ผู้ที่จะทำงานสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ เข้าใจ และทำงานแบบบูรณาการในตัวเอง และเชื่อมโยงกับความเป็นจริง ไม่ใช่ทำงานแบบ “สมมติ” ตลอดชาติ ไม่สนใจว่าความจริงคืออะไร

วันนี้ผมได้มีโอกาสสนทนากับอาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ที่มีแนวคิดในการพัฒนาการศึกษา ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่เป็นผู้ด้อยโอกาสมากที่สุด ในแทบทุกเรื่อง จนอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรขาดความภาคภูมิใจในอาชีพ และสถานะของตัวเอง

แม้ทางรัฐจะมีนโยบายสนับสนุนในแทบทุกด้าน ก็มิได้เปลี่ยนแปลงกระแสแห่งความท้อแท้ หดหู่ของผู้ที่อยู่ในภาคเกษตรกรรมส่วนใหญ่ ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสารพัดทิศทาง ตั้งแต่ระบบดิน น้ำ อากาศ การผลิต ศัตรูพืช ผลผลิต ราคา และการตลาด

ทำให้ส่วนใหญ่ของเกษตรกร จึงทำการเกษตรแบบ “ไม่มีทางเลือก” และทำรอๆ “โอกาสในเรื่องต่างๆ” ที่จะมีโอกาส “รอด” ได้บ้าง

แต่ยังน่าภูมิใจกับการยกย่องในระดับชาติว่า “เกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของชาติ”

แต่ถ้ากลับมานั่งดูดีๆ ก็จะเริ่มเข้าใจว่าเป็นกระดูกสันหลังแบบไหน

จำนวนหนึ่ง(ที่น่าจะเป็นส่วนใหญ่)ก็รอความหวัง ความสำเร็จของลูกหลานที่ส่งไปตายเอาดาบหน้า อย่ากลับมาเป็นเกษตรกร แต่ให้ไปเป็น “เจ้าคนนายคน” ที่จะกลับมาอุ้มชูให้พ่อแม่ได้พ้นจากวงจรอุบาทว์

จำนวนหนึ่งก็รอโชคชะตา แม้กระทั่งการพนัน

ส่วนหนึ่งหวังลมๆแล้งๆ กับการประท้วง เดินขบวน ปิดถนน ที่ก็ได้บ้างนิดๆหน่อยๆ

แต่ก็ยังโชคดี มีจำนวนไม่ถึงเสี้ยวของเปอร์เซ็นต์ ที่ไม่สนใจการพึ่งพาภายนอกมากนัก แต่มาเน้นการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเอง ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก พึ่งพาตนเองและพึ่งพากันเองเป็นหลัก ที่เป็นต้นแบบให้กับรายอื่นๆ ที่จะพัฒนาตัวเองในด้านนี้ โดยเฉพาะ การพัฒนาตามหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรพึ่งตนเอง กสิกรรมไร้สารพิษ ฯลฯ ที่เน้นความเข้มแข็ง และความยั่งยืนระดับครัวเรือน และชุมชนเป็นหลัก

และความแข็งแกร่งของกระดูกสันหลังของชาติที่แท้จริง น่าจะมาจากความแข็งแกร่งของระบบทรัพยากรพื้นฐาน และความรู้ที่ใช้ในการจัดการการผลิตทางการเกษตร

แต่ทั้งสองปัจจัยหลัก กำลังกร่อนลงอย่างรวดเร็ว

จากการจัดการที่ทำลายฐานทรัพยากร การขาดช่วงของการถ่ายทอดและพัฒนาความรู้ที่ถูกต้อง และระบบการศึกษา วิจัย และพัฒนาที่อยู่กับการสมมติ แยกส่วน และขาดความครบถ้วนในการดำเนินงาน

การใช้ทรัพยากรแบบไม่ดูแลรักษา ก็มาจากการขาดความรู้ ความสามารถ ความเข้าใจ และความจำเป็นเฉพาะหน้าของผู้ปฏิบัติ

การขาดช่วงของการถ่ายทอดและพัฒนาความรู้ ก็มาจากการอ่อนแอทางสังคมชนบท จากการอพยพแรงงาน และการศึกษาที่ไม่อยู่กับความเป็นจริง แต่เน้นการท่องจำเพื่อไปทำข้อสอบให้ผ่านเป็นหลัก จะมีความรู้หรือไม่ ไม่สำคัญ

