การงานหิน ๆ ที่ว่าหนักนั้นไม่เท่ากับใจที่หนัก
หากใจของคนทำงาน “สบาย...” งานที่ว่าหนักนั้นก็ทำได้ “สบาย สบาย”

การดุ การด่า การตำหนิ จะทำให้งานที่หนักกายนั้นมีความหนักใจเกิดขึ้นตามมาด้วย
การชมเชย การให้กำลังใจ และการให้อภัยจะสามารถทำงานที่หนักนั้นให้เบาสบายได้อย่างแท้จริง

การคุมงานนั้น ผู้จัดการ ผู้บริหาร มีหน้าที่หลักคือเป็น “คุณอำนวย (Facilitator)” อำนวยความสุข อำนวยความ “สบายใจ” ให้กับ "เพื่อนร่วมงาน"

สบายกายหนึ่งคือ อาหาร เครื่องดื่ม ที่พักอาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ต้องมีให้กันเป็นการแสดง “น้ำใจ” เขากินดี อยู่ดี เขาก็ “มีน้ำใจ”
งานเดิม ลักษณะงานเดิม หากคนมีน้ำใจทำงานให้เราเขาจะทำเพิ่ม ทำเติมให้เรานั้นดียิ่งขึ้น
แต่ถ้าหากงานเดิม ลักษณะงานเดิม เราไม่มีน้ำใจให้เขา เขาก็ไม่มีน้ำใจให้เรา
แหวนสักตัวเขาก็จะไม่ใส่ให้ น็อตที่ขันก็ขันไม่แน่น เครื่องมือ อุปกรณ์เขาก็ใช้ทิ้ง ใช้ขว้าง
แต่ถ้าหากคนมีน้ำใจแล้ว เขาจะใส่ใจในงาน ทะนุถนอมเครื่องมือ ทำเต็มที่ เต็มกำลัง

“คุณอำนวย (Facilitator)” เป็นบทบาทสำคัญ ณ “หน้างาน”
อยู่ที่นี่เราไม่มีหน้าที่อะไรมากไปกว่าการที่จะต้องเป็น “คุณอำนวยที่ดี (Good Facilitator)”
ดูแลข้าวปลา อาหาร เมื่อเขาเจ็บ เขาป่วย เกิดอุบัติเหตุหาหยูก หายา ช่วยรักษา
นั่งดูงาน มองงาน คิดงาน แล้ว “จินตนาการอย่างมีสติ (Commonsense imagination)”

ช่วยเขา อำนวยความสะดวกให้เขา...
เครื่องไม้ เครื่องมือใด มีคุณค่า มีประโยชน์ สามารถใช้ทำให้งานรุดหน้าอย่างรวดเร็ว อำนวยความสะดวก จัดหา ลงทุนเป็นน้ำใจให้เขา
งานเขาสบายขึ้น งานเราก็เดินรุดหน้าขึ้น รวดเร็ว ว่องไว ปลอดภัย

ชีวิตใคร ใครก็รัก
ใส่ใจงานก็ต้องใส่ใจคนด้วย

เอางาน ต้องเอาคน...
คนที่อยู่ได้ ทำงานให้เราได้นั้นก็เพราะ “เขามีใจ”
รักษาใจกันให้ดี พูดจากันดี ๆ คุยกันดี ๆ ชมเชย ยกย่อง ให้กำลังใจ และที่สำคัญ “ให้อภัย” ซึ่งกันและกัน งานที่หนักนั้นก็จะ "สบาย..."