1. ทฤษฎีกลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorisms)
การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า และการตอบสนอง กลุ่มนี้ให้ความสนใจกับ “พฤติกรรม” อย่างมาก
ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดท์ (Thorndike’s Classical Connectionism)
1) การลองผิดลองถูก (Trial and error) บุคคลจะมีการลองผิดลองถูก และปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบรูปแบบการตอบสนองที่สามารถให้ผลที่พึงพอใจมากที่สุด
- การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแบบลองผิดลองถูก จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในวิธีการแก้ปัญหา จดจำการเรียนรู้ได้ดี และเกิดความภาคภูมิใจในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
2) กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีถ้าผู้เรียนมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ
- การสำรวจความพร้อมหรือการสร้างความพร้อมของผู้เรียนก่อนที่จะสอนบทเรียน เช่น การสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเรียน การเชื่อมโยงความรู้เดิมมาสู่ความรู้ใหม่ การสำรวจความรู้พื้นฐาน ฯลฯ เพื่อดูว่าผู้เรียนมีความพร้อมที่จะเรียนบทเรียนต่อไปหรือไม่
3) กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) การฝึกหัดหรือกระทำบ่อยๆ ด้วยความเข้าใจจะทำให้การเรียนรู้อยู่คงทนถาวร ถ้าไม่ได้กระทำซ้ำบ่อยๆ การเรียนรู้นั้นจะไม่คงทนถาวร และในที่สุดอาจลืมได้
- ถ้าต้องการให้ผู้เรียนมีทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว ครูจะต้องช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องนั้นอย่างแท้จริง แล้วให้ฝึกฝนโดยกระทำสิ่งนั้นบ่อยๆ แต่อย่าให้ซ้ำซาก เพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย
4) กฎแห่งการใช้ (Law of Use and Disuse) การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ความมั่นคงของการเรียนรู้จะเกิดขึ้นหากได้มีการนำไปใช้บ่อยๆ
หากไม่มีการนำไปใช้อาจมีการลืมเกิดขึ้นได้
- เมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้ว ควรให้ฝึกนำการเรียนรู้นั้นไปใช้บ่อยๆ
5) กฎแห่งผลที่พึงพอใจ (Law of Effect) เมื่อบุคคลได้รับผลที่พึงพอใจก็จะทำให้อยากที่จะเรียนรู้ต่อไป แต่ถ้าได้รับผลที่ไม่พึงพอใจ ก็จะไม่อยากเรียนรู้ ดังนั้นการได้รับผลที่พึงพอใจ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้
- การให้ผู้เรียนได้รับผลที่ตนถึงพอใจ จะช่วยให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จ
การศึกษาว่าสิ่งใดเป็นสิ่งเร้าหรือรางวัลที่ผู้เรียนพึงพอใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบอัตโนมัติ (Classical Conditioning) ของพาฟลอฟ(Pavlov)
ผงเนื้อบด สิ่งเร้าตามธรรมชาติ (Unconditioned Stimulus)
กระดิ่ง สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (Conditioned Stimulus)
สุนัข...............................ผงเนื้อบด + เสี่ยงกระดิ่ง -------------------- น้ำลายไหล
สุนัข --------------------- เสี่ยงกระดิ่ง ----------------------------------------- น้ำลายไหล
สรุป การเรียนรู้ของสุนัขเกิดจากการตอบสนองต่อสิงเร้าที่วางเงื่อนไข
1) พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์เกิดจากการวางเงื่อนไขที่ตอบสนองต่อความต้องการทางธรรมชาติ (สุนัขน้ำลายไหลเมื่อได้รับผงเนื้อ)
- การนำความต้องการทางธรรมชาติของผู้เรียนมาใช้เป็นสิ่งเร้า สามารถช่วยผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี เช่น เด็กชอบเล่นตุ๊กตาสัตว์ ครูควรสอนให้เด็กอ่านและเขียนชื่อสัตว์ต่างๆ โดยให้ตุ๊กตาเป็นรางวัล
2) พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์ สามารถเกิดขึ้นได้จากสิ่งเร้าที่เชื่อมโยงกับสิ่งเร้าตามธรรมชาติ (สุนัขน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง)
- การสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเรื่องใด อาจใช้วิธีเสนอสิ่งที่สอนไปพร้อมๆ กับสิ่งเร้าที่ผู้เรียนชอบตามธรรมชาติ เช่น เด็กชอบฟังนิทาน ครูก็จะให้เด็กเขียนคำศัพท์ที่ใช้ในนิทานนั้นไปพร้อมๆ กับการเล่านิทาน
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอร์แรนต์ (Operant Conditioning)ของสกินเนอร์ (Skinner)
มีการเสริมแรงเข้าไปช่วย
1) การกระทำใดๆ ถ้าไดรับการเสริมแรง จะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีก ส่วนการกระทำที่ไม่มีการเสริมแรง แนวโน้มที่ความถี่ของการกระทำนั้นจะลดลง และหายไปในที่สุด (หนูวิ่งชนคาน จะมีอาหารตกมาให้กิน)
- ในการสอน การให้การเสริมแรงหลังการตอบสนองที่เหมาะสมขอผู้เรียน จะช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองที่เหมาะสมนั้น
2) การเสริมแรงที่แปรเปลี่ยน จะทำให้การตอบสนองคนทนกว่าการเสริมแรงที่ตายตัว (หนู 2 ตัว
