เรื่องเล่าจากแม่ วันนี้ย้อนไปราวทศวรรษ ๒๔๕๐ อากง (นายโปชุน) เดินทางมาจากเมืองจีน มาเป็นลูกจ้างเรือขนข้าว ล่องตามแม่น้ำนครนายก
ส่วนอาม้า (นางซาเคียม) เดินทางมาจากเมืองจีนเหมือนกัน อาม้ามีพี่สาวคนหนึ่งชื่อ เหล่าอี๊ดง (ชื่อไทยน่าจะมาจาก "ดงละคร") พี่สาวคนนี้มาเมืองไทย และมาได้สามีที่อำเภอดงละคร จังหวัดนครนายก มีสามีคนแรก มีบุตร ๒ คน ผู้หญิง ๑ คน และ ผู้ชาย ๑ คน แต่เสียชีวิตไป แล้วเหล่าอี๊ดงก็แต่งงานใหม่ คราวนี้มีลูกหลายคน (แต่ผมไม่รู้จักสักคน-รู้จักแต่เหล่าอี๊ดง ตอนที่ผมรู้จักแก แกแก่มากแล้ว อายุก็ใกล้ๆ ๘๐ ปี ตอนนั้นแกตาบอดมองไม่เห็นอะไร)
อาม้ากับพี่สาว มาจากเมืองจีน จุดประสงค์คือ จะมาช่วยอากู๋-อากิ๋มขายของที่เมืองไทย แต่ตอนหลังกิจการไม่ดี ก็เลยเลิกกิจการ
ตอนหลังอาม้าก็มาแต่งงานกับอากง สมัยก่อนก็มีผู้ใหญ่ที่รู้จักกันจัดการให้ อากงเกิดปีระกา ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ สมัยรัฐกาลที่ห้า แต่แกเกิดเมืองจีน อาม้าเกิดปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ สมัยรัฐกาลที่ห้าเหมือนกันเกิดเมืองจีนโพ้นทะเล อากงอายุมากกว่าอาม้า ๙ ปี
ผมไม่เคยเห็นอากง (ตัวเป็นๆ) อากงเสียชีวิตตอนอายุ ๖๓ ปี เสียชีวิตปีจอ ปีพ.ศ. ๒๕๐๑ ส่วนอาม้าเสียชีวิตที่แขวงดินแดง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานครตอนอายุ ๘๓ ปี (ปีพ.ศ ๒๕๒๐)
เมื่ออากงกับอาม้าแต่งงานกันแล้วก็มาตั้งรกรากอยู่ที่ "ปากคลองบางไพร" มีบ้านอยู่หลังหนึ่งใหญ่พอสมควร ยกพื้น มีห้องใหญ่ ๓ ห้อง แล้วหน้าบ้านก็ขายของชำ...
ของที่ขายก็มีมี น้ำตาลในโถดิน (คล้ายน้ำตาลปีบ) น้ำปลาในไหมีเรือมาส่ง เสื้อผ้าชาวนาทั้งของเด็กผู้ใหญ่ งอบ เสือสีต่างๆ ด้ายทอผ้า ด้ายแจวเรือ (ผูกตรงแจว-มีชื่อเรียกว่าด้ายหูแจว) ด้ายเบ็ด (ยังไม่มีเอ็น) แห อุปกรณ์หากินดำรงชีวิตอื่นๆ ฯลฯ
แม่เป็นลูกคนหัวปี เกิดปลายปี ๒๔๕๙ (ต้นปีค.ศ. ๑๙๑๗ ปีมะโรงต่อกับปีมะเส็ง ถ้านับสมัยก่อนจะเป็นปีมะโรง แต่ถ้านับสมัยนี้จะเป็นปีมะเส็ง-ในทะเบียนบ้านนั้นลงปีเกิดเป็นปี พ.ศ.๒๔๖๐) ตอนเกิดนั้นอาม้าต้องไปคลอดที่บ้านเหล้า เพราะที่นั่นมีพวกอากิ๋มอยู่ อาม้าต้องไปคลอดและอยู่ไฟที่นั่น
บ้านเหล้านั้นอยู่เหนือขึ้นไป ๒ คุ้งน้ำ ถ้าเดินไปจากปากคลองบางไพร จะผ่านวัดญวน ผ่านวัดท่าทราย แล้วจึงไปถึงบ้านเหล้า
ตอนแม่เกิดนั้น บ้านอากงอยู่ปากคลองบางไพร ใกล้ศาลเจ้า "ปุงเถ่ากง" ศาลเจ้าอยู่เหนือน้ำขึ้นไปหน่อย ในตอนนั้นยังไม่รื้อตลาด (ชื่อตลาดปากคลอง) พอแม่รู้ความ อากง-อาม้าก็มีร้านขายของชำ มีกระบุงสำหรับหาบซื้อของอยู่ด้วย
