มีโอกาสได้อ่านข่าวทางหนังสือพิมพ์และดูข่าวทางรายการข่าวโทรทัศน์เมื่อวานนี้ มีการวิจัยจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่เรามักเรียกกันติดปากว่า เอแบคโพลล์ มีรายละเอียดที่น่าสนใจสั้น ๆ ดังนี้
สำนักวิจัยเอแบคโพลมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเรื่องชีวิตที่พอเพียงกับความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนและประเด็นสำคัญอื่นๆของประเทศในขณะนี้ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวน 1,228 ครัวเรือน ทั้งนี้ ในการสำรวจความเห็นกรณีการทุจริตคอร์รัปชั่นมีประชาชนถึงร้อยละ 84.5 มองว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำธุรกิจ และส่วนใหญ่ร้อยละ 51.2 ยังยอมรับได้ที่รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น โดยคิดว่าทุกรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชั่นถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้
ผมจึงเกิดคำถามกับตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากกลุ่มตัวอย่างที่ทำวิจัยนี้เป็นตัวแทนของประชากรได้จริง ต่อไปนี้เราจะสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม กับ นักเรียนกันอย่างไรดีเพราะหากสังคมเชื่อว่าการทุจริตเป็นเรื่องยอมรับได้(ถึงแม้จะบอกว่าหากประเทศรุ่งเรือง ซึ่งนั่นเป็นเพียงความฉาบฉวยที่เขาทำให้เราเห็น) ต่อไปนี้คนซื่อตรง สุจริตคงค่อย ๆ หาย ไปจากสังคม เพราะธรรมชาติของคนในเมื่อมีทางลัด น้อยคนนักจะอยากไปทางตรง
ครูจึงมีบทบาทอย่างยิ่งในการจะเปลี่ยนแปลงทัศนคตินี้ โดยการเริ่มจากเด็ก ๆ ไม่แน่นะครับ ถ้าเราทำอย่างจริงใจกัน อีกสัก 15 ปี เราอาจจะเห็นงานวิจัยที่บอกว่า "ผลสำรวจความเห็นกรณีการทุจริตคอร์รัปชั่นมีประชาชนถึงร้อยละ 99.99มองว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องเลวร้าย และไม่สามารถยอมรับได้" แต่ที่แน่ ๆ วันนี้ครู ๆ เราสำรวจตนเองกันดีก่อนไหมครับ