“แค่เปลี่ยนความคิดชีวิตเราก็เปลี่ยน”

วันนี้ไม่มีอะไรใหม่นักเลยแกะบันทึกที่เขียนทิ้งไว้มาเขียนให้เสร็จ

จึงมีโอกาสเอามาให้ลองอ่านกันดูวันนี้

 

คิดให้ดี

 

                สิ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อจิตใจเราคือประโยคบอกเล่าธรรมดา ๆ ที่เราพูดกับตัวเองในชีวิตประจำวันนั่นเอง นักจิตวิทยาแนวการรู้คิด (cognitive psychology) กล่าวไว้เมื่อ ๔๐ ปีก่อน ทำให้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนพัฒนามาเป็นการประยุกต์สู่จิตวิทยาแนวhow to อย่างที่เราคุ้นเคยในหนังสือที่มีวางขายทั่วบ้านทั่วเมือง 

                นักจิตวิทยาย้ำให้เราเข้าใจว่า  แค่เปลี่ยนความคิดชีวิตเราก็เปลี่ยน ตะวันตกตอกย้ำเราว่า    ถ้าเราคิดว่าเราทำได้ เราก็จะสามารถทำได้  

วิลเลี่ยมส์  เจมส์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันภาคภูมิใจกับการค้นพบครั้งนี้ว่า  การอภิวัฒน์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของคนรุ่นเรา คือการค้นพบว่ามนุษย์เราโดยการเปลี่ยนทัศนคติภายในจิตใจของพวกเขา สามารถที่จะเปลี่ยนมิติภายนอกของชีวิตของพวกเขาได้

ชีวิตนี้ยังมีหวัง   คือความรู้สึกที่ได้จากการอ่านหนังสือแนว how to

มาถึงตรงนี้มีอย่างหนึ่งที่คล้ายกันระหว่างพระพุทธศาสนากับจิตวิทยาแนวนี้  ก็คือ 

จิตใจคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง    (มโนปุพพงฺคมา    ธมฺมา)

ขอยกตัวอย่างเรื่องด้วยนิทานเรื่องหนึ่งซึ่งหลายคนน่าจะคุ้นเคยเรื่องมีอยู่ว่า

เศรษฐีท่านหนึ่ง  ร่ำรวยมหาศาลแต่มีโรคประหลาดปวดศีรษะรักษาไม่หาย  หมอไหน ๆ ก็ไม่สามารถรักษาได้  จนหาที่พึ่งสุดท้าย  มาพบหลวงพ่อที่วัด

เศรษฐี!   โรคนี้ยังมีโอกาสหาย ได้ยินหลวงพ่อพูดอย่างนี้เศรษฐีเองก็ดีใจใหญ่เลย

ทำอย่างไรครับหลวงพ่อ กะวีกะวาดถามหลวงพ่ออย่างร้อนรน   แล้วตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ

มองอะไรให้เขียวเข้าไว้   เสียงของหลวงพ่อทำให้เศรษฐีรู้สึกเหมือนคนหลงทางในที่มืดกำลังสิ้นหวัง   พลันนั้นก็ได้ยินเสียงคนเรียก   พร้อมปรากฏแสงสว่างส่องทางเดิน

ตลอดทั้งวันหลังจากลาหลวงพ่อกลับถึงบ้าน  เศรษฐีวุ่นวายกับการให้คนเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสีเขียว  ไม่เว้นแม้แต่สัตว์เลี้ยงถูกจำพ่นสีเขียวทุกตัว(นึกภาพสนัขล็อตไวเลอร์สีเขียว) 

เศรษฐีรู้สึกสบายใจไม่ปวดหัวชื่นใจที่เห็นอะไร ๆ ก็เป็นสีเขียวไปหมดเลย  ขณะที่เดินออกมารับลมที่หน้าต่างอาการกำเริบขึ้นมาอีก  เพราะมองไปข้างนอกนั่นช่างไม่น่าอภิรมย์เหลือเกิน  บ้านซอมซ่อทรุดโทรม  คนจนมอมแมมเสื้อผ้าทั้งเก่าทั้งขาด  เศรษฐีทนดูไม่ได้สั่งระดมลูกน้อง

จัดการให้เรียบร้อย เศรษฐีสั่งคำเดียว

ชุมชนแออัดถูกจัดสร้างใหม่   สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย  เสื้อผ้าถูกจ่ายแจกออกไป  เวลาเศรษฐีเดินตรวจดูการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เป็นไป  ผู้คนเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มให้ความเคารพนับถือ  ชื่นชมในความเอื้อเฟื้อของเศรษฐี   (เดินยิ้มแก้มปริตลอดทาง)

