ตอนที่ ๑     ตอนที่ ๒     ตอนที่ ๓     ตอนที่ ๔      ตอนที่ ๕   

ตอนที่ ๖     ตอนที่ ๗     ตอนที่ ๘     ตอนที่ ๙      ตอนที่ ๑๐ 

ตอนที่ ๑๑   ตอนที่ ๑๒   ตอนที่ ๑๓    ตอนที่ ๑๔   ตอนที่ ๑๕

ตอนที่ ๑๖   ตอนที่ ๑๗   ตอนที่ ๑๘    ตอนที่ ๑๙   ตอนที่ ๒๐   ตอนที่ ๒๑

          ผมขอบทความที่มองระบบการศึกษาไทยอย่างครอบคลุมรอบด้าน   และเห็นภาพเชิงประวัติศาสตร์ ของ ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร นักวิทยาศาสตร์และนักการศึกษาที่ดีและเก่งที่สุดคนหนึ่งของสังคมไทย   เอามาเผยแพร่ต่อดังต่อไปนี้   โดยที่บทความนี้ยาวกว่า ๕๐ หน้า    จึงทยอยลงหลายตอน


          ขอชักชวนให้ค่อยๆ อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ จะได้ประโยชน์มาก    

 

วิกฤติ    กระบวนทัศน์  มโนทัศน์  เพื่อการปฎิรูปการศึกษา
กฤษณพงศ์ กีรติกร

ต่อจากตอนที่ ๒๑

ข้อคิดเพื่อปรับรื้อสิ่งชำรุดทางสังคม
          ผมขอยกกรอบแนวคิดจากแผนอุดมศึกษาระยาว (2551-25565) ส่วนหนึ่ง  ที่อยากให้มหาวิทยาลัยพิจารณาจริงจัง   ไว้เป็นส่วนผนวกของบทความนี้  
          ในฐานะคนมหาวิทยาลัย  ผมอยากเห็นมหาวิทยาลัยปรับตัว  ปรับรื้อสภาวะที่มหาวิทยาลัยเป็นเสมือนสิ่งชำรุดทางสังคม    มหาวิทยาลัยต้องท้าทายคำวิพากษ์ของสังคม   มหาวิทยาลัยต้องหลุดพ้นจากตารางหรือคุกทางกระบวนทัศน์   สลัดหลุดจากกับดักหรือบ่วงทางมโนทัศน์   ในบทความนี้ผมยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่ผมเห็นว่าสำคัญสามเรื่องคือ    การเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้และกระบวนการสร้างความรู้ใหม่เนื่องจากการบรรจบหรือหลอมกันของศาสตร์   การเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมที่เกิดความขัดแย้งรุนแรง  การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ   การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นทั้งภัยและโอกาส    ไม่ใช่เฉพาะมหาวิทยาลัย  แต่ของสังคมไทย  และมนุษยชาติ
                     
          

          ผมขอจบบทความด้วยรูปการ์ตูนที่แสดงวิวัฒนาการ(evolution)ของมนุษย์ตั้งแต่มีบรรพบุรุษร่วมกับลิง   มีลักษณะบางอย่างร่วมกับลิง   มีวิวัฒนาการไปเรื่อยจนเดินสองขา   ถึงใช้คอมพิวเตอร์   จากรูปซึ่งมีผู้ชายซึ่งเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่มีวิวัฒนาการ   ฝ่ายผู้หญิงก็มีคนเปรียบเทียบว่าไม่ก้าวหน้าเท่าชาย   เคยถูกกดให้ทำงานอะไรอยู่ก็กดต่อไป  เหมือนในรูปวิวัฒนาการที่ผู้หญิงขัดถูพื้นตลอด   เป็นสิ่งที่ไม่มีวิวัฒนาการ
          ผมเลยตั้งคำถามจากการ์ตูนว่า   การพัฒนาการของมหาวิทยาลัยทั่วโลกอาจจะเหมือนมนุษย์ผู้ชายในรูปนี้      แต่มหาวิทยาลัยไทยจะเหมือนผู้หญิงในการ์ตูนหรือเปล่าไม่แน่ใจ     มหาวิทยาลัยเคยทำอะไรก็จะทำอย่างนั้นต่อไป    มหาวิทยาลัยจะมีวิวัฒนาการจะมีการรังสรรค์   หรือมหาวิทยาลัยจะจมกองอยู่เป็นสิ่งชำรุดทางสังคม      อยากขอทิ้งท้ายไว้ว่าโลกอนาคตไม่เหมือนอดีต  มีพลวัตสูง  ความสำเร็จในอดีตไม่ประกันความสำเร็จในอนาคต  เราต้องมีวิวัฒนาการตลอดเวลา
                      

                        
                       
การเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง  เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลง   เป็นหน้าที่ของทุกคน  
          เมื่อกว่าห้าสิบปีมาแล้ว   มหาตมะ  คานธี กล่าวว่า “We must become the change we want to see.”   ไม่ต่างกับวาทะเมื่อไม่นานนี้ของประธานาธิบดีโอบามาที่ว่า “Change will not come if we wait for some other person or some other time. We are the ones we've been waiting for. We are the change that we seek.” 
 
        

          คงต้องมีผู้นำการเปลี่ยนแปลง  มีผู้ตามการเปลี่ยนแปลง เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนThomas Paine สะท้อนความเห็นไว้น่าคิดมากว่า


“Lead me, follow me or get out of the way.”
นำไป  ตามมา  หรือหลีกทางไป


        


       

 

                                          อุดมศึกษาจะเพิกเฉย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อสังคม
                                อุดมศึกษาจะปรับรื้อปรับสร้างตนเองจากสิ่งชำรุดทางสังคม
                   อุดมศึกษาไทยจะทำอะไรเพื่อสังคมและความสามารถในการแข่งขัน
                                                    หรือจะเป็นแต่ความหวัง ?

 

 

          บทความชุดนี้เป็น master piece ด้านให้ความลุ่มลึกในการทำความเข้าใจระบบการศึกษาไทย    ต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์จึงจะได้รับประโยชน์เต็มที่

วิจารณ์ พานิช
๒๖ พ.ค. ๕๒