(ต่อ)

KM.แบบจัดตั้งและ KM.แบบธรรมชาติ

ผมไม่ได้คิดจะเพิ่มคำใหม่ให้กับการจัดการความรู้นะครับ แต่เป็นประสบการณ์ที่เห็นมาไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรเลยใช้คำพวกนี้ และก็ไม่ได้มีเจตนาจะบอกว่าอย่างไรดีอย่างไรไม่ดีนะครับ ทำไม? ก็เพราะแต่ละองค์กรเริ่มต้นทำ KM ไม่เหมือนกัน บางองค์กรมีวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันมาตั้งนานแล้ว ก็เลยไม่มีคำว่า KM มาก่อน นั่นคือ เป็นแบบธรรมชาติองค์กร แต่ไม่ได้หมายความว่า จะทำKM แบบธรรมชาติไม่ได้จะกลายเป็นจัดตั้งไปหมด

การจัดการความรู้ ที่ผมเคยเห็นมีหลายระดับครับ (โดยผมจะละการจัดการความรู้ที่มีคนๆเดียวออกไปนะครับ)

แบบแรกที่พื้นฐานที่สุด คือ คนสองสามคน ชอบมานั่งถกนั่งคิด เหมือนสภากาแฟ แบบนี้ที่ไหนก็มี เป็นการเรียนรู้แลกเปลี่ยน อาจจะสุนทรียสนทนา หรือไม่ ไม่ค่อยมีขีดจำกัด ใครได้อะไรแค่ไหนก็สุดแต่นิสัยใจคอ การยอมรับ หรือเวรกรรมแต่ชาติปางก่อนที่สั่งสมมา แบบนี้คงมีมาตั้งแ่ต่มนุษย์เริ่มอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนแล้วล่ะครับ เดาว่าแม้ไม่ใช้ภาษาพูดก็คงมีภาษากายที่จะสื่อสารนะครับ หลายท่านคงถามว่า จัดเป็นKM หรือ? ผมว่า ถ้าไม่เอา คำจำกัดความอะไรตีความ วิวัฒนาการทางปัญญาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มาถึงยุคไปดาวอังคารขณะนี้ คลังปัญญา คลังความรู้ ก็เพิ่มพูนมาต่อเนื่องอย่างมหาศาล (แน่นอนต้องมีการจัดการความรู้อื่นๆมาร่วมด้วยครับ) การเรียนรู้ เลียนแบบ หาทางออกร่วมกัน ในยุคโบราณๆ ก็น่าจะก่อให้เกิดคลังความรู้ ไม่น้อย กระมัง

ในองค์กร ของพวกเรามีปรากฏการณ์ อย่างนี้มากมาย และตลอดเวลา การแลกเปลี่ยนมีทั้งเรื่องดี เรื่องไม่ดี เรื่องนินทากาเล ปฏิสัมพันธ์พวกนี้มีผลหลากหลาย ผู้บริหารที่ใจกว้างพอ ไม่ควรตีกรอบเฉพาะให้พูดคุยแต่เรื่องดีๆ หรือไม่นินทาผู้บริหาร ผู้มีส่วนร่วมในวงสนทนาพูดคุย ได้รับอยู่เสมอ แม้ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี ถ้าบรรยากาศการพัฒนาเดินหน้า เรื่องไม่ดีจะเป็นประเด็นนำสู่การรับรู้ ยอมรับและแก้ไข ถ้าบรรยากาศเผด็จการ ลำเอียงไม่ยุติธรรม เรื่องไม่ดีจะเป็นเสียงสะท้อนความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริง แล้วสิ่งที่เราควรทำเราควรแก้ให้พูดคุยเฉพาะเรื่องดีๆ โดยห้ามพูดคุยเรื่องไม่ดี หรือ จะมุ่งปรับปรุึงบรรยากาศการอยู่ร่วมครับ


แบบต่อมา อาจจะมีจุดประสงค์จุดมุ่งหมายมากขึ้น นั่นคือ คนอยู่ร่วมกัน ทำบางสิ่งร่วมกันอยู่ และอยู่ในบรรยากาศที่อยากทำให้สิ่งที่ทำอยู่ได้ผลออกมาดี ตรงนี้สำหรับผม ไม่จำกัดเหมือนกันว่า เป็นความคิดเชิงบวก หรือเป็นความคิดแข่งขัน หรือแม้แต่แก่งแย่งชิงดี เพราะนั่นก็ต่างเป็นเป้าหมาย แต่อาจจะนำไปสู่แนวทางการจัดการที่แตกต่าง และเจตนา รวมถึงขีดจำกัดต่างๆเช่นเวลา ที่แตกต่างกันออกไป

ในกรณีรพ. ถ้า งานผู้ป่วยใน สามารถจัดการการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ดีมากๆ จนเป็นที่เลื่องลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากคำร่ำลือของผู้ป่วยและญาติ รพ.อื่นๆที่ทราบข่าวและมีสถานการณ์การดูแลคนไข้ที่ิคล้ายๆกัน ก็คงอยากทำให้ได้เช่นกัน ก็อย่างที่ผมว่า ไม่ว่าเจตนาจะเป็นอย่างไร ลองถ้าคนในฝ่ายๆนั้นอยากทำได้บ้าง บรรยากาศการเรียนรู้ก็จะเริ่มก่อกำเนิด แล้วก็คงถึงขีดจำกัดที่มาจากเจตนานั่นแหละครับ ที่จะชี้นำว่าจะ ดูงาน ลอกเลียนแบบ จะแข่งขัน จะวิเคราะห์กระบวนการ จะหาความเสี่ยงของตนเอง จะทำร้อยเปอร์เซนต์(อย่างที่นิยม) จะต้องเสร็จในเจ็ดวัน ไม่ว่าวิชามารหรือไม่ หรือจะค่อยเป็นค่อยไปค่อยพูดคุยหาแนวทางของตนเอง ภายใต้ตัวอย่างดีๆของคนอื่นๆ อันนี้ก็สุดแท้แต่

รูปแบบที่ใช้จึงมีหลากหลาย จะเป็นทางการไม่เป็นทางการ ก็สุดแต่แนวทาง แต่ที่แน่ๆ การจัดการความรู้ต้องเกิดแน่ (ผลลัพธ์อีกเรื่อง นะครับ) ขึ้นกับ ความตระหนักอยากพัฒนาเริ่มที่ระดับไหนด้วยล่ะครับ ตรงนี้อาจเกิดขึ้นเองและทำกันไปเองอย่างไม่อึกทึกคึกโครม หรืออาจจะเป็นการเป็นงานจนเกิดการจัดตั้งต่างๆ ก็ได้นะครับ ไม่ผิดกติกาอะไรกระมัง

วราวุธ