นอนอ่านหนังสือ "ความฝันโง่ ๆ" ของ วินทร์ เลียววาริณ เมื่อคืนแล้ว

อืมม ... น่าบันทึกเก็บไว้ครับ

 

 

ไม่มีความคิด ก็ไม่รู้คุณค่าของแสงตะวัน
ไม่มีความหนาวเย็น ก็ไม่รู้คุณค่าของความอบอุ่น
ไม่มีความสูญเสีย ก็ไม่รู้คุณค่าของการมี
 
เวลาเป็นสิ่งที่ผ่านแล้วผ่านเลย แต่น่าแปลกที่หลายคนชอบใช้เวลาไปกับการดูเวลา
 
ตะบองเพชรที่ยืนกลางแดดแผดเผาชั่วนาตาปี ยังออกดอกงดงามได้
อุปสรรคจะเป็นอุปสรรคก็ต่อเมื่อเรามองมันเป็นอุปสรรค
 
ความรู้เป็นคนละเรื่องกับการเข้าโรงเรียน
 
ต้นหญ้าที่ถูกไฟป่าเผาผลาญ
ผลิใบใหม่ออกมาเสมอเมื่อมีโอกาส
เกิดเป็นคน กลัวอะไรกับอุปสรรค
 
มองโลกด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยสายตาอย่างเดียว
 
อุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทาง ทำให้การเดินทางมีรสชาติมากขึ้น
 
เราแสดงความสุภาพต่อผู้อื่น มิใช่เพราะมารยาทสังคม
หากแต่เพราะเรามีคุณค่าพอที่จะทำสิ่งดี ๆ ในชีวิต
 
ทุกสิ่งมองได้สองด้านเสมอ
 
เวลาเป็นธรรมชาติที่รีไซเคิลไม่ได้
 
ใช้เวลาปัจจุบันไปกับอดีตและอนาคตเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า
 
การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด คือ ความสามารถที่จะรู้ว่า เราไม่รู้อะไร
 
เมื่อท้องอิ่ม เรารู้สึกว่าต้องการอะไรจากโลกน้อยลง
 
วุฒิภาวะมิใช่ได้มาจากการใช้จ่ายเงิน ซื้อมา แต่จากการใช้จ่ายชีวิต
 
จงรู้เท่าทันความทุกข์ที่เกาะใจเรา
 
รู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ อันตรายกว่าไม่รู้เลย
 
ไม่มีอะไรเลวร้ายที่สุด นรกของคนหนึ่งอาจเป็นสวรรค์ของอีกคนหนึ่ง
เรื่องคอขาดบาดตายของคนหนึ่งอาจเป็นเรื่องธรรมดาของอีกคนหนึ่ง
 
ไม่มีอะไรในโลกที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
 
ความอ่อนไหวไม่ใช่เรื่องอ่อนแอ
ความแข็งแกร่งก็ไม่ใช่ความเข้มแข็งเสมอไป
เพราะชีวิตที่ดีคือการรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา
 
รอยยิ้มก็เช่นแสงแดดในฤดูหนาวและลมเย็นในฤดูร้อน
 
การพูดจาสกปรกเท่ากับการดูแคลนตัวเองอย่างหนึ่ง
 
การรู้จักรับรู้ความงามในสิ่งที่ไม่น่าดูงาม เป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่ง
 
คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่เนื้อใน
 

การปฏิเสธจุดอ่อนของตน ก็เหมือนการไม่ยอมรับว่ามีรูรั่วบนเรือที่กำลังแล่น

 
คุณค่าของการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย
อาจอยู่ที่การใช้ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย
 
คุณค่าของคนก็เช่นคุณค่าของดอกไม้
มิได้อยู่ที่ระยะเวลาของความสด
แต่อยู่ที่ความทรงจำระหว่างที่มันยังสด
 
กฎระเบียบกับดักเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน
 

  

ลองเดินหน้าสู่ความฝันโง่ ๆ ดีกว่าไม่ทำอะไร :)...

 

 

 

ขอบคุณหนังสือดี ๆ

วินทร์ เลียววาริณ.  ความฝันโง่ ๆ.  กรุงเทพฯ: 113, 2549.