ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า...ความจริง...ที่ปรากฏต่อหน้า จะมีผลต่อทุกส่วนของกายและจิต

หลังจากเข้ามาแสดงความคิดเห็นกับพระอาจารย์ชัยวุธ...

P BM.chaiwut
ในบันทึก...ทานปรมัตถบารมี....ผมเห็นว่าสำคัญกับผมมาก...จึงเอามาปรับเขียนใหม่ในบันทึกนี้ครับ....

เมื่อวันที่ 26 มิย.52 คืนที่ผมไปช่วยน้อง ๆ จัดอบรมเด็กเยาวชน เรื่องการจัดตั้งศูนย์บริการที่เป็นมิตร... ซึ่งมียุงเข้ามาในห้องประชุมมากมายหลายตัวทีเดียว  จำได้ว่าขณะกำลังทำงานกับโน๊ตบุ๊คอยู่ สมาธิไปอยู่ที่งาน พอยุงกัดผมเงื้อมือเต็มที่ มาชงักได้ทันขณะที่มือใกล้จะถึงตัวยุง เปลี่ยนมาเป็นไล่ยุงไป แต่ก็เห็นจิตขุ่นมัวขึ้นมาแวบนึง...

วันที่ 27 มิย.พอมีเวลาที่ผมได้อยู่คนเดียวในห้องประชุมผมลองให้ทานเลือดแก่ยุงครับ เห็นว่าเขาอยากดื่มเลือดผมนัก...เลยปล่อยให้ดูดเลือดจนอิ่มหนำ... ตัวแรกอิ่มจนบินแทบไม่ไหว(นับดูแล้วผมให้ยุงดื่มเลือดไปถึง 7 ตัวด้วยกัน...555)...ส่วนจิตผมเอง สังเกตุเห็นว่า ... เมื่อก่อนเคยตบยุงเสียเละ...เลือดกระจาย(เลือดเราเองนะเนี่ย...ถึงได้เจ็บ...555) หลังจากตบและเกา...จะมีผื่นแดงเกิดขึ้น...เจ็บและคันต่อไปอีกหน่อย พักนึงก็หาย... แต่คราวนี้ จิต บอกเราว่าเจ็บนิดนึงตอนถูกปากยุงแทงลงในเนื้อ...จากนั้นก็หาย...จนยุงอิ่ม แล้วก็จากไป... ผมตั้งข้อสังเกตุว่า...ขณะที่ปากของยุงจิ้มลงในเนื้อเรา...ยุงจะยอมตาย...ไม่ว่าเราจะจับ...จะเขี่ย...แหย่อย่างไรก็ไม่ยอมไป...จนกว่าจะอิ่ม...แต่พออิ่มแล้วก็จากไปโดยไม่สนใจใยดี

ผมสังเกตุดูจิตของตัวเอง...เมื่อก่อนเคยคิดว่าจะหาวิธีฝึกให้จิตสงบ...พอฟังซีดีหลวงพ่อปราโมทย์...ท่านว่า...จิตเป็นจิต...ไม่ใช่เรา...จะไปบังคับให้สงบได้อย่างไร...ไม่มีทาง...จิตย่อมเคลื่อนไหวไปมา...เข้านอกออกใน...เร็วและล่องหนง่าย...ไม่มีใครควบคุมบังคับได้...เพราะมันเกิดดับอยู่ตลอดเวลา...แต่ถ้าตามดูตามรู้ จนเท่าทันในทุกสภาวะ...เราก็จะเห็นจิต...เมื่อเห็นสภาวะจิตจนเคยชินกับรูปแบบสภาวะต่าง ๆ ของจิตได้แล้ว...จึงจะเข้าถึงฐานจิตได้

    จิตลอยล่อง ไม่รู้        ลองทำ

จดจ่อจิต  จากจำ          ปล่อยแล้ว

จิตจากร่าง แยกร้าง      ห่างรู้ ดูตาม

ปล่อยจิตไป อย่าได้       อยากรู้ จริงจัง

ผ่านมาถึงเช้าวันนี้...จอดรถก่อนเข้าที่ทำงาน...ฟังเสียงหลวงพ่อปราโมทย์จากซีดีบทสุดท้ายของแผ่น...ท่านเล่าถึงความดื้อของคนดื้อที่มีมิจฉาทิฐิ ยึดมั่นเอาการฝึกสติแบบ สมถะ... ฟังถึงตรงนี้เล่นเอาผมปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่คนเดียวในรถ... ผมรีบตามดูจิตว่าเป็นแบบไหน พบว่าไม่ใช่ขุ่นข้องแต่เป็นปิติ ท่านนับเป็นครูบาอาจารย์ที่เคาะเอามิจฉาทิฐิใหญ่ที่ครอบงำผมอยู่ทิ้งไปทั้งกะเบอะ...เลยพาลให้ปิติหลั่งใหลล้นทะลักจนบังคับร่างกายไม่อยู่(ซึ่งท่านรู้ก็คงบอกว่า...ไม่ต้องบังคับมัน...ขอให้รู้เป็นพอ...555)

เมื่อมิจฉาทิฐิถูกเคาะทิ้ง ความจริงที่ควรรู้ก็ปรากฎตรงหน้า...

ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า...ความจริง...ที่ปรากฏต่อหน้า จะมีผลต่อทุกส่วนของกายและจิตถึงเพียงนี้...