หักเหลี่ยม

4 รางวัล ออสการ์

ปี 1997 หนังฟิล์มนัวร์นอกกระแสเรื่อง Fargo กลายเป็นหนังดังชั่วข้ามคืน สวนทางกับรายได้ 24.6 ล้านเหรียญ เพราะหนังเรื่องดังกล่าว ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 7 สาขา รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ฮอลลีวู้ดเริ่มหันมาจับตามองสองพี่น้องตระกูล Coen

หลังจากนั้นสองพี่น้อง Joel และ Ethan เดินอยู่บนเส้นทางสายฮอลลีวู้ด ทำงานกันแบบแพ็คคู่ สร้างงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ จนหนังของตระกูล Coen เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น O Brother, Where Art Thou ? , Intolerable Cruelty หรือ The Ladykillers ทว่าพวกเขายังไม่สามารถกลับไปประสบความสำเร็จอย่างที่เคยทำไว้ได้ใน Fargo

จนกระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อของ Joel และ Ethan ก็กลับมากระหึ่มอีกครั้ง ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีจากเวทีออสการ์ในผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง No Country for Old Men



หากมองอย่างผิวเผิน เรื่องราวของ No Country for Old Men ดูเหมือนจะให้น้ำหนักในประเด็นการไล่ล่าระทึกขวัญระหว่างสองตัวละครสำคัญ คือ Llewelyn Moss กับ Anton Chigurh รายแรกเป็นช่างเชื่อมอดีตทหารผ่านศึกซึ่งโชคชะตาเล่นตลกให้ไปเจอเงินล้านของแก็งค้ายาเม็กซิกัน ส่งผลให้รายหลังซึ่งเป็นอาชญากรสุดโหด ต้องตามมาทวงเงินคืน


ดูกันอย่างเพลินๆ มีหลายฉากให้ผู้ชมได้ลุ้นระทึก และถ้าไม่ทันคิดอะไร เมื่อหนังจบลง บางคนอาจมีคำถามว่า เอ๊ะ ! แล้วมันเกี่ยวกับ No Country for Old Men ตรงไหนเนี่ย

ความลุ่มลึกและถือเป็นทีเด็ดของพี่น้อง Coen อยู่ตรงนี้นี่เอง เพราะหากพิจารณากันให้ดี มีเนื้อหาที่สื่อถึงที่มาในชื่อของหนัง (No Country for Old Men) ตั้งแต่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่อง และยังนับเป็นการนำเสนอด้วยวิธีแฝงอยู่อย่างแนบเนียนเหนือชั้น เพราะความจริงแล้วแกนกลางของเนื้อหา คือ การบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของนายอำเภอ Ed Tom Bell ชายแก่คนหนึ่งที่เริ่มจะปลงตกกับตนเองแล้วว่า เวลาแห่งความรุ่งโรจน์ในอาชีพของเขากำลังหมดลงไป


สังเกตให้ดีว่า ฉากไล่ล่าสารพัดในหนัง จะถูกซ้อนทับอีกครั้งด้วยการสืบสวนของ Bell แต่กระนั้นเขาก็ไม่สามารถไล่ตามได้ทัน เหมือนเป็นการย้ำว่า เส้นทางเดินของนายอำเภอขิงแก่ ช้าเกินกว่าจะเดินไปเป็นจุดตัด หรือยับยั้งเหตุร้ายๆได้

กลวิธีนำเสนอด้วยรูปแบบที่ใช้สัญลักษณ์ซ้อนทับให้ตีความนี่เอง ทำให้หนังมีความโดดเด่นไปกว่าหนังสืบสวน-ไล่ล่าทั่วๆไป จนกลายเป็นเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมประเภทบทภาพยนตร์ ผู้กำกับ และภาพยนตร์


แต่สำหรับรางวัลนักแสดงสมทบชายที่ตกเป็นของ Javier Bardem ในบทฆาตกรโรคจิตนั้น คงต้องยกขึ้นหิ้งเป็นพิเศษ เพราะบทบาทของดาราสายเลือดสเปนรายนี้ ได้ฝากการแสดงในระดับสุดยอดชนิดที่ต้องบรรจุให้ตัวละครอย่าง Anton Chigurh กลายเป็นอาชญากรชั้นแนวหน้าในโลกเซลลูลอยด์เพิ่มขึ้นอีกคน


No Country for Old Men อาจจะไม่ค่อยตอบสนองได้เต็มที่นัก หากมองในแง่ของความสนุกตามแนวทางหนังตลาด


แต่หากต้องการหนังที่เหนือชั้น (มากๆ) ในด้านการถ่ายทอดเรื่องราวธรรมดาให้กลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดา ... หนังเรื่องนี้ก็มีดีพอที่จะยกให้เป็น “ต้นแบบ” ที่ควรค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

POGGHI เขียน บทความจาก http://www.elearneasy.com