นับแต่นั้นมาเศรษฐีไม่ปวดหัวอีกเลย

ผ่านไปหลายเดือนหลวงพ่อนึกอยากเดินทางมาเยี่ยมเศรษฐีว่าป่านนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

หลวงพ่อเอ๊ะใจตั้งแต่เดินเข้าชุมชนนี้มาแล้วว่า  ทำไมทุกอย่างถึงเป็นสีเขียวแม้แต่ถนนที่กำลังเดินอยู่  ไม่นานก็ถึงหน้าบ้านเศรษฐี

ยังเข้าไม่ได้ครับหลวงพ่อ ยามดักหน้าท่านไว้

เพราะอะไร?

หลวงพ่อต้องเปลี่ยนจีวรเป็นสีเขียวซะก่อนครับ

???

ขณะนั้นนั่นเอง   เศรษฐีมองมาเห็นหลวงพ่อก็ดีใจ   รีบวิ่งมากราบนมัสการท่าน

หลังจากถามสาระสุขทุกข์กันแล้ว  ทราบว่า เศรษฐีพยายามเปลี่ยนทุกอย่างทุกที่ที่ตนเองไปให้เป็นสีเขียว   ฟังดังนั้นแล้ว  หลวงพ่อก็คิดว่าไม่นานเศรษฐีคงปวดหัวอีกแน่นอน

ท่านเศรษฐีมองขึ้นไปบนฟ้าสิ หลวงพ่อบอก

เศรษฐีมองขึ้นไปตามที่หลวงพ่อบอก

โอ้...เหลือท้องฟ้ากระผมยังไม่ได้ทำให้มันเขียว 

ท่านคิดว่าจะทำได้เหรอ?

คงยากครับ ... แย่จัง!   ผมจะทำอย่างไรดี?  เศรษฐีเริ่มเครียด

ท่านเปลี่ยนทุกอย่างตามที่ใจคิดไม่ได้หรอก

แล้วผมจะทำอย่างไรครับหลวงพ่อ?

หลวงพ่อไม่กล่าวตอบ  มองเศรษฐีด้วยรอยยิ้มขณะที่เศรษฐีหนังหน้าผากเริ่มย่น   ขณะนั้นหลวงพ่อล้วงเข้าไปในย่ามหยิบของสิ่งหนึ่งยื่นให้เศรษฐี

เศรษฐีหยิบมาแล้วสวมฉับพลันทุกอย่างกลายเป็นสีเขียว  แม้แต่สีจีวรหลวงพ่อ

แน่นอนที่สุด   มันคือแว่นตาสีเขียวนั่นเอง...

เศรษฐีเกิดพุทธิไอเดียขึ้นทันที 

เราไม่สามารถเปลี่ยนทุกอย่างบนโลกนี้ได้ตามใจ   แต่เราสามารถเปลี่ยนใจเปลี่ยนมุมมองของตนเองได้ 

และเราก็ไม่ควรจะสิ้นหวัง  อุปสรรคหรือความขัดข้องอะไรในชีวิตไม่สามารถปิดทางเดินของเราได้   ยกเว้นแต่เราจะไม่เดินต่อ

เศรษฐีเริ่มที่ใจมีหวังว่าโรคของตนสามารถรักษาหายได้และทำทุกวิธีที่จะรักษา

สะท้อนให้เห็นว่า  ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ขอเพียงไม่ยอมแพ้ย่อมต้องแก้ไขได้แน่นอน

หลายคนอาจมองว่า  เศรษฐีทุ่มเทมากเกินไปแค่เปลี่ยนมุมมองชีวิตให้ตนเองพบความสุขก็เพียงพอแล้ว   แต่ลืมมองอีกมุมคือเศรษฐีได้ให้โอกาสแก่หลายชีวิตในชุมชนแออัด  ได้ลืมตาอ้าปากมีเศรษฐีเป็นแสงสว่างชี้ทางเดินในชีวิต  ลองคิดดูสิว่า  ถ้าเด็กในชุมชนเห็นท่านเศรษฐีเป็นตัวอย่างและได้เรียนรู้ว่า    เมื่อก่อนเศรษฐีก็ลูกคนจน   แต่ใช้ความอดทนและขยันจึงได้มีวันนี้

     วันนี้พวกเขาเป็นลูกคนจนก็จริง   แต่อีกสิบปีข้างหน้าลูกของพวกเขาอาจจะเป็นลูกเศรษฐีก็ได้

