แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

วันที่ 5 การเกิดดับของรูปนาม ขันธ์ 5


ดิน น้ำ ไฟ ลม ประกอบขึ้นมาเป็นรูป แต่พอมีวิญญาณเข้าครอง เรียกว่า สังขารที่มีวิญญาณครอง มีอินทรีย์ 1 ชีวิต มาเป็นรูปนามขันธ์ 5  ขณะที่เรานั่งอยู่น่ะ  รูปเกิดขึ้นหรือยัง  เกิดขึ้นแล้ว  เราไม่นั่งละ รูปเกิดขึ้นหรือยัง  เกิดขึ้นแล้ว  แล้วอิริยาบทการยืน การเดิน  การนั่งล่ะ เราขวา เรายกหนอ  รูปเกิดขึ้นหรือยัง  ดับไปหรือยัง  รูปเกิดขึ้นแล้ว   ดับไปแล้ว  ขันธ์ 5 เกิดขึ้นหรือยัง  เกิดขึ้นแล้ว  ดับไปแล้ว  (ดับไปตอนไหนไม่เห็นเลย)  รูป คือ ร่างกาย เวลาเรายกหนอ  รูปเกิดขึ้นแล้ว รูปแสดงขึ้นมา

เวทนา คือ ความสุข  ความทุกข์  เวลายกขึ้นมามันเซ  มันเอียง มันจะล้ม  ใจมันกวัดแกว่ง ใจมันไม่นิ่ง  เวทนาเกิดขึ้นแล้ว

ขณะที่ยกมันขึ้นมา  รู้สึกว่ามันคือการยกนะ  นี่เท้าขวานะ สัญญาเกิดขึ้นแล้ว

ยกขึ้นมาปุ๊ป  ขณะที่ยกจะย่างแล้วนะ  จิตมันคิดแว๊ปไปที่อื่น มันคิดว่าจะล้ม ก็เลยจับข้างฝา  มันปรุงแล้ว  สังขารขันธ์เกิดขึ้นแล้ว  มันดับไปแล้ว

วิญญาณ คือ  การรับรู้อยู่ตลอดเวลา  วิญญาณ เกิดขึ้นแล้ว  มันก็เกิดดับ เกิดดับอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา  นี่คือการเกิดดับของรูปนามขันธ์ 5

ขันธ์ 5 ที่เกิดทางตา  โยมมองอาตมา รูปเกิดขึ้นหรือยัง  เกิดขึ้นแล้ว  ตอนมองเห็น  ผัสสะมองเห็นปุ๊ป  รูปเกิดขึ้นแล้ว มองเห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นรูปพระอาจารย์  อะไรเกิดขึ้น  สัญญา วันนี้ดูหน้าเหี่ยวๆ เศร้า เวทนาเกิดขึ้นกับใจเรา  บางทีมีคนเอามะขามมา มะขามนี่ดูน่าอร่อย กัดขวับ  โยมน้ำลายสอด้วย เห็นแล้วน้ำลายสอ  นี่คือเวทนาเกิดขึ้นแล้ว  สังขารจำได้ว่าอย่างนี่คือ อาจารย์ ได้ยินเสียง รู้ว่านี่คือ อาจารย์ วิญญาณ คือ  การรับรู้อยู่ตลอดเวลา นั่นคือ รูป เวทนา สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  กิดขึ้น  ตั้งอยู่  ดับไป ุกขณะๆ เพียงแต่ สติสัมปชัญญะ ปัญญาเราไม่เกิด  มันเกิดอะไร เกิดแต่กูเดินนี่หว่า กูปวด กูเมื่อย กูง่วงนอน กูหิว  มันเห็นแต่ตัวกาย ตัวกู  ตัวรูปกับนามไม่เห็น อันนี้จึงเป็นเหตุให้เราต้องมาเดิน มายืน มานั่ง ให้ทรมาน เพื่อให้เราเห็นชัดๆว่า มันเกิดตรงไหน เกิดเมื่อไหร เกิดแล้วดับลงไปยังไง....

