หนังสือที่จัดพิมพ์ภายใต้โครงการถ่ายทอดองค์ความรู้จากแม่อายสู่อันดามัน เพื่อการจัดการปัญหาสถานะบุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่อันดามัน สนับสนุนทุนการดำเนินการโดย มูลนิธิเอเซีย

          ผู้เขียนเพิ่งรู้จักอาจารย์อุดมเขต ราษฎรนุ้ยเมื่อปลาย พ.ศ.๒๕๔๘  อาจารย์อุดมเขตเดินเข้ามาในชีวิตของพวกเราในสถานะของ “ผู้แทนของส่วนประสานราชการ  สำนักกิจการความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย” ที่ต้องมาประสานงานกับ “เรา” ซึ่งทำงานเพื่อจัดการปัญหาความไร้สัญชาติของมนุษย์ในประเทศไทย ทั้งนี้ เพราะหน่วยงานนี้มีหน้าที่ดูแลงานรักษาการตามกฎหมายสัญชาติ และที่มีผลในปัจจุบัน ก็คือ “พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒ และ ๓) พ.ศ.๒๕๓๕ รวมตลอดถึง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑

         

            ผู้เขียนร่วมงานกับหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยที่ทำหน้าที่รักษาการตามกฎหมายสัญชาติมาหลายท่าน ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น กล่าวคือ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย มีคำสั่งให้เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาของชาวเขา ซึ่งฝ่ายปกครองไทยเรียกว่า “บุคคลบนพื้นที่สูง” ในยุคต้น หน่วยงานที่มาประสานงานเรื่องนี้กับเรา ก็คือ กองการข่าว สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ต่อมา กลายเป็น สำนักกิจการความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แต่ไม่ว่า จะเป็นหน่วยงานไหน เราจะมีความมั่นใจในคนที่กระทรวงมหาดไทยส่งมาทำงานกับเราเสมอ อาจจะเป็นไสยาศาสตร์ที่ยืนยันเช่นนี้ แต่ก็คิดว่า มันเป็นความชาญฉลาดของฝ่ายความมั่นคงของฝ่ายบริหารของรัฐไทยต่างหาก เราสังเกตว่า ข้าราชการที่ถูกส่งมาประสานงานกับเรา ซึ่งเป็นภาควิชาการ ก็มักจะเป็นคนที่มีลักษณะที่ชอบงานวิชาการ เราอาจเห็นความเป็นนักวิชาการที่เก่งฉกาจของคุณอดิศร พิทยายน ซึ่งมาทำงานกับเราในระหว่าง พ.ศ.๒๕๔๒ – ๒๕๔๕ หรือ คุณลือชัย  เจริญทรัพย์ ซึ่งมาทำงานกับเราระหว่าง พ.ศ.๒๕๔๖ – ๒๕๔๘  แล้วก็มาถึงอาจารย์อุดมเขต ราษฎร์นุ้ย ซึ่งไม่อยากจะเรียกว่า “คุณ” เพราะในช่วงปีที่ทำงานด้วยกัน อาจารย์อุดมเขตก็ทำหน้าที่ของ “ผู้สอนองค์ความรู้ด้านกฎหมายสัญชาติแก่สังคมไทย” จึงมิใช่เพียงผู้ร่วมประชุม ผู้ประสานงาน เท่านั้น

ลักษณะงานที่กรมการปกครองและมหาวิทยาลัยเริ่มเปลี่ยนลักษณะจากการตามแก้ปัญหา มาเป็นการป้องกันปัญหา เป็นการสร้างความเข้มแข็งของประชาสังคมที่จะจัดการปัญหาความไร้สถานะทางกฎหมายให้แก่มนุษย์ที่มีลมหายใจบนแผ่นดินไทย อันนี้ คงเป็นเรื่องของกระแสการปฏิรูประบบราชการไทยอีกด้วย ซึ่งในหลายปีให้หลัง มีความพยายามที่จะผลักดันให้คนจากภาคราชการต้องมาทำงานวิชาการเชิงลึกมากขึ้น มีหลายกลยุทธที่จะเชิญชวนแกมบังคับ “ภาคราชการ” ให้มาร่วมงานศึกษาวิจัยกับ “ภาควิชาการ อันทำให้กระบวนการเรียนรู้ของภาคราชการก็มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

          ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนและอาจารย์อุดมเขตในเบื้องต้นจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนในภาควิชาการและคนในภาคราชการ ที่มีภารกิจที่จะมาทำงานร่วมกันเพื่อจัดการประชากรโดยกฎหมายสัญชาติ งานที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔ เราไม่มีปัญหาที่จะร่วมงานกัน ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตดังกล่าวมาข้างต้นว่า คนที่กระทรวงมหาดไทยส่งมาประสานงานกับเรามักจะเป็นคนที่มีความรักงานวิชาการเป็นพื้นฐาน อาจารย์อุดมเขตก็เช่นกัน ในเวลาไม่นาน อาจารย์อุดมเขตก็ดูจะพูดคุยกับพวกเราเหมือนร่วมงานกันมานานปี หลายเรื่องที่อาจารย์อุดมเขตไม่มีประสบการณ์ตรง แต่ก็ดูว่า อาจารย์อุดมเขตมีความรู้เรื่องอย่างดี เราตระหนักว่า อาจารย์อุดมเขตคงต้องทำงานอย่างหนักทีเดียว งานกฎหมายว่าด้วยสถานะบุคคลเป็นงานที่ซับซ้อนทั้งในแง่ข้อกฎหมายเองและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง ความสามารถในการวิเคราะห์สถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติมิใช่เรื่องที่ฝึกฝนได้โดยง่าย แต่เราก็เห็นว่า อาจารย์อุดมเขตกล่าวข้ามความยากลำบากทางวิชาการนี้ได้อย่างสง่างาม

          ในยุคของการทำงานที่ผู้เขียนร่วมงานกับอาจารย์อุดมเขตนั้น ภารกิจมิใช่เรื่องของปัญหาสถานะบุคคลของบุคคลบนพื้นที่สูงเท่านั้น แต่เป็นภารกิจที่เกี่ยวกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้น ความต้องการของสังคมไทยที่จะแก้ไขปัญหานี้มิได้จำกัดเพียงใช้กลไกของมติคณะรัฐมนตรีตามกฎหมายที่มีผลอยู่เท่านั้น แต่เป็นภารกิจที่เรียกร้องการยกร่างพระราชบัญญัติเพื่อปฏิรูประบบกฎหมายว่าด้วยสถานะบุคคล ภารกิจหนักที่ผู้เขียนเองก็ต้องสารภาพว่า หนักใจอย่างยิ่ง และกังวลใจว่า จะทำไม่สำเร็จ  เรื่องราวของผู้เขียนและอาจารย์อุดมเขตจึงมิได้เกิดขึ้นในคณะนิติศาสตร์หรือกรมการปกครองหรือสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือทำเนียบรัฐบาล ดังที่เคยมีกับคนจากกรมปกครองท่านอื่นที่เคยร่วมงาน ครั้งนี้ งานของเราดำเนินเป็นส่วนหนึ่งในอาคารรัฐสภา และอีกส่วนในพื้นที่ ต่อหน้าประชาชนที่ประสบปัญหาความไร้สัญชาตินั่นเอง ความทรงจำที่งดงามที่ผู้เขียนไม่อาจลืมเลือน ผู้เขียนยืนยันว่า ข้าราชการของกรมการปกครองที่ร้อนหนาวกับความทุกข์ของมนุษย์นั้นมีไม่น้อย และอาจารย์อุดมเขตก็เป็นคนหนึ่งในชาวมนุษย์นิยมแห่งกรมการปกครอง

          ก่อนการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยสถานะบุคคลโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ และ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ ประเทศไทยต้องถูกกล่าวหาว่า มีข้อกฎหมายที่เอื้อต่อการละเมิดสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายอันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอยู่หลายข้อ แต่เมื่อมีการปฏิรูปกฎหมายนี้ใน พ.ศ.๒๕๕๑ ก็ได้มีการกำหนดบทบัญญัติแห่งกฎหมายเสียใหม่ เพื่อปิดช่องที่จะใช้กฎหมายเพื่อสร้างปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย อันมีผลให้มนุษย์ตกเป็นคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติ

          คงไม่ใช่พื้นที่ตรงนี้ที่จะมาอธิบายกันว่า ปัญหาในรายละเอียดที่กฎหมายไทยเอื้อต่อการละเมิดสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายอันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเป็นอย่างไร และกฎหมายที่ปฏิรูปใหม่ใน พ.ศ.๒๕๕๑ เข้าไปปิดช่องอย่างไร แต่ ณ พื้นที่ตรงนี้ ผู้เขียนต้องยืนยันว่า อาจารย์อุดมเขตเป็นแรงสมองหลักในการปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นปาฏิหารย์ มีคนไม่น้อยเคยมาบอกว่า เขาคิดว่า การปฏิรูปกฎหมายเพื่อคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติใน พ.ศ.๒๕๕๑ จะทำไม่สำเร็จ และผู้เขียนก็สารภาพอีกครั้งว่า ในขณะที่รอร่างพระราชบัญญัติผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้เขียนก็ไหว้พระและอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกวันเพื่อให้งานของเราสำเร็จ และงานของเราก็สำเร็จ งานนิติบัญญัติสำเร็จลงในวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๑ สภานิติบัญญัติแห่งชาติยอมรับร่างกฎหมายของเรา ปัญหาต่อไป ก็คือ ปัญหาที่ฝ่ายบริหารของรัฐไทยจะเอากฎหมายที่ปฏิรูปใหม่แล้วไปบังคับใช้....อันนี้ ก็คงนอกเหนือจากที่เราจะแบกรับ   เราคงต้องอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่อไปให้กฎหมายปฏิรูปใหม่ใน พ.ศ.๒๕๕๑ มีผลได้จริง