ชีวิตตอนเล็กๆ อากงเล่าให้แม่ฟังว่า เมื่อมีคนมาติดต่อเรื่องข้าว อากงจะเอาแม่ใส่ไว้ในผ้าขาวม้า และเอาแขวนไว้ที่ต้นไม้ (เข้าใจว่าเอาผ้าขาวม้าทำเป็นอู่ใส่เด็กไว้)
ตอนแม่รู้ความอายุประมาณ ๗-๘ ขวบ ตอนนั้นมีน้อง ๓ คนแล้ว คือ ตี๋ (ต่อมาเสียชีวิตในวัยที่กำลังน่ารัก แต่แม่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร) จู จิว เรียงตามลำดับ (ดูตอนที่แล้ว)
กู๋จิว สมัยนั้นยังตัวเล็กๆ อยู่เลย ผ่านการโกนผมไฟตอนอายุ ๑ เดือน ตอนนั้นอาม้าเดินไปเก็บเงินชาวบ้านที่เป็นหนี้ค่าที่มาซื้อของ..ไปนานจนน้องหิวนม (กินนมแม่) พอมีคนมาซื้อของ แม่ก็ต้องมาขายของให้ พอเห็นคนที่มาซื้อของคนไหนมีลูกอ่อน แม่ก็จะขอนม (จากเต้า) ให้น้องกิน เพราะว่าอาม้าไม่อยู่บ้าน
อาม้าไปเก็บค่าของ ทีมีคนมาซื้อเป็นเงินเชื่อไป ไปเก็บหน้าที่เขาเกี่ยวข้าว (แสดงว่าวิถีชีวิตคนช่วงนั้นผูกพันกับข้าว) แล้ว บ้านไหนมีเงินก็รับเงิน บ้านไหนไม่มีเงินก็เอาเป็นข้าว ข้าวที่ได้ ได้มาเป็นเกวียนเพราะตอนนั้นข้าวราคาถูก เขาก็เอาเกวียนมาส่ง บางทีก็เอามาใส่ยุ้ง บางทีก็กองไว้ที่หน้าบ้าน (ถ้าเป็นหน้าแล้ง) รอนำขึ้นเรือไปส่งที่โรงสี (เอาไปขายที่โรงสีไหนก็ไม่รู้) พอเรือมาก็ให้ลูกจ้างขนข้าวลงเรือให้ (สมัยก่อนอากงมีลูกจ้าง แบกข้าวเปลือกและขนของลงเรือ) อากงเอาข้าวไปแลกของที่จะมาขายอีกทีหนึ่ง
ของที่นำมาขายที่บ้านอากง ส่วนมากจะมีเรือส่งของมาจากกรุงเทพฯ หรือจากที่ไหนๆ จะมาที่คลองบางไพร จอดที่ท่าน้ำหน้าบ้าน ตอนส่งของยังไม่เก็บเงิน ลงบัญชีไว้ก่อน พอคนส่งของไปขายของที่นครนายกเสร็จแล้ว (ตอนนั้นยังไม่มีประตูน้ำท่าหุบ) ๒-๓ วัน จึงจะล่องกลับมาเก็บเงินที่บ้านอากง..
ถ้าอากงมีเงินก็ให้หมด ถ้ายังไม่มีเงินก็ติดเอาไว้ ตอนนั้นยังไม่เห็นมีธนบัตร ใช้เบี้ย (แม่ยังทันเห็นเขาใช้เบี้ยแทนเงินตราสมัยก่อน) ใช้สตางค์เหรียญ มีสตางค์รู เหรียญ ๕ สตางค์ (มีรู-รอผมไปค้นรายละเอียดมาก่อน) แต่เหรียญ ๑๐ สตางค์ไม่มีรู (เอาไว้ผมจะไปค้นภาพมาลงให้ดูครับ) เป็นเงินสมัยรัฐกาลที่ ๖ และ ๗.. ตอนนั้นเหรียญบาทก็มีใช้แล้ว เป็นเหรียญที่ทำด้วยเงิน ด้านหลังเป็นช้างสามเศียร (สมัยรัชกาลที่ ๖)
ตอนเด็กๆ นี้ ถ้ามีคนขายของหน้าบ้าน แม่ก็จะมาเก็บไม้แห้งมาทำเป็นฟืน มาต้มข้าวให้หมูกิน ข้าวที่เอามาต้มเป็นข้าวหัก (ข้าวครึ่งเม็ด) ตอนนั้นมีหมูเยอะ ก็ต้มข้าวในกระทะใบบัว ช่วงแรกๆ ยังมีลูกจ้างเป็นค้นต้มข้าวให้
หลังบ้านมีคอกหมู เลี้ยงไว้หลายตัว การเลี้ยงสมัยก่อนก็มีแม่หมู ถ้าแม่หมูออกลูก ก็เลี้ยงลูกหมูไว้ พอหมูโตได้ที่ ก็จะมีคนมาซื้อไป (เขาเอาไปฆ่า) คิดราคากันเป็นตัวๆ ไป