จิตใจที่มีหวังจึงเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีงามที่จะตามมา

ภาษาจิตวิทยาเรียกว่า  คิดเชิงบวก

ภาษาพระเรียกว่าคิดเร้ากุศล

จะเรียกต่างกันอย่างไรก็ตาม  แต่เนื้อหาทางจิตใจดุจเดียวกัน

               

                ไม่มีอะไรร้ายในเวลาที่เราใจดี       และจะไม่มีอะไรดีในยามที่เราใจร้าย   สุขภาพใจจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ   ว่าชีวิตนี้จะมีความสุข   ความสำเร็จหรือไม่ 

                เป็นที่ยอมรับกันว่า  คนจะประสบความสำเร็จมีความสุขนั้นจะต้องมี  EQ สูงกว่า IQ   เพราะอย่างหลังให้ความสำคัญกับเหตุผล   แต่อย่างแรกเน้นความรู้สึกและอารมณ์ตลอดจนถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์     ซึ่งเป็นผลมาจากจิตใจทั้งสิ้น

                คนที่มีจิตใจดีงามก็มี  EQ   สูง   คนเหล่านี้    จะดูแลความรู้สึกอารมณ์ของตนเองได้ดี    ในยามที่ทุกข์ท้อ    หรือโกรธเคืองไม่พอใจ   ก็จะไม่ปล่อยไปตามใจแต่จะมีกลไกยับยั้งชั่งใจประกอบด้วย   ซึ่งจะช่วยชะลอและปรับให้มีการสะนองตอบที่เหมาะสม    บนพื้นฐานของความถูกต้องในเชิงศีลธรรม

กลไกการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาจิตใจ   ทั้งทางจิตวิทยาและพระพุทธศาสนา   จึงเริ่มต้นเหมือนกันตรงที่  จิตใจ   โดยผ่านกระบวนการคิดพิจารณา    ใน        ลักษณะคือ

คิดให้รู้   คือ  การวางใจให้เป็นกลาง  มองสิ่งต่าง    ด้วยการคิดพิจารณาบนฐานของความเป็นจริง  ทั้งทบทวนสืบสวน  เชื่องโยงองค์ประกอบน้อยใหญ่  มองให้ได้หลายมุม  ยิ่งคิดวิเคราะห์ได้มากเท่าไหร่   ก็จะยิ่งทำให้เข้าใจในสิ่งนั้น ๆ มากขึ้น

คิดให้อยู่เป็นสุข   คือ  การคิดให้ตนเองสบายใจ   เพราะตามวิสัยของปุถุชน  แม้จะเข้าใจแต่ก็ยังก้าวไปไม่ถึง   เช่น   เข้าใจว่า  เกิด  แก่  เจ็บ  ตายนั้น  เป็นธรรมชาติปกติที่ทุกคนต้องเจอ  แต่พอถึงตนเองก็ยากที่จะทำใจรับได้    การคิดเร้ากุศลหรือคิดเชิงบวกนี้เป็นวิธีชะลอทุกข์  ให้ช้าลงจะได้เสริมความสุขเข้าแทรก 

คิดสนุกสร้างสรรค์              คือ  การคิดประยุกต์องค์ความรู้ที่ได้  พร้อมทั้งลงมือปฏิบัติ  เป็นการต่อยอดความรู้และสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้เพิ่มขึ้น  ซึ่งเรียกภาษาพระว่า  ภาวนา    ก็คือการลงมือปฏิบัติตามข้อทฤษฏีที่ได้รู้มาว่ามันเป็นจริงหรือไม่    เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เข้าถึงแก่นแท้    ไม่ใช่แค่เข้าใจในความคิด    แต่มันสถิตซึ้งในใจ    เป็นความเข้าใจถาวรไม่มีลืม    เป็นทัศนคติที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง

 

สรุปก็คือ  ถ้าอยากให้ชีวิตนี้ดีมีความสุข          ขอให้คิดให้ดี  ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นคิดดีไว้ก่อน  หลวงพ่อชาบอกว่า  คิดอย่างไรเป็นอย่างนั้น

 

เอกสารประกอบการเขียน

พระพรหมคุณาภรณ์(ปอ.ปยุตฺโต) ,วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม, ธรรมสภา,๒๕๕๐.

วิทยากร  เชียงกูล,จิตวิทยาความฉลาดและความคิดสร้างสรรค์,สายธาร,๒๕๕๑.