วันอังคารที่ 24  มีนาคม พ.ศ. 2552

04.35 น  ไม่มีสวดมนต์แล้วค่ะ  ถึงเวลาเข้าห้องปฏิบัติธรรม ก็ภาวนากันเลย  ตั้งใจไว้ว่าเดินจงกรม 30 นาที  นั่ง 1.15 ชั่วโมง  สิ่งที่เจอนะคะ  ภาวนาไป “พองหนอ  ยุบหนอ”   ดูท้องพอง  ดูท้องยุบ  ดูมันไป  พยายามไม่เกร็ง ไม่เครียด  ดูพองยุบ ดูความชา ดูความปวด “ปวดหนอ  รู้หนอ”  ที่จะเข้ามา  ดูใจ  ดูกิเลสที่เข้ามาแทรก  พยายามดูให้ทันไม่เข้าไปอยู่ในที่นิ่งๆ  พอรู้ พอดู พอเห็นมันนิ่งๆ ก็รู้สึกว่ามันพอใจ  รู้ว่าอยากเข้าไปอยู่ในที่นิ่งๆ สงบสุขแบบนั้น  รู้ว่านิ่งแล้วก็ถอยออกมา  ไม่โดดลงไปอยู่ในความนิ่งนั้น ดูให้รู้ลูกเดียว  ภาวนาไปมันปวดขา  ปวดก้น  พอรู้  พอเห็นมันก็ทนได้  บ่าขวาที่เจ็บมันก็ดีขึ้นไม่ค่อยเจ็บแล้ว  (เพราะพยายามแผ่เมตตา  แผ่บุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรอยู่บ่าขวา)  ลมหายใจนุ่มนวลขึ้น  ไม่หนัก ไม่แน่นหน้าอก  ภาวนาได้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ 

06.00 น  15 นาที สุดท้ายก่อนครบชั่วโมง  รู้สึกมีแมลงมาบินที่หน้า  บินหึ่งๆ  น่ารำคาญมาก  รู้เลยว่าใจมันอยากจะลืมตา  ปัดมันออกไป  แต่ก็พยายามอดทนไว้  ยังไงไม่ออกจากสมาธิแน่นอน  ก็ดูมันไป  แมลงอะไรก็รู้  รู้สึกว่ามันตัวใหญ่มาก เหมือนแมลงวันตัวใหญ่ๆ มันบินมาเกาะหู  เกาะปาก  ไต่รอบปาก เหมือนจะเข้าไปในปากเราให้ได้  เราก็เม้มปากไว้อย่างนั้น  ตอนนั้นใจมันก็กลัวว่ามันจะเข้าปากแต่ก็ภาวนาต่อ  ว่า  “พองหนอ  ยุบหนอ  รู้หนอ” พยายามดูให้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้น  ทั้งรำคาญ หงุดหงิด โกรธ กลัวและสงสัย (มันมาจากไหน มาได้ยังไงเนี่ย)  มันเดินไต่ปากไม่พอ เดินมาไต่จมูกและก็แหย่ๆจะเข้ารูจมูก  กลัวก็กลัว  เกลียดก็เกลียด ก็สู้ภาวนาต่อไป แผ่เมตตา  แผ่บุญให้มัน ตั้งสติให้ได้ บอกตัวเองว่าดูรู้ลูกเดียว  ไม่ออกจากสมาธิเด็ดขาด  อะไรจะเกิดก็เกิด  ตายเป็นตาย  ภาวนาต่อ สักพักมันก็บินหายไป  รู้ว่าใจมันโล่งขึ้น มันหายไปแล้วนะ เออ..แปลกนะเนี่ย อยู่ๆก็มา  อยู่ก็ไป

06.15 น  ตั้งใจไว้ว่าเช้าวันนี้  ถ้านั่งได้ ถ้าสู้ไหว  จะนั่งภาวนาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที  (เพิ่มอีก 15 นาที ก็เลิก 6.30 น.) มันก็นั่งมาได้นะ  ภาวนาไป  ผ่านสภาวธรรมต่างๆไป เห็นทุกเวทนา ก็ “รู้หนอ  เห็นหนอ  ปวดหนอ”  ภาวนาได้ใจมันนุ่มนวลขึ้นแล้ว  มันรู้สึกเบาสบาย  สงบสุข  มีความสุข  ไม่อยากออกจากสมาธิเลย

