได้ย้อนกลับมาอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นผ่านต้นไม้เหล่านี้
ตัวตั้งตัวตีอย่าง มูลนิธิไทยรักษ์ป่า ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดหาทางนำต้นไม้ใหญ่ กลับมาเป็น "ไม้หมายเมือง" อีกครั้ง และหวังว่าชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนที่อยู่ร่วมกับท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืนจะกลับคืนสู่เมืองเชียงใหม่อีกครั้ง
พล.อ.อ.กำธน สินธุวานนท์ ประธานมูลนิธิไทยรักษ์ป่า บอกว่า การพัฒนาเมืองต้องควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ และการนำไม้หมายเมืองคืนถิ่นไม่เพียงแต่เป็นการอนุรักษ์ต้นไม้ทั่วไป แต่ยังเป็นการนำมรดกของท้องถิ่นกลับคืนสู่ที่เดิม
โครงการนี้จึงใช้ชื่อตรงความหมายว่า "รักป่า รักษ์ไม้หมายเมือง" และใช้ต้นพะยอมเป็นไม้หมายเมืองนำร่อง โดยมีการนำต้นพะยอมจากแหล่งอื่นที่พอหลงเหลือขุดย้ายมาปลูกไว้ริมรั้วในพื้นที่ของหอศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตรงข้ามกาดพะยอม จำนวน 15 ต้น การนำพะยอมคืนถิ่นครั้งนี้ แม้จะมีข้อจำกัดของพื้นที่ทำให้ปลูกต้นพะยอมได้เป็นระยะสั้นๆ ของถนนสุเทพ ซึ่งคงไม่มีวันจะทำให้ถนนสายดังกล่าวกลับมาร่มรื่นด้วยต้นพะยอมเช่นในอดีต แต่ทุกคนเชื่อว่าต้นพะยอมที่จะออกดอกในอีก 7-8 ปี ข้างหน้า จะนำเรื่องราวของวิถีชุมชน ของคนในย่านนี้กลับมามีชีวิต และเมื่อถึงวันนั้นริมถนนสุเทพจะถูกระบายด้วยสีขาวสวยงามและกลิ่นหอมจะกลับคืนสู่ตลาดต้นพะยอมอีกครั้ง
รศ.ศิริชัย หงส์วิทยากร ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบนิเวศ-สิ่งแวดล้อมชุมชน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ต้นไม้ใหญ่ มีอายุมาก มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาติดตัวต้นไม้ หากสามารถเก็บรักษาต้นไม้ใหญ่เก่าแก่เอาไว้ได้ นอกจากจะทำให้สิ่งแวดล้อมดีแล้ว ยังช่วยเสริมเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ให้คนได้เรียนรู้
"เมื่อรู้พื้นเพของต้นประจำถิ่น เราก็ควรปลูกต้นไม้ชนิดนั้นให้มาก เพื่อรื้อฟื้นประวัติศาสตร์และทำให้ท้องถิ่นมีเอกลักษณ์ ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ดั้งเดิมของต้นไม้กับพื้นที่และความรู้ทางพฤกษศาสตร์จะช่วยเพิ่มความสนใจในเชิงท่องเที่ยวได้อีกมาก"
กรณีรื้อฟื้นต้นพะยอมมาปลูกใหม่ รศ.ศิริชัยเปรียบเทียบว่า คือการไถ่บาปเรื่องในอดีตที่เคยตัด "พวกเขา" เพื่อขยายถนน รองรับการเป็นเจ้าภาพมหกรรมการกีฬาระดับนานาชาติ
"ถ้าทำได้จะดีมาก อย่างน้อยๆ นักท่องเที่ยวที่ไม่เคยรู้จักต้นพะยอมมาก่อน ลองได้มาถึงเมืองเมืองเชียงใหม่ช่วง มกราคม-กุมภาพันธ์ ที่พะยอมออกดอกพอดี น่าจะชอบมาก"
เป็นความจริงที่ว่า "ไม้หมายทาง" ที่เคยมีอยู่ในเส้นทางสำคัญระหว่างหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หายไป และมีป้ายบอกเส้นทางเข้ามาแย่งหน้าที่ ที่สำคัญ ไม่มีการปลูก "ปอด" ใหม่ๆ เข้ามาทดแทน แม้ต้นเล็กๆ ก็ไม่มี
ถนนอีกหลายสายทั้งที่เป็นเส้นทางเก่าและถูกตัดใหม่ จึงเป็นได้แค่ถนนกว้างขวางอันแห้งแล้ง พร้อมให้แสงแดดสาดแสงลงมาเต็มที่ เป็นถนนที่หวังเน้นให้รถวิ่งเร็วๆ สู่จุดหมายปลายทาง แต่ไม่ได้เน้นให้คนเดินทางด้วยความเร็วน้อยลงอีกนิด เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติร่มรื่นของแมกไม้สองข้างทาง