อาหารที่ให้หมู นอกจากมีข้าวหักที่ต้มแล้ว ยังมีหยวกกล้วยด้วย หยวกกล้วยนี้ก็จะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับรำข้าวให้หมูกิน รำข้าวตอนแรกไม่แน่ใจว่าเอามาจากไหน เพราะแถวบ้านยังไม่มีโรงสี (โรงสีมาสร้างทีหลัง) แต่ตอนหลังก็ไปขอแบ่งมาจากโรงสี
ตอนที่แม่อายุได้ ๘ ขวบ สมัยนั้นมีบ้านหนึ่งมาขออาศัย (เช่าที่) ขายข้าวแกงที่ข้างบ้าน พอตอนหลังขายไม่ดี (เข้าใจว่าเก็บเงินที่เชื่อไม่ได้) ไม่จ่ายค่าเช่า ก็เลิกไป ทางอากงและอาม้าต้องไปทำกิจการขายข้าวแกงนี้แทน และแม่ก็เริ่มลำบาก (ตอนเกิดมายังไม่รู้ความ-ชีวิตช่วงนั้นสบาย แม่จึงจำอะไรไม่ค่อยได้ มาจำความได้ ตอนช่วงชีวิตที่ลำบาก) เพราะต้องช่วยอากง-อาม้าทำงานทุกอย่าง
งานชิ้นแรกๆ คือต้องไปช่วย อากง-อาม้า ขายข้าวแกง... ตอนเช้าอากงก็ต้องมาฆ่าไก่ (เชือด) ๒-๓ ตัว อาม้าก็ต้องมาช่วยถอนขน ตอนนั้นแม่ก็ไปเป็นลูกมือแล้วแต่เขาจะใช้ให้ทำอย่างไร
หมายเหตุ : การเขียนเรื่องเล่าจากอาม่านี้ ให้แม่เล่าวันละนิดหน่อย แม่มักเล่าข้ามไปข้ามมา เราต้องมีความอดทนในการฟัง และต้องคอยซักถาม และหาตัวเทียบเคียง (คล้ายๆ Landmark) ว่าเหตุการณ์ไหนเกิดก่อนและหลัง (เดียวนี้ศัพท์เฉพาะเขาเรียกว่า benchmarking) และเขียนเล่าไปเป็นลำดับ..เป็นเรื่องน่าเห็นใจสำหรับคนเล่า เพราะประสบการณ์ที่จะเล่ามันผ่านมา ๘๐ กว่าปี ความจำก็สับสน แต่ว่าเคราะห์ดีที่แม่ยังมีความจำระยะยาว และระยะสั้นได้ดี ไม่หลงลืม
![]() |
|
มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์ |
.......................

เขียนลำดับเรื่องได้ดี ชวนอ่านชวนติดตาม
คุณเขียนเป็นเล่มขายได้เลยนะครับ
เรียน คุณศุภฤกษ์ วงษ์สมาน
สวัสดีคะอาจารย์บีแมน
น่าอ่านและติดตามรวมเล่มน่าจะดีนะคะ
เรียน ท่านไก่-ประกาย
เคยถามพ่อและแม่ ในท่านเล่าเรื่องเก่าๆให้ฟังเหมือนกัน
แต่ไม่ได้เทียบว่าพ.ศ.ไหน
ไว้คงต้องไปลองเรียบเรียงดู
เพราะพ่อมาจากเมืองจีนเมืองตอนสงครามญี่ปุ่นบุกจีน ตอนอายุ 19 ปี
อาจารย์เล่าอีกนะคะ ชอบอ่านค่ะ
เรียน ท่านใบบุญ
ระยะเวลา 80 ปี วิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนไปมากเลย
吴老师你好。
ตามอ่านค่ะ ชอบเรื่องราวเก่าๆตอนเด็กพ่อก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองจีน
ช่วงสงครามที่ชาวจีนอพยพหนีความลำบากลงเรือรอนแรมมาใช้เวลาประมาณ
สองเดือนกว่าจะถึงเมืองไทย หน้าหนาวทุกข์ทรมานมากปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น
อดอยาก ผิวแตกจนเลือดออกซิบๆ โชคดีที่ท่านมาอยู่ประเทศไทย ทำให้เราได้มาเกิดในถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ ที่ไหนๆก็ไม่สุขเท่ากับอยู่ประเทศไทยเพราะไปมาหลายประเทศแล้ว สตางค์เหรียญที่มีรู ตอนเด็กก็ยังได้ใช้ เขานิยมเอามาร้อยเชือกสีแดงผูกเอวให้เด็กๆ
เรียน คุณนุช