ตัวที่ 1 กดคานจะได้อาหารทุกครั้ง ตัวที่ 2 เมื่อกดคาน บางทีก็ได้อาหาร บางที่ก็ไม่ได้อาหาร เมื่อหยุดให้อาหาร ตัวที่ 1 จะเลิกกดคานทันที ส่วนตัวที่ 2 จะยังกดต่อไปอีกนานกว่าตัวแรก )
- การเว้นระยะการเสริมแรงอย่างไม่เป็นระบบ หรือเปลี่ยนรูปแบบการเสริมแรง จะช่วยให้การสนองของผู้เรียนคงทนถาวร เช่น ครูชมนักเรียนว่า “ดี” ทุกครั้งที่นักเรียนตอบถูกอย่างสม่ำเสมอ นักเรียนจะเห็นความสำคัญของการเสริมแรงน้อยลง ดังนั้นครูจึงควรมีการเปลี่ยนวิธีการเสริมแรงเป็นแบบอื่นบ้าง เช่น ยิ้ม พยักหน้า หรือบางครั้งอาจไม่มีการเสริมแรง
3) การลงโทษทำให้เรียนรู้ได้เร็วแต่ก็ลืมเร็ว (จับหนูที่หิวจัดใส่กรงแล้วช็อตด้วยไฟฟ้า หนูจะวิ่งพล่านจนออกมาได้ แต่เมื่อจับหนูตัวเดิมใส่กรงใหม่ หนูก็จะวิ่งพล่านอีก และจำทางออกไม่ได้)
- การลงโทษที่รุนแรงเกินไป มีผลเสียมาก ผู้เรียนอาจไม่ได้การเรียนรู้ หรือว่าสิ่งที่เรียนไม่ได้เลย ควรใช้วิธีการงดการเสริมแรงเมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์
4) การเสริมแรงหรือการให้รางวัลเมื่ออินทรีย์กระทำพฤติกรรมที่ต้องการ สามารถช่วยปรับหรือปลูกฝังนิสัยที่ต้องการได้ (การทดลองที่ให้กำหนดหนูแสดงพฤติกรรมตามที่ต้องการก่อนจึงให้แรงเสริม – การฝึกหนูเล่นบาสเกตบอล)
- ถ้าต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือปลูกฝังนิสัยให้แก่ผู้เรียน ครูควรแยกแยะขั้นตอนของปฏิกิริยาตอบสนองออกเป็นลำดับขั้น โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียน และเมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ก็ให้การเสริมแรงที่เหมาะสมทันที เช่น คะแนน คำชมเชย การให้โอการแสดงตัว ฯ ล ฯ
2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธนิยม ( Cogntitvism )
การเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมที่เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเท่านั้น แต่การเรียนรู้เป็นกระบวนทางสติปัญญาของมนุษย์ในการที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ตนเอง
ทฤษฎีเกสตัลท์ ( Gastalt Theory )
แนวคิดหลักของทฤษฎีนี้คือ “The whole is more than sum of the parts”
1) การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดซึ่งเป็นกระบวนการภายในของตัวมนุษย์
- กระบวนการคิดเป็นกระบวนการสำคัญในการเรียนรู้ การส่งเสริมกระบวนการคิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
2) บุคคลจะเรียนรู้จากสิ่งเร้าที่เป็นส่วนรวมได้ดีกว่าส่วนย่อย
- การสอนโดยสอนภาพรวมให้ผู้เรียนเห็นและเข้าใจก่อนการสอนส่วนย่อย จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ( สอนภาพรวมก่อนแล้วจึงแยกสอนทีละส่วน )
3) การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ คือ
1. การรับรู้ (Perception) เป็นกระบวนการที่บุคคลใช้ประสาทสัมผัสรับสิ่งเร้าละถ่ายโยงเข้าสู่สมองเพื่อผ่านเข้าสู่กระบวนการคิด สมองหรือจิตจะใช้ประสบการณ์เดิมตีความหมายของสิ่งเร้า และแสดงปฏิกิริยาตอบสนองออกไปตามที่จิตหรือสมองตีความหมาย
2. การหยั่งเห็น (Insight) เป็นการค้นพบหรือการเกิดความเข้าใจในช่องทางแก้ปัญหาอย่างฉับพลันทันที อันเนื่องมาจากผลการพิจารณาปัญหาโดยส่วนรวม และการใช้กระบวนการทางความคิดและสติปัญญาของบุคคลนั้น
- การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์มากและหลากหลายจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถคิดแก้ปัญหา และคิดริเริ่มได้มากขึ้น
- การจัดประสบการณ์ใหม่ให้มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีและง่ายขึ้น
- การจัดระเบียบสิ่งเร้าที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี คือการจัดกลุ่มสิ่งเร้าที่เกิดการเรียนรู้ได้ดี และรวดเร็ว
- การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้แบบหยั่งเห็นได้มากขึ้น
ทฤษฎีทางสติปัญญาของเพียเจต์
การเรียนรู้ของเด็นเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีการพัฒนาการไปตามวัยต่างๆ เป็นลำดับขั้น เพียเจต์เน้นความสำคัญของการเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กมากกว่าการกระตุ้นเด็กให้มีการพัฒนาการเร็วขึ้น
1) พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่างๆ
0 – 2 ปี - ความคิดขึ้นกับการรับรู้และการกระทำ ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางไม่สามารถ
เข้าใจความคิดของผู้อื่น
2 – 7 ปี - ความคิดยังขึ้นอยู่กับการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถที่จะใช้เหตุผล
อย่างลึกซึ้ง แต่สามารถเรียนรู้และใช้สัญลักษณ์ได้ การใช้ภาษา
7 – 11 ปี - คิดแบบรูปธรรม เด็กสามารถสร้างภาพในใจและสามารถคิดย้อนกลับได้
มีความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวเลข และสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น
11 – 15 ปี - คิดสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ สามารถคิดตั้งสมมติฐานและกระบวนทาง
วิทยาศาสตร์ได้
เยี่ยมมากค่ะ