06.35 น  หมดเวลาแล้วก็ไม่อยากออกจากสมาธิเลย  (มีอาการติดความสุข) รู้สึกตัวแล้วก็ค่อยๆ ถอนออกจากสมาธิ  แผ่เมตตา  กรวดน้ำ กราบลาพระพุทธ  เนี่ยถ้านั่งต่อก็นั่งได้นะ กำลังภาวนาได้ดี 

06.45 น รู้สึกว่าภาวนาได้ดีมากๆ “สุขหนอ  สุขหนอ” นั่งซาบซึ้งกับความสุขสงบสักพักก็ตัดใจเดินออกจากห้องปฏิบัติธรรม  ออกมาคนสุดท้ายเลย เพราะแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดแล้ว   ลงไปทานข้าวเช้ากันค่ะ 

เมนูอาหารเช้าวันนี้ ข้าวต้ม สลัดผัก กล้วย  มะละกอ  ลงมาช้าอาหารไม่ค่อยเหลืออะไรแล้วค่ะ ทานเสร็จแล้วก็พักผ่อนค่ะ เขียนบันทึกและทบทวนสภาวธรรมที่เกิดขึ้น  น่าสงสัยนะ  แมลงอะไร  เข้ามาได้ยังไง ให้ห้องแอร์อยู่ๆก็มา  อยู่ๆก็ไป ใช่แมลงจริงๆหรือเปล่า  แต่เรายืนยันนะว่าลักษณะและเสียงของมันน่ะเป็นแมลงจริงๆ  แต่เราไม่ได้ลืมตาดูหรอก  เพราะอยู่ในสมาธิอะไรก็เกิดขึ้นได้  เพราะฉะนั้น  ถ้าไม่หมดเวลาที่ตั้งใจไว้  ก็จะสู้ภาวนาไป  ไม่ออกจากสมาธิเด็ดขาด

07.30 น  เสียงออดดังเรียกให้เข้าห้องแล้วค่ะ  คิดถึงการภาวนาแล้วใจมันมีความสุข  อยากเข้ามาปฏิบัติธรรมต่อ ภาวนาช่วงเช้า รอบแรกเข้ามาในห้องแล้ว ไปที่เบาะนั่งประจำ  กราบพระแล้วตั้งใจเดินจงกรม 30 นาที  นั่ง 1.15 ชั่วโมง ต่อเลยค่ะ  วันนี้ภาวนาดีตั้งแต่เช้า  ทำให้อยากภาวนาต่อ  แพรเดินจงกรม  Step 3 “ยกหนอ  ย่างหนอ เหยียบหนอ”  สบายๆค่ะ ปวดก็รู้ ดูห่างๆ  พยายามไม่เกร็ง ไม่ตั้งใจกับมันมาก  เพราะจะเผลอไปเพ่ง แล้วก็เครียดกับการภาวนา 

08.00 น   เข้าประจำที่เปลี่ยนเป็นนั่งภาวนา “พองหนอ  ยุบหนอ”  อธิษฐานจิต 1.15 ชั่วโมงค่ะ ก่อนภาวนาก็สวดแผ่เมตตาก่อนนะคะ  จิตใจผ่องใสกับการเจริญเมตตาสมาธิ  ก็ภาวนาต่อค่ะ  ดูท้องมันพอง ดูท้องมันยุบไปคะ “พองหนอ  ยุบหนอ  รู้หนอ ปวดหนอ”  ภาวนาอย่างนี้ค่ะ