การวิจัยและการพัฒนาอย่างแยกส่วน ก็เป็นที่มาของการล่มสลายทางทรัพยากร และความรู้ ที่ท่าศาสตราจารย์หมอประเวศ วะสี เคยย้ำในปาฐกถาของท่านว่า การแยกส่วนคือการล่มสลาย การล่มสลายคือการตาย ในทุกระบบของสังคม สิ่งมีชีวิต และความรู้

แต่เราก็มักไม่สนใจ ยังทำงานแบบแยกส่วนกันอยู่เช่นเดิม ตัวใครตัวมัน ธุระไม่ใช่ ทำให้ความรู้ และการพัฒนาไม่ค่อยมีประโยชน์สักเท่าไหร่

จึงเป็นสังคมที่ต่างตนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน ทางใครทางมัน มากขึ้นทุกวัน

ในการพัฒนานั้นมีอยู่คำหนึ่งที่เราใช้มาก แต่มักเข้าใจผิดกันมากเช่นกันคือ คำว่า “บูรณาการ”

ที่นักวิชาการ และนักพัฒนาบางท่านนำไปแปลว่า “ผสมผสาน” ที่ถูกไม่ถึงครึ่งของความหมายของคำ

บางท่านนำไปใช้อธิบายการทำงานร่วมกันแบบประสานงานกัน ที่ก็ถูกไม่ถึงครึ่งเช่นเดียวกัน

แท้ที่จริงแล้วคำนี้สื่อความหมายว่า “สมบูรณ์ ครบถ้วน

การบูรณะ ก็คือการทำให้สิ่งที่สูญหาย ผุพัง “สมบูรณ์ ครบถ้วน”

ดังนั้น การบูรณาการ ก็น่ามีความหมายตามนั้น

การทำเพียงบางส่วน จะทำกันกี่หน่วยงาน กี่คน กี่สาขาก็ตาม ถ้าไม่สมบูรณ์ ครบถ้วนก็ไม่น่าจะเรียกว่า “บูรณาการ”

ดังนั้นคำว่า “บูรณาการ” จึงน่าจะเป็นเป้าหมายการพัฒนาได้

และการวิจัยเพื่อการพัฒนาความรู้ก็น่าจะทำแบบ “บูรณาการ”

แม้จะไม่ครบถ้วนในทันที ก็น่าจะทำในขั้นต่อไป

แต่ไม่ใช่ว่า กี่ปีกี่ชาติ ก็ทำแบบ “ไม่ครบ ไม่สมบูรณ์” ที่เป็นประโยชน์ไม่มากนัก

ดังนั้น ผู้ที่จะทำงานสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ เข้าใจ และทำงานแบบบูรณาการในตัวเอง และเชื่อมโยงกับความเป็นจริง

ไม่ใช่ทำงานแบบ “สมมติ” ตลอดชาติ ไม่สนใจว่าความจริงคืออะไร

ประเด็นนี้ผมเคยเขียนไว้แล้ว ว่า “วิชาการ กับความจริง” ทำให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ไหม อย่าอยู่กับสิ่งสมมติจนลืมว่าความจริงคืออะไร

จริงอยู่บางครั้งเราจำเป็นต้องสมมติบ้างเพื่อการศึกษาแต่ละประเด็นให้ชัดเจน แต่ก็ควรพยายามออกจากสิ่งสมมติให้เร็วที่สุด  หรือ ทำงานกับความจริงแบบคู่ขนานกันบ้างก็ยังดี

ดังนั้น จากสถานการณ์ของประเทศไทย ผมเชื่อว่าเราต้องการ

นักวิทยาศาสตร์การเกษตรที่รู้ เข้าใจ และสามารถทำงานกับโลกแห่งความจริงแบบบูรณาการ

ไม่ใช่นักท่องหนังสือไปสอบ ทำงานอยู่กับสิ่งสมมติ ใช้ระบบคิด หรือทำงานแบบแยกส่วน

นี่คือข้อสรุปที่ผมได้จากการทำงานสอน วิจัย บริการสังคมในระบบของมหาวิทยาลัย และประสบการณ์ในการทำงานกับชุมชนมายาวนานกว่า ๒๐ ปีครับ

และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่คิดจะเป็น คิดจะช่วยพัฒนาการสอน การวิจัย การบริการสังคมแบบ “นักวิทยาศาสตร์การเกษตร” ครับ