แม้ภาวะวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตมากมายเพียงใดก็ตาม แต่หากไม่ยอมแพ้และไม่ย่อท้อ อุปสรรคใด ๆ ก็ไม่สามารถขัดขวางได้ โอกาสในการนำความสำเร็จให้กลับคืนมายังมีอยู่เสมออย่าหมดหวังหรือหมดกำลังใจในการฟื้นตนเองจากสภาพที่ย่ำแย่สิ้นหวัง ขอเพียงทนรอให้ถึงโอกาสใหม่ที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นดังคำที่ให้กำลังใจว่า “ชั่วโมงที่มืดมิดที่สุด มีเพียง 60 นาทีเท่านั้น”
ผู้ที่มีกำลังใจและมีความคิดที่ต้องการชนะจะไม่ยอมแพ้อุปสรรค แต่จะมีความมั่นใจ เชื่อมั่นตนเอง ไม่จมอยู่กับความส้มเหลวและมีความคิดที่ว่าถึงแม้จะท้อ แต่ก็ลุกขึ้นสู่ใหม่ได้ ชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นให้ได้
ผู้ที่รู้จักพอ แม้จะยากจนข้นแค้นก็ยังมีความสุข ผู้ที่ไม่รู้จักพอ แม้จะร่ำรวยมียศถาบรรดาศักดิ์ก็ยังมีความทุกข์ หากต้องการมีความสุข จะต้องมีความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเป็นและมีอยู่ สามารถชื่นชมกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่คิดน้อยใจหรือคิดว่าตนเองต่ำต้อยถ้อยค่า เพราะหากไม่รู้จักพอ อาจจะทำให้ชีวิตเป็นทุกข์ได้
ผู้ที่มี่ความสุขได้นั้นคือผู้ที่พอใจในสิ่งที่จนเองมี ขอเพียงแต่มีความพยายามในการทำให้ประสบความสำเร็จก็เพียงพอ ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนกับสิ่งที่ไม่สามารถจะหามาได้ และทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ขอเพียงไม่หวังผลจนเกินความสามารถของตนเอง รู้จักกำหนดขอบเขตของความปรารถนาของตน ไม่ให้เกินเลยเกินควร สิ่งใดที่ควรได้ควรมีก็จงพยายามก็จะหาหนทางในคราวต่อไปเมื่อโอกาสมาถึงพร้อม
ที่สำคัญ อย่าหาทุกข์ใส่ตัว ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสมถะมีความขยันอดทน ไม่อายทำกินและไม่ก่อหนี้ก่อสินเพิ่มขึ้น ดังคำสอนที่ว่า “เข้านอนโดยไม่มีอาหารค่ำ ดีกว่าตื่นขึ้นมาพร้อมกับมีหนี้สิน"
ที่มา : จากหนังสือ รู้จักพอ ก่อสุขทุกสถาน
สวัสดี ครับ
ชอบความรู้จักพอ ครับ
อ่านแล้วสบายใจ
...ผู้ที่รู้จักพอ แม้จะยากจนข้นแค้นก็ยังมีความสุข ผู้ที่ไม่รู้จักพอ แม้จะร่ำรวยมียศถาบรรดาศักดิ์ก็ยังมีความทุกข์...
ขอบพระคุณ ครับ
เข้าตำราพ่อสอน "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่ทุกคนพึงปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่ตน
ขอแสดงความคิดเห็นร่วมครับ
รู้จักที่จะให้ ก็จะได้พบแต่ความสุข
หลายๆ ท่านคงทราบดีว่า สังคมไทยทุกวันนี้ มีแต่แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น ชอบเบียดเบียนกัน ชอบหาทางเอาเปรียบกัน ไม่มีความเอื้ออาทรต่อกัน ที่ร้ายที่สุดคือ ชอบทำร้ายกัน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผู้คนเหล่านี้ก็จะพบแต่ความทุกข์ตลอดไปไม่มีวันหมดสิ้น หากเรารู้จักที่จะให้ รู้จักที่จะมีเมตตา เอื้ออาทรต่อกัน ช่วยเหลือบุคคลอื่นๆ ด้วยความ บริสุทธิ์ใจ (ไม่ได้หวังผลตอบแทน) บุคคลผู้นั้นก็จะพบแต่ความสุข เพราะการรู้จักที่จะให้ ก็เท่ากับว่าเราได้เริ่มต้นที่จะกระทำสิ่งดีๆ และบุคคลนั้นก็จะพบสิ่งดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต แม้มีความทุกข์เข้ามา ความทุกข์ก็จะหายไปในเวลาที่ไม่นานนัก แต่คนที่ให้ไม่เป็น เขาก็จะไม่ได้สิ่งดีๆ จากใครเลย จะพบแต่เรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ และยากที่จะมีความสุขที่แท้จริงได้ ดังนั้น ท่านทั้งหลายมาช่วยกันสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน สร้างสังคมที่มีความเอื้ออาทรต่อกัน ผมเชื่อว่า ความสุขที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นในสังคมที่ล้วนแต่มีความวุ่นวายนี้ อย่างแน่นอน
ด้วยความปรารถนาดี นายรักษ์ ปริกทอง