ในวันที่มูลนิธิเอเซียขอให้เราลงไปศึกษาปัญหาสถานะบุคคลของคนที่อาศัยอยู่บนฝั่งทะเลอันดามัน เราก็ชวนอาจารย์อุดมเขตไปทำงานกับเรา และอาจารย์อุดมเขตก็ไปกับเราเหมือนที่ไปกับเราในทุกๆ ที่มีประชาชนเดือดร้อนด้วยปัญหาสถานะบุคคล ผู้เขียนตระหนักว่า มันมากกว่าเพียงหน้าที่ราชการ มันเป็นจิตสำนึกของราชสีห์ที่ทำหน้าที่ของฝ่ายปกครองประเทศในตัวอาจารย์อุดมเขตต่างหากที่ปรากฏตัวในสายตาที่มุ่งมั่นของอาจารย์อุดมเขต

วันที่อาจารย์อุดมเขตบอกว่า จะไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอ เรารู้สึกใจหาย พากันไปร้องขอให้อาจารย์อยู่ร่วมงานกับพวกเรา ดูเหมือนเราเห็นแก่ตัวที่ไม่ยอมรับให้อาจารย์ก้าวหน้าต่อไปในหน้าที่การงาน เราหวังว่า คนจากกรมการปกครองคนต่อไปที่มาทำงานกับเราจะมีสายตาแห่งมนุษย์นิยมดังเช่นอาจารย์อุดมเขตของเรา เราไม่ได้เรียกร้องให้เอื้ออาทรโดยไม่มีหลักการ งานกฎหมายเป็นเรื่องของความยุติธรรม จึงไม่ควรเอียงข้างใดข้างหนึ่ง แต่ความรู้ร้อนรู้หนาวในทุกข์ร้อนของมนุษย์เป็นจริยธรรมที่งดงามของนักปกครองที่อาจารย์อุดมเขตทำให้เราประทับใจมิรู้คลาย

          แม้อาจารย์อุดมเขตจะมีภารกิจมากมาย เราก็ยังกล้าขอร้องให้อาจารย์กรุณาเรียบเรียงนโยบายที่รัฐบาลไทยจะใช้ในการขจัดปัญหาความไร้สัญชาติให้แก่มนุษย์บนฝั่งทะเลอันดามันที่ประสบปัญหาความไร้สัญชาติ อันได้แก่ ชาวมอแกนและชาวไทยพลัดถิ่นจากมะริดและตะนาวศรี และอาจารย์อุดมเขตก็รับที่จะทำให้ เราจึงมีหนังสือเล่มหนึ่งที่ทำหน้าที่ “ยารักษาโรคไร้สัญชาติ” อยู่ตรงหน้า[1] เราหวังว่า ผลงานฉบับนี้จะมิใช่ผลงานชิ้นสุดท้ายของอาจารย์อุดมเขตว่าด้วยการจัดการสิทธิในสถานะบุคคล หนังสือเล่มนี้จะบอกกล่าวถึง “นโยบายของฝ่ายบริหารของรัฐไทย” ที่พร้อมจะจัดการประชากรมอแกนและไทยพลัดถิ่นที่มีปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมาย นโยบายดังกล่าวแสดงถึงความฉลาดเฉลียวของฝ่ายบริหารของรัฐไทยในการจัดการประชากรเพื่อโลกไร้พรมแดนที่มาถึง ความมั่นคงของรัฐด้านประชากรอยู่แค่เอื้อม หากนโยบายดังกล่าวจะได้รับการแปลงสู่ทางปฏิบัติ เราหวังว่า เหล่าราชสีห์แห่งกรมการปกครองจะปฏิบัติได้จริงตามนโยบายในเวลาไม่นานนัก เราหวังว่า จะไม่มีมอแกนหรือไทยพลัดถิ่นที่ไร้สัญชาติบนฝั่งทะเลอันดามันในเวลาไม่ช้านาน

          สุดท้าย อยากจะขอขอบคุณสำหรับความเอาใจใส่ของอาจารย์อุดมเขตต่องานเพื่อจัดการปัญหาคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติ ขอขอบคุณด้วยหัวใจทั้งดวง ขอบคุณค่ะ



[1] หนังสือที่จัดพิมพ์ภายใต้โครงการถ่ายทอดองค์ความรู้จากแม่อายสู่อันดามัน เพื่อการจัดการปัญหาสถานะบุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่อันดามัน สนับสนุนทุนการดำเนินการโดย มูลนิธิเอเซีย