ชีวิตประจำวันของเราทุกคน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีใช้เทคนิคการเจรจาหรือการต่อรองกับเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้การทำงานหรือการดำเนินชีวิตในแต่ละวันประสบความสำเร็จ

             ชีวิตประจำวันของเราทุกคน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีใช้เทคนิคการเจรจาหรือการต่อรองกับเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้การทำงานหรือการดำเนินชีวิตในแต่ละวันประสบความสำเร็จ การเจรจาที่ดีมีส่วนช่วยให้งานของเราได้รับผลตามวัตถุประสงค์อย่างราบรื่นและรวดเร็ว แต่ละท่านคงมีวิธีการที่แตกต่างกันตามลักษณะนิสัยของตน ลักษณะนิสัยของผู้ที่เราต้องไปเจรจาต่อรองด้วย วัตถุประสงค์ของงานหรือภารกิจ หรือแม้แต่ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการเจรจาต่อรอง ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ในการเจรจาต่อรอง และยังได้รับการยอมรับจากคนใกล้ตัวหลายๆ คนว่า ดิฉันประสบความสำเร็จในการเจรจาต่อรอง และมีวิธีการที่ได้รับการตอบรับมาว่า “ยอมก็ได้” (โดยที่ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้ายอมจริงๆ หรือยอมๆ ไปเพราะรำคาญ) เพราะดิฉันนิยมซึมซับการเจรจาต่อรองโดยไม่รู้ตัว จนถึงบางครั้งโดนดุว่า “ขอให้ได้ต่อรองเถอะ ให้สบายใจ” แต่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ท่านผู้อ่านที่สนใจจะนำไปทดลองใช้การเหตุการณ์ในขีวิต ประจำวันของท่าน เผื่อว่าจะได้ผลในการเจรจาต่อรองเช่นเดียวกันบ้าง
            
             ในการเจรจาต่อรองนั้น ก่อนอื่นเราต้องคิดก่อนว่าเรามีเป้าหมายอะไรที่จะเจรจา แต่นั่นต้องหมายถึงว่า เราได้ทบทวนแผนการปฏิบัติงานของเราก่อนว่า มีผลได้ผลเสียอะไร มีขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างไร มีข้อเสียหรือข้อบกพร่องอะไร และเราต้องการจะปิดช่องโหว่ของสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีการใด 

             เมื่อเราต้องเริ่มติดต่อเพื่อเจรจา เราต้องพิจารณาว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับส่วนงานที่เราจะไปเจรจามีใครบ้างทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับหัวหน้างาน เพราะควรได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จากประสบการณ์นั้นควรเริ่มเจรจาจากผู้ปฏิบัติงานก่อนเพื่อรับทราบขั้นตอนการดำเนินงาน แนวคิด ข้อพึงระวังต่างๆ ว่าเหตุใดจึงเลือกดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้เดิม แล้วพยายามเสนอขั้นตอนหรือแนวทางใหม่ที่เราต้องการโดยไม่บังคับ เป็นการถามเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ชี้ให้เห็นจุดดี จุดเด่น จุดด้อย ของแนวทางเก่าและแนวทางใหม่เปรียบเทียบกัน ชี้ให้เห็นว่า ถ้ามีการดำเนินการตามแนวทางเดิมเปรียบเทียบกับแนวทางใหม่จะส่งผลให้งานรวดเร็วมากขึ้นเพียงใด และผู้ปฏิบัติงานจะทำงานได้สะดวกมากขึ้นหรือไม่ อย่างไร การสอบถามกับผู้ปฏิบัติงานนี้อาจไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนเพราะต้องขึ้นอยู่กับหัวหน้างานเป็นหลัก แต่เราควรต้องสอบถามเพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการเจรจากับหัวหน้างานต่อไป เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราคาดเดาได้ว่าเป้าหมายของการปฏิบัติในส่วนของผู้อื่นเป็นอย่างไร ตามแนวคิด “รู้เขา รู้เรา”

             การเจรจาต่อรองกับหัวหน้างานที่อาจมีฐานะเทียบเท่าหรือสูงกว่าเรามีความแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ประเด็นหลักเป็นการขอความร่วมมือเพื่อสนับสนุนแนวทางการปฏิบัติงานตามแนวทางของเรา แต่ไม่ใช่การโน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนเป้าหมายตามความคิดของเรา เป็นการประนีประนอมให้เห็นเกิดการยอมรับทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก ชี้ให้เห็นว่าเขาจะได้รับประโยชน์อย่างไร หรือถ้าปฏิบัติงานตามแนวเดิมจะสร้างความลำบากใจในการปฏิบัติงานแก่เราอย่างไรบ้าง อาจดูเหมือนทั้งปลอบทั้งขู่ (แต่ก็จำเป็นในบางกรณี) ส่วนทักษะสำคัญที่เราจะขาดไม่ได้ คือ ความอดทนและความนอบน้อม เราต้องอดทนแม้ว่าจะได้รับการพร่ำบ่นใดๆ ที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานก็ตาม และเราต้องไม่แสดงอาการไม่พอใจทั้งหน้าตาและน้ำเสียงเพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีอยู่เสมอ พึงระวังและระลึกไว้เสมอว่า “ไม่ว่าผลการเจรจาต่อรองจะเป็นอย่างไร เรายังต้องทำงานร่วมกับเขาอยู่ต่อไป” ข้อที่สำคัญคือ อย่าทำให้ผู้บังคับบัญชา หัวหน้างาน หรือหัวหน้าโครงการของเราเดือดร้อนจากการเจรจาของเรา อย่าโทษว่าเป็นความคิดหรือความผิดของผู้บังคับบัญชา หัวหน้างาน หรือหัวหน้าโครงการ เราต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราพูดค่ะ

             จริงๆ ต้องขอบอกว่าสิ่งที่บอกไปคงยังไม่เห็นว่าแล้วจะเอาไปใช้ยังไงให้ได้ผล แล้วใช้ได้กับทุกสถานการณ์เหรอ ความจริงแล้วควรจะดูจากเรื่องเล่าตัวอย่างต่างๆ ที่ไปพบมามากกว่า เอาไว้มีโอกาสคราวหน้าจะมาเขียนเล่าเป็นกรณีตัวอย่างให้ได้อ่านกันนะคะ หวังว่าผู้อ่านคงจะเห็นอะไรมากขึ้นว่ารายละเอียดของการเจรจาต่อรองทำได้ทุกสถานการณ์จริงๆ