บทเรียนราคาแพง ที่ต้องใช้ชีวิตคนไข้เป็นเดิมพัน เรากำลังพัฒนาอะไรกันกระดาษหรือความเป็นมนุษย์ องค์รวมที่พูด ๆ กันหายไปไหน

ใครบ้างหนออยากจะพานพบเหตุการณ์อย่างนี้...

เรามาเล่าถึงสิ่งใกล้ตัวกันดีกว่า คืนนั้นเรากำลังจะหลับได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นก็คิดว่าเรื่องงานอีกแล้ว....แต่พอรับแล้วไม่ใช่  ตกใจแทบแย่

เสียงโทรศัพท์กริ่งแรกเป็นเสียงแม่สามีโทรฯมาบอกว่าพอเป็นไส้ติ่ง  ตอนนั้นเสียงแม่ราบเรียบแต่ปนด้วยความตื่นตนก  เพราะต้องเก็บอารมณ์ไม่ให้ลูก ๆ ตกใจไปด้วย แล้วพูดว่า

พ่อปวดท้องด้านขวามาก ครั้งแรกปวดบริเวณสะดือก่อนแล้วย้ายที่ไปข้างขวา  ปวดมากจนทนไม่ได้  แม่ขอพาพอไปโรงพยาบาลรัตภูมิก่อน”  ไปโรงพยาบาลรัตภูมิ  มีพยาบาลที่รู้จักเพราะพ่อเป็นคุณครูมาก่อน เมื่อเกษียนก่อนอายุจึงมาเป็นผู้นำชุมชน   ต่อมามีแพทย์ผู้หญิงไม่ทราบชื่ออะไร  ตรวจดูท้องอาการไม่เหมือนไส้ติ่งเพราะกดท้องตำแหน่งที่เจ็บแล้วไม่สดุ้งตามทฤษฎี  ก็เลยให้เจาะเลือดพอผลเลือดออกมาทั้งหมอและลูกศิษย์พ่อก็บอกว่าเป็น 

โรคชิคุนกุนยาแน่ ๆ  ตอนนั้นอาการปวดของพ่อทุเลาลงเพราะได้ยารับประทานเป็นยากระเพาะ  และยาแก้ท้องอืด  อาการปวดก็ยังมีอยู่แต่ทนได้  จึงกลับไปนอนบ้าน  ไม่นานอาการปวดก็เป็นอีกจนสั่นสะท้านถืออะไรก็ไม่ได้  แม่จึงพาพ่อไปโรงพยาบาลอีกครั้ง  คราวนี้ได้ยาฉีดไม่ทราบชนิดแล้วนำพ่อออกมานอนข้างนอก  พ่อก็ยังไม่หายปวดจึงบอกพ่อว่า

 เดี๋ยวหมอฉีดให้อีกเข็มเป็นยาที่แรงที่สุดในโรงพยาบาลแล้วพ่อก็ไม่พูดอะไร  ก็ให้ฉีดแต่โดยดี เพราะปวดมันมากกว่ากลัวเข็ม"  ขณะนั้นพอทุเลาปวดลงพ่อพูดว่า 

วิญญาณเดินไปมาตลอด  ไอ้เราก็นึกว่าผี  แต่ในความหมายพ่อในที่นี้หมายถึงหมอ  พยาบาล  และเจ้าหน้าที่ไม่มีใครสนใจ  พ่อจึงบอกแม่กลับบ้านเหอะ กลับไปบ้านได้ไม่นานก็มีอาการปวดอีกคราวนี้ปวดมากจนทะลุหลัง  แม่ก็เลยขอช่วย       ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมาดู ท่านบอกว่าอย่างนี้เป็น 

ไส้ติ่งแน่ ก็เลยส่งตัวมาโรงพยาบาลหาดใหญ่  มาก็ได้รับการบริการที่ดีตั้งแต่เข้าประตู  จนกระทั่งผ่าตัด  ผ่าเข้าไปพบว่าไส้ติ่งแตกแล้ว  นายแพทย์บันลือก็ล้างท้องให้จนสะอาด  และต่อท่อยางไว้  เพื่อให้น้ำหรือหนองไหลออกมา  อาการพ่อก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ รอเวลาเพียงเมื่อไหร่จะเย็บแผลปิด