ตั้งแต่ผมทำงานในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผมได้มีส่วนร่วม และเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยต่างๆ มาไม่ต่ำกว่าร้อยโครงการ ที่ทำให้ผมได้รับบทเรียนทั้งด้านความผิดพลาด ล้มเหลว สำเร็จ ในหลากหลายระดับ
ผมได้ลองพิจารณาไต่ตรอง ได้พบว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดผลดังกล่าว ที่สำคัญที่สุด ก็คือ ๒ ประเด็น คือ
ทุนทางสังคม และทุนทรัพยากร ที่ใช้ในการดำเนินการโครงการ
แต่เมื่อผมพิจารณาย้อนกลับไปสรุปบทเรียนการขอโครงการ ที่ผมได้ร่วมขอเป็นจำนวนหลายร้อยโครงการ ที่ผมพบว่า
การพิจารณาอนุมัติโครงการส่วนใหญ่ หลักๆ แล้ว
· ดูตามตัวหนังสือ
· พิจารณาตามกรอบการให้ทุน
· พิจารณาตามหลักวิชาการ
· พิจารณาตามประวัติการทำงานของหัวหน้าโครงการ และทีมงาน และ
· พิจารณาตามความคุ้นเคยและความรู้สึกของคณะกรรมการฯ
สิ่งสำคัญมากๆ และมักไม่อยู่ในกรอบของการพิจารณาคือ
ทุนทางสังคม และทุนทรัพยากร ที่ใช้ในการดำเนินการโครงการ
แม้ในระยะหลังๆ จะมีหน่วยงานให้ทุนส่งหน่วยลาดตระเวน มาประเมินความเป็นไปได้ล่วงหน้า ก็ยังมีลักษณะการประเมินแบบค่อนข้าง “ฉาบฉวย” เนื่องด้วยข้อจำกัดของเวลา บุคลากร ความรู้ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่
ยังไม่ต้องจินตนาการถึง หน่วยงานที่พิจารณา “เฉพาะตัวหนังสือ” โดย “กรรมการผู้เชี่ยวชาญ” (จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง) ที่ยิ่งจะฉาบฉวยยิ่งกว่ามากมาย
ทำให้การประเมินศักยภาพโครงการห่างไกลจากความจริง
และเป็นสาเหตุให้เกิดความล้มเหลวในการทำงาน ตั้งแต่ทำงานไม่ได้ตามแผนงานทำได้ไม่ตรงเป้าหมาย จนถึง “ดูเสมือน” ว่าทำได้สำเร็จ
แต่ผลงานที่ได้ใช้ประโยชน์อะไรแทบไม่ได้
นอกจากเก็บไว้
· ตีพิมพ์ในรายงาน วารสารทั้งใน และต่างประเทศ
· การนำเสนอในที่ประชุมทางวิชาการ สัมมนาระดับต่างๆ
· ไว้อวดอ้างเพื่อการขอตำแหน่งทางวิชาการ
· หรือ ไว้เล่าให้คนไม่รู้เรื่องฟัง (เพราะคนที่รู้เรื่องเขาจะไม่ฟัง)
จากบทเรียนดังกล่าว ทำให้ผมชอบกลับมาทบทวนว่า ถ้าจะทำใหม่อีกครั้ง (หรือถ้าผมเป็นกรรมการพิจารณาโครงการ) ผมจะทำหรือไม่ทำอะไร ที่ทำให้ผมพบว่า
ทุนทางสังคม และทุนทรัพยากร ที่ใช้ในการดำเนินการโครงการ
เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และควรต้องพิจารณาเป็นประเด็นแรกๆ
ที่อาจแจงให้ชัดขึ้น ก็คือ
· ฐานทางสังคม บุคลากรที่สนับสนุนการวิจัย ความรู้ ความเข้าใจ ความพร้อมที่ต้องมี ต้องใช้ ในการดำเนินงานโครงการ
· เวลา และขีดความสามารถของฐานทางสังคมดังกล่าว สอดคล้องกับแผนงาน และเป้าหมายหรือไม่
· ระบบทรัพยากรพื้นฐาน และส่วนที่จะใช้ในการทำงานวิจัยมีความพร้อม และเหมาะสมหรือไม่
เพราะ
ปัจจัยเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้โครงการต่างๆ มีศักยภาพสูง และนำไปสู่ความสำเร็จของงานตามที่วางเป้าหมายไว้ มากกว่าคำบรรยายในโครงร่างโครงการ ที่จะเขียนอย่างไรก็ได้
แต่จะทำได้หรือไม่ได้ อยู่ที่ ทุนทางสังคม และทุนทรัพยากร ที่ใช้ในการดำเนินการโครงการ
จึงขอฝากให้ช่วยกันคิดต่อครับ
ว่าจะปรับปรุงระบบการทำงานของเราให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร เพื่อเพิ่มสัดส่วนของความสำเร็จจริงๆ ให้มาขึ้น แทน “ความสำเร็จเสมือน” ดังกล่าวข้างต้นครับ
แล้วเราจะได้ทำตัวเอง หรือช่วยให้นักวิจัยอื่นๆที่ทำโครงการวิจัย ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากขึ้นครับ
มารับความรู้ - ข้อคิดดีๆ ในเช้าวันอาสาฬหบูชาครับ ขอบพระคุณมากครับ
งานวิจัยทุกระดับ ก็ยังมีประเด็นที่จำเป็นต้องพัฒนาให้ถูกทาง เพื่อประโยชน์ของประเทศและสังคมไทยโดยรวมครับ
ผมพยายามสะท้อนในโอกาสต่างๆ หวังว่าจะมีคนเข้าใจและนำไปปรับใช้ครับ
เรื่องนี้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่เกินขีดความสามารถ ถ้าจะทำครับ
เป็นนักศึกษาใหม่ กำลังฝึกวิจัยครับ ยังไม่มีความรู้อะไร อาศัยเข้ามาอ่านเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากท่านดร.แสวง แบบครูลักพักจำ
แต่ในความคิดมองว่าผู้ให้ทุน เขาก็ไม่ได้มาคลุกคลี หรือรู้สภาพพื้นที่ ไม่รู้สภาพจริง ไม่รู้ว่ามีทุนทางสังคม และทุนทรัพยากร อะไรบ้าง หรือรู้ก็อาจไม่ลึกซึ้ง บรรดานักวิจัยหรืออย่างคนเราทั่วไปเวลาจะทำโครงการอะไรสักอย่างก็มองข้าม ทุนทางสังคม และทุนทรัพยากร หันไปมองแต่ปัจจัยเงิน ที่จะมาดำเนินตามโครงการ ...คือคิดว่ามีเงินก็ทำอะไรๆต่างๆได้ ไม่มีเงินก็จบกัน.... คนให้ทุนกับผู้ดำเนินการอยู่คนละที่ ละแห่งกัน
แต่เหนืออื่นใดผมมองว่า วิจัยอะไรออกมาแล้วเกิดผลกับใคร อย่างไร ยั่งยืนหรือชั่วคราว สอดคล้องกับชุมชน พื้นที่ สามารถต่อยอดขึ้นไปได้ หรือขัดแย้ง แปลกแยก โดดๆ แยกส่วน...
ผมเชื่อว่าเราต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองครับ
ผมจึงนำเสนอแนวทางไว้ครับ