09.15 น.     คลายออกจากสมาธิค่ะ  นั่งได้สบายๆค่ะ  เวทนามาก็ทนได้สบายๆ  “พองหนอ  ยุบหนอ”  อย่างมีสติ  เผลอก็ให้รู้  ใจลอยก็ให้รู้  เรารู้ทันใจตัวเอง รู้สึกตัวปั้บ สติมันก็ตัดขาดเลย ค่ะ ปวดตรงไหน รู้ตรงนั้นก็ภาวนาว่า “รู้หนอ ปวดหนอ” รู้แล้ววางๆ รู้เฉยๆ ไม่เข้าไปแทรกแซง รู้แล้ว วางได้แล้ว ก็กลับไปที่  “พองหนอ  ยุบหนอ” ค่ะ  รู้ทัน รู้ตัว สติมันจะเกิดขึ้นทันที ทำใจให้เป็นกลาง  สักแต่ว่ารู้สักแต่ว่าเห็น  ให้มีสติ ให้รู้สึกตัวไว้  มันเผลอไปคิดเรื่องนั่น เรื่องนี้ พอรู้สึกตัวก็บอกตัวเองว่า  อย่าส่งจิตออกนอก  แล้วมันก็ภาวนาได้จนครบกำหนดเวลาที่ตั้งใจไว้

09.20 น.    เดินออกมาดูหลวงพ่อค่ะ  วันนี้อยากขอเข้าสอบอารมณ์ค่ะ  ดูคิวไว้ก่อนค่ะ  แบบว่าอยากรู้  สงสัยอะไรบางอย่างค่ะ  อยากฟังคำยืนยันจากหลวงพ่อมากกว่าคิดเอาเอง  ระหว่างรอน้องบอมมาเรียกไปนั่งรอต่อคิว  เราก็ภาวนาต่อค่ะค่ะ    พอได้เวลาน้องบอมก็มาสะกิดเราก็เข้าไปกราบหลวงพ่อ  แล้วก็รายงานความก้าวหน้าของการภาวนา กับตอนที่ภาวนาเมื่อเช้า รู้สึกว่ามีแมลงบินมาตอมที่หน้า  ปาก จมูก หลวงพ่อก็ถามกลับว่าแมลงจริงหรือเปล่า  แปลว่า  ไม่ใช่แมลงหรอก  แต่คืออะไรหลวงพ่อก็ไม่ได้บอกค่ะ  อืม..ช่างมันเถอะ  อย่าไปสนใจมันเลย  มันผ่านมาแล้ว

แพรก็เลยถามเรื่องที่สงสัยมาก คือ  แพรสงสัยว่าทำไมเวลาภาวนามันเจ็บที่บ่าขวามากเหลือเกิน เจ็บจี๊ดเหมือนถูกกดด้วยอะไรหนักๆ ทั้งๆที่ภาวนาได้ดีขึ้นแล้วนะ  ไม่เกร็ง ไม่เครียด แต่พยายามภาวนาอย่าสบายๆ มันมีอะไรหรือเปล่าน๊า..  หรือว่าเจ้ากรรมนายเวรเค้าอยู่ตรงนี้หรือเปล่า  (ถ้าเพื่อนๆจำหนังไทยเรื่องหนึ่งได้ เป็นหนังผีที่เค้าเฉลยตอนท้ายว่าทำไมพระเอกถึงได้ปวดคอ  ปวดบ่าตลอด  เพราะมีเจ้ากรรมนายเวรซึ่งเป็นแฟนเก่าของเค้านั่งขี่คอพระเอกอยู่ โอ้ย..ขนลุก  เราก็จินตนาการ+ฟุ้งซ่านน่ะสิ  มีอะไรอยู่บ่าขวาเราหรือเปล่า)  ตอนที่ถามหลวงพ่อแล้วรอให้หลวงพ่อตอบน่ะ เราเห็นน่ะว่า  หลวงพ่อมองหน้าอ.อภิญญา  แบบนี้แสดงว่า  ท่านก็ไม่อยากพูดเรื่องแบบนี้กับคนนอกหรือคนที่ไม่ค่อยเชื่ออะไรแบบนี้  แต่สุดท้ายก่อนเราจะกราบลา ท่านก็บอกเราเบาๆว่า ก็แผ่เมตตาให้เค้าไป (นั่นแน่  ใช่จริงๆด้วย  ต้องมีอะไรแบบนี้แน่ๆ)

10.30 น  ดื่มน้ำ แล้วก็รีบกลับไปเดินจงกรม Step 3 ต่อด้วยนั่งภาวนาต่อ เจ็บตรงไหน  ปวดตรงไหน ก็แผ่เมตตา  แผ่บุญให้เค้าไปนะคะ

