ไม่มีประโยน์ที่จะมานั่งโมโหกับชะตาชีวิตที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น ความเจ็บป่วยและความยากจน ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างสูญสิ้นแต่การหมดสิ้นศรัทธาในชีวิตนี่สิ เป็นสิ่งที่ไม่น่าให้อภัย

   อาจิ้น หรือ ไล่ตงจิ้น เกิดมาในครอบครัวที่พ่อเป็นคนตาบอด ประกอบอาชีพขอทานเลี้ยงทุกคนในครอบครัว มีแม่เป็นคนปัญญาอ่อน ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องผูกติดไว้กับต้นไม้ของสุสานหรือเสาของศาลเจ้าร้าง มีพี่น้องอีก 11 คน สิ่งที่อาจิ้นต้องทำเป็นประจำทุกวันคือ การเดินถือขัน 1 ใบ ออกเดินทางจากศาลเจ้าร้างหรือต้นไม้กลางทุ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เค้าเรียกว่า บ้าน ไปตามเส้นทางขรุขระ เคาะประตูบ้านหลังแล้วหลังเล่า เพื่อขออาหาร ถ้าโชคดีหน่อย ก็จะมีคนเอาข้าวที่เหลือจากการกินมาให้ ถ้าโชคร้าย ก็จะมีข้าวที่อยู่ในจานของสุนัขที่เหลืออยู่ แต่ที่โชคร้ายที่สุด คือขอทานตอนฝนตก ฟ้าร้อง และไม่ได้อะไรเลย กลับบ้านก็ถูกพ่อทำโทษ ทั้งๆที่เค้าอายุได้เพียง 5 ขวบ ต้องทำทุกอย่างเพื่อดูแลคนในครอบครัวดังนั้น ไม่ต้องถามเลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรเพราะแค่ปัจจุบันก็ขอให้ทุกคนมีข้าวกิน และมีที่อยู่ก็ยากมากพอแล้ว

   เขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนกำหนดให้เขาเกิดมาในสภาพเช่นนี้ แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจและสติปัญญา ความรู้สึกอยู่ เขาจะเป็นคนกำหนดชะตาที่เหลือเอง และจะแสดงให้เห็นว่า แม้ชีวิตจะเลวร้ายกว่านี้ ขอเพียงมุมานะ อดทนเท่านั้น ที่สุดก็จะต้องมีวันได้ดีเช่นกัน. เป็นคำพูดของเด็กผู้ชายที่พยายามทะเยอทะยานสร้างฐานะของตัวเองอดทนกับปัญหาที่เข้ามารุมเร้าในชีวิตและดำเนินชีวิตอย่างฝืนชะตาจนในที่สุดเขากลับกลายเป็นคนที่เก่งและนำเอาชีวิตและประสบการณ์มาถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เรียนรู้เพื่อนำไปปฏิบัติหรือแม้แต่เป็นกำลังใจให้สู้ต่อไปอย่างไม่ท้อถอยกับชีวิต 

   "ไม่มีประโยน์ที่จะมานั่งโมโหกับชะตาชีวิตที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น ความเจ็บป่วยและความยากจน ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างสูญสิ้นแต่การหมดสิ้นศรัทธาในชีวิตนี่สิ เป็นสิ่งที่ไม่น่าให้อภัย"

ที่มา : จากหนังสือ ไล่ตงจิ้น ลูกขอทาน ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต
ผู้เขียน : LAI DONG JIN
ผู้แปล : วิลาวัลย์  สกุลบริรักษ์