สมพร ยกตรี ผู้เชี่ยวชาญด้านพรรณไม้และปูชนียบุคคลแห่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ถูกยกให้เป็น "เก๊าไม้ล้านนา" กูรูแห่งธรรมชาติเคยพรรณนาถึงไม้หมายเมืองเชียงใหม่เมื่อครั้งยังมีชีวิตว่า ในอดีตเชียงใหม่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติอย่างเต็มที่ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นกระจายทั่วเมือง จนทุกชุมชนจะมีไม้หมายเมืองเป็นของตัวเองและหลายแห่งได้นำชื่อไม้หมายเมืองหรือไม้หมายถิ่นมาใช้เป็นชื่อเรียกของท้องถิ่น แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่หลายถิ่นไม่สามารถรักษาไม้สำคัญเหล่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม
"เก๊าไม้ล้านนา" บอกไว้อีกว่า การนำไม้หมายเมืองคืนถิ่น อาจดูเป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นไปได้ พร้อมแนะว่าหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มองเห็นความสำคัญ อาจเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นตัวเองว่ามีไม้หมายเมืองชนิดใดบ้าง และเจียดงบประมาณจัดซื้อกล้าไม้หมายเมืองชนิดนั้น โดยเริ่มปลูกตั้งแต่วันนี้ พร้อมๆ กับการสร้างจิตสำนึกให้กับคนในชุมชน หากทำได้ 10 ปี หลังจากนี้กลุ่มไม้หมายเมืองจะพร้อมใจอวดโฉมให้ชื่นชมอีกครั้ง ซึ่งนอกจากความร่มรื่นแล้ว คนในถิ่นยังได้ประโยชน์อีกมากมาย ทั้งเครื่องกรองมลพิษ เครื่องผลิตออกซิเจนและเครื่องดูดซับน้ำตามธรรมชาติ ไปจนถึงรางวัลจากความอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะ "เห็ด" นานาชนิดที่จะกลายเป็นอาหารชั้นยอดของชาวบ้าน
ทั้งหมดเป็นคำพูดของ "เก๊าไม้ล้านนา" ก่อนเขาจะจากไปเมื่อปีที่ผ่านมา
หากภารกิจปลูกไม้หมายทางกลางป่าคอนกรีตได้ลงเสาเอกไปแล้ว และกำลังเดินหน้าด้วยเรี่ยวแรงของคนรุ่นหลัง ที่แม้อาจจะไม่เคยเห็นมาก่อนว่า "พะยอมสะพรั่ง" นั้นเป็นอย่างไร แต่ด้วยความหวังและพลังท้องถิ่น
...อาจจะได้สูดกลิ่นดอกพะยอมกันอีกครั้ง
- ปิดตำนานไม้หมายเมืองแห่งถนนสุเทพ
การพัฒนาเมืองกับแนวคิดการอนุรักษ์ไม่เคยเดินเป็นถนนเส้นเดียวกันได้ และนั่นนำไปสู่จุดจบของไม้หมายเมือง 6 ต้นสุดท้ายแห่งถนนสุเทพ
ปี 2538 จังหวัดเชียงใหม่รับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 18 เพื่อร่วมฉลองเชียงใหม่ 700 ปี ได้มีโครงการขยายถนนหลายสาย เพื่อรองรับการจราจร โดยหนึ่งในนั้นคือถนนสุเทพ เทศบาลนครเชียงใหม่ขณะนั้นยืนยันต้องตัดต้นพะยอมให้พ้นทางเพื่อขยายความกว้างของถนน ขณะที่กลุ่มอนุรักษ์และภาคประชาชน ต้องการรักษาต้นพะยอมไว้เป็นมรดกเมือง
ครั้งนั้นกลุ่มอนุรักษ์และภาคประชาชน ทำทุกวิถีทางเพื่อคัดค้านการตัดโค่นต้นพะยอม ทั้ง 6 ต้น ที่เหลืออยู่หน้าตลาดต้นพะยอมจำนวน 3 ต้น และ หน้าสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอีก 3 ต้น โดยร่วมกับคณะสงฆ์ใช้ผ้าเหลืองคาดคลุมต้นพะยอมทำพิธีบวชต้นไม้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ภาครัฐทบทวนโครงการ
แต่ที่สุดแล้ว ผ้าเหลืองก็ไม่สามารถต้านทานคมเลื่อยได้ ต้นพะยอมได้ถูกขุดย้ายไปปลูกที่สวนล้านนา ร.9 จำนวน 2 ต้น และ ตัดทิ้ง 3 ต้น ในคืนวันที่ 24 กันยายน 2538 เหลือไว้เพียง 1 ต้น หน้าตลาดต้นพะยอม ความสูญเสียที่เกิดขึ้นสร้างความสลดใจให้กับชาวเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง
กระทั่งวันสุริยคราส 26 ตุลาคม 2538 พะยอมต้นสุดท้ายจึงถูกตัดทำลาย เหลือเพียงตลาด "ต้นพะยอม" เป็นอนุสรณ์ ปิดตำนานไม้หมายเมืองต้นสุดท้ายแห่งถนนสุเทพ
สวยดีนะ ต้นไม้หนะ
ว้าวๆๆๆๆๆ อยากไปบ้างจัง อยากรู้คนพิมพ์ชื่อไร