11.00 น  หมดเวลาภาวนาค่ะ  แผ่เมตตา  กรวดน้ำ กราบลาพระพุทธเสร็จแล้วก็รีบลุกไปทานอาหารกลางวันค่ะ  เมนูอาหารกลางวัน คือ ข้าวกล้อง ผัดผักกาดขาว  แกงมะระ  ไข่ดาว  หมดแล้วก็เดินมาตักอีกรอบค่ะ  แบบว่าเมื่อเช้าไม่ค่อยได้ทานมันก็เลยหิวค่ะ  อาหารก็อร่อยมากเลยค่ะ ขนาดเป็นมังสวิรัตินะเนี่ย

11.30 น  ทานเสร็จแล้วก็มานั่งเขียนบันทึกต่อ  แล้วนอนยืดหลัง  พักผ่อน เพื่อเตรียมตัวเข้าภาวนาต่อรอบบ่าย อากาศในห้องพักก็ร้อนดีค่ะ ร้อนใดเล่า จะร้อนเท่าไฟนรก นอนเล่นไปค่ะ จะได้มีแรงภาวนาหนีนรกกันต่อ

12.45 น.  เสียงออดดังเตือนครั้งที่ 1 ตื่นแล้วค่ะ ลุกขึ้นเตรียมตัวเข้าห้องน้ำ  ล้างหน้า  อาบน้ำ(เพราะว่าร้อนค่ะ)  แต่งตัวให้เรียบร้อย ดื่มน้ำ  ทานกาแฟ สดชื่นขึ้นตั้งเยอะ

13.00 น.  เสียงออดดังเตือนครั้งที่ 2  เดินเข้าห้องปฏิบัติธรรมค่ะ  วันนี้จะนั่งภาวนาให้นานขึ้น เข้ามากราบพระ  บ่ายนี้หลวงพ่อสอนเดินจงกรม Step 4 “ยกส้นหนอ  ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ”

13.30 น  เราก็เริ่มเดินจงกรม Step 4 30 นาที สบายๆค่ะ ละเอียดขึ้นกว่าเดิม สมาธิจะได้แนบแน่น

14.00 น   นั่ง ภาวนา  “พองหนอ  ยุบหนอ”  กำหนดไว้ 1 ชั่วโมงค่ะ บ่ายนี้ใจมันเริ่มแสดงความขี้เกียจออกมา  มารมันมาคอยบอกว่า  พอแล้ว  เราได้คุ้มแล้ว  มาคราวนี้ได้มากแล้ว  พอเหอะ  อย่าลำบากอีกเลย  พักหน่อยก็ได้  ก็พยายามตั้งสติ  รู้ทันมัน ภาวนาต่ออย่างมีสติ หลงบ้าง เผลอบ้าง คิดบ้างก็รู้สึกตัวไว้ มีเวทนามาพอทนได้  เจ็บมาก  ปวดมากก็แผ่เมตตา  แผ่บุญไปก็ดีขึ้น เป็นทุกข์สบายๆค่ะยังพอทนได้อยู่ค่ะ

15.00 น.  หมดเวลาภาวนาช่วงบ่ายรอบแรก  ได้เวลาพักทานน้ำปานะ ก็เดินลงไปทานน้ำปานะเย็นๆให้ชื่นใจก่อนค่ะ  เข้าห้องน้ำ  ล้างหน้า  นั่งพักผ่อนร่างกาย จิตใจให้สดชื่นก่อน มองเห็หลายๆคนที่ตั้งใจภาวนามาก  เดิน นั่งกำหนดกันทุกอิริยาบถ  ไม่คุยกันเลย  ไม่สบตากันด้วย ดูเครียดๆ  เห็นแล้วเหนื่อยแทน  ทำไมภาวนากันลำบากขนาดนี้  ไม่เหมือนมนุษย์เลย  เหมือนซอมบี้มากกว่าค่ะ ไม่ปวดหัวกันบ้างหรือเนี่ย    ไม่เข้าใจนะว่าภาวนาแบบนี้จะได้สมาธิแบบไหน  เราก็เคยลองแล้วนะ  แต่ไม่ไหว  ปวดหัว เครียดๆแน่นๆ หนัก  มันไม่ใช่สมาธิที่ดี  ก็เลยไม่ทำค่ะ ทำแบบสบายๆ  ดูกาย  ดูใจ  รู้ปัจจุบันด้วยใจที่เป็นกลางดีกว่าค่ะ  รู้ทันกิเลสดีกว่ากดบังคับกิเลส   ส่วนพวกที่ไม่เคร่งก็ไม่เคร่งค่ะ  ขนาดปิดวาจานะคะก็ยังคุยกันอยู่ค่ะ  เสียดายแทน  มาทั้งที  ไม่ได้อะไรดีๆกลับไป  น่าสงสารจริงๆ

15.30 น.  อากาศข้างนอกร้อนมาก คนข้างนอกก็น่าเบื่อ รีบกลับเข้าห้องปฏิบัติธรรมดีกว่าค่ะ  ไปสู้กันต่อค่ะ ตั้งใจภาวนาเดินจงกรม Step 4 “ยกส้นหนอ  ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ” 30 นาที  นั่ง  1 ชั่วโมงค่ะ

17.00 น.  สาธุ...หมดเวลาปฏิบัติแล้ว  ช่วงบ่ายรอบสองวันนี้  เริ่มด้วยอารมณ์ขี้เกียจอย่างต่อเนื่องก็สู้ภาวนาไปค่ะ  แล้วมันก็ฟุ้งซ่านมาก กิเลสทั้งหลายก็เข้ามาแทรก  เกิดอารมณ์โกรธ  โมโหคุณต้น  มันฟุ้งซ่านคิดถึงเรื่องที่เค้าทำให้เราไม่พอใจ  สมาธิแตกซ่าน  สุดท้ายบัลลังค์นี้  โดนกิเลสมันเอาไปกินค่ะ ถึงจะภาวนาได้จนหมดเวลา  แต่ก็เป็นสมาธิที่ไม่มีคุณภาพเลยค่ะ  มีเคืองตลอด  น่าสงสารคุณต้นจริงๆ  อยู่เฉยๆก็ถูกโกรธจนได้  เฮ้อ...โดนกิเลสมันหลอกเอาซะแล้ว

17.05 น. ล้างหน้า  ล้างตาขับไล่โทสะ  โมหะออกไปจากใจ  พักผ่อน ดื่มน้ำปานะ นอนพักผ่อนก่อน เฮ้อ..อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  มีเหตุก็เกิด  หมดเหตุก็ดับ  บังคับไม่ได้จริงๆ 18.00 น.  ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว  ดื่มน้ำปานะ เตรียมตัวเข้าห้องค่ะ

18.30 น.  ได้เวลาเข้าห้องปฏิบัติธรรมแล้วค่ะปฎิบัติธรรมต่อค่ะ เดิน 30 นั่ง 30 นาที  แล้วก็พักค่ะ รอฟังธรรมจากหลวงพ่อค่ะ

19.30 น.  หลวงพ่อเข้ามา  อ.อภิญญา นำกราบหลวงพ่อ แล้วกล่าวอาราธนาพระธรรมค่ะ  ก่อนที่หลวงพ่อจะเทศน์นะคะ  หลวงพ่อจะกล่าวว่า "ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า  ผู้ตรัสรู้ธรรมคำสั่งสอนได้โดยพระองค์เอง แล้วนำสัจธรรมคำสั่งสอนนั้น  ออกมาเปิดเผยให้แก่มวลมนุษย์พุทธบริษัทได้ทราบโดยทั่วกัน  ขอความเจริญในธรรมแด่โยคีผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหลายทุกๆท่าน  วันนี้ก็เป็นวาระอีกวาระหนึ่งของการที่จะฟังธรรมตามกาลตามเวลาอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติ ฉะนั้นให้เรานั่งให้สบายเอามือวางไว้ที่ตักเพื่อสะดวกในการฟัง"

            คืนนี้  หลวงพ่อเทศน์ เรื่อง รูป นาม ขันธ์ 5 ค่ะ  ซึ่งอยู่ที่ตัวและหัวใจของเราค่ะ กาย  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ หลวงพ่อเล่าตั้งแต่ก่อนจะมาเป็นขันธ์ 5  เริ่มจากการปฏิสนธิ มีวิญญาณเข้าครอง ไล่ตามสัปดาห์ ในแต่ละเดือนเลยค่ะว่ามีลักษณะยังไง  อยู่ตรงไหน เราอยู่ในท้องแม่เป็นยังไง  ถ้าแม่คิดดีทำดี  เราก็ได้ดีด้วยตั้งแต่อยู่ในท้อง  การถ่ายทอดจิตลงสู่สายรก  ถ้าอยากได้ลูกเป็นเทวดา พรหม หรือผี  ก็ตั้งจิตทำให้ดี  ความเป็นมาของลูก  ดูได้ตอนที่แม่ท้อง  แม่เป็นยังไง ก็บอกได้ว่าลูกมาจากไหน ข้างบนหรือข้างล่างค่ะ และถ้าอยากให้ลูกเก่งในวิชา สาขาไหนก็อ่านหนังสือวิชานั้น  สอนลูกตั้งแต่อยู่ในท้อง  ปั้นกันตั้งแต่อยู่ในท้องเลยค่ะ  การถ่ายทอดกรรมพันธุ์และธรรมทายาทของแม่สู่ลูกทางสายรก ทางจิตวิญญาณ  หลวงพ่อท่านอธิบายการเกิด ดับของขันธ์ 5 ได้ชัดเจนมาก  ต้องหามาฟังให้ได้นะคะ

20.00 น.  ตอบปัญหาธรรมค่ะ หลวงพ่อนำข้อสงสัยที่ผู้ปฏิบัติธรรมเขียนใส่ไว้ในกล่องหน้าห้องปฏิบัติธรรม มาตอบค่ะ  หลวงพ่อท่านก็เมตตาโยมนะคะ  ขนาดท่านไม่ค่อยสบายนะคะ ท่านก็ตอบจนหมดเวลาค่ะ

21.30 น. ปิดไฟเข้านอนกันหมดแล้วค่ะ  เดินมานอนที่เตียงนอนแล้วสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน  แล้วแอบเปิดมือถือค่ะ  อยากรู้ว่ามีใครคิดถึงหรือเปล่า  เช็ค miss  call อีกครั้งค่ะ  เฮ้อ..อยากรู้จังว่าเป็นยังไงกันบ้าง คิดก็เท่านั้น  ทุกข์ก็เท่านั้น แล้วก็นอนภาวนาต่อไป  อากาศมันร้อนมากๆค่ะ พัดลมก็มาถึงแบบเฉียดไปเฉียดมา  นอนไม่ค่อยหลับก็นอน เอางี้ดีกว่า  เราจะนอนภาวนากันทั้งคืนเลยดีกว่าค่ะ  เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เย้...เหลืออีก 3 วัน  จะได้กลับบ้านแล้ว พรุ่งนี้เช้าเจอกันค่ะ บุญรักษา  ธรรมคุ้มครองนะคะ

หมายเลขบันทึก: 270296เขียนเมื่อ 23 มิถุนายน 2009 12:53 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2012 21:19 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (4)

ขอบคุณมาก สำหรับประสพการณ์ที่ดีๆ....แหล่มเลย

ขอบคุณมากเหมือนกันนะคะที่เข้ามาอ่าน

ดีใจค่ะ ที่ประสบการณ์ของแพรเป็นประโยชน์กับผู้อื่นบ้าง

จะพยายามเขียนบันทึกให้ครบ 8 วันค่ะ

อ่านแล้วดีใจ กับการปฏิบัติธรรมของคุณแพร ประสบการณ์ คิดว่าหลายคนถ้าได้อ่านแล้วจะได้รับประสบการณ์ดีๆ และอยากจะเป็นแบบนั้นบ้าง

วัดที่สมบูรณ์พร้อมด้วย พระวิปัสสนาและสถานที่ ดี ทุกอย่างก็จะดีไปหมด อีกไม่นาน คิดว่าจะทำให้เหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

อิสระแห่งจิต

http://gotoknow.org/blog/mindfreedom

ขอให้เจริญในธรรมทุกท่าน

บุญรักษา ธรรมคุ้มครองค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี