SHA

                      
                                                                    สุภาพร  สุโพธิ์    พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ        
                                                                    โรงพยาบาลแกดำ จังหวัดมหาสารคาม

                         ชีวิตของชายหนุ่มรูปร่างผอมบาง.....มีผ้าก๊อสปิดแผลที่ศรีษะหายใจแผ่วเบา กระพริบตาปริบๆ  ข้างแก้มมีรอยน้ำตาไหลนอนบนที่นอนฟูกเท่าลำตัว เคลื่อนไหวไม่ได้ ข้างๆมีแม่คอยดูแลด้วยใบหน้าที่หมองคล้ำ นัยต์ตาเศร้า  นานๆจะมีรอยยิ้มที่มุมปากนิดๆเมื่อสัมผัสและพูดคุยกับลูกชาย
                        กบ....เป็นลูกชายคนเดียวของป้าหมอน  มีนิสัยกระตุ้งกระติ้ง ...พูดเก่ง....ร่าเริง..... เป็นที่รู้ดีจักของเพื่อนในวัยเดียวกัน  แต่ด้วยฐานะไม่ดี และไม่มีพ่อ  ทำให้กบเรียนจบแค่ ม.6 แล้วต้องจากแม่ไปทำงานรับจ้างที่กรุงเทพฯ  
                         ชีวิตกบ...วัยรุ่นต้องเปลี่ยนไปต้องรับภาระเลี้ยงดูแม่วัย 52 ปีที่มีสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงเพราะมีโรคประจำตัวคือ โรคทัยรอยด์ต้องรับยาประจำที่โรงพยาบาลแกดำ ทุกๆปีช่วงปีใหม่กบ..ก็จะมาเยี่ยมแม่ มาพบปะกับเพื่อนๆในหมู่บ้าน
                         เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันของชีวิตก็เกิดขึ้น  เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2545 กบ...ถูกรถยนต์ชนจักยานยนต์ที่กบนั่งซ้อนท้าย กบกระเด็นออกจากรถจักยานยนต์ ทำใหศรีษะฟาดกระแทกกับพื้นถนนลาดยางจนกระโหลกศรีษะแตกและยุบ  ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลเอกชนในตัวจังหวัด เพื่อผ่าตัดสมองด่วน   กบจะมีชีวิตอยู่รอดหรือไม่ยังไม่ทราบ....
                        กบฟื้นมีชีวิตอีกครั้งแต่เหมือนตายทั้งเป็น  เมื่อสภาพร่างกายที่เคลื่อนไหวไม่ได้  หายใจด้วยการเจาะคอเปิดท่อหลอดลมทางเดินหายใจ  ที่จมูกมีสายให้อาหารทางสายยาง กระโหลกศรีษะมีรอยแผลเย็บและยุบปิดไว้ ด้วยผ้าก๊อสปกคลุมทั่วบริเวณศรีษะ  ป้าหมอนต้องเฝ้าดูแลลูกชายอยูที่ห้อง ICU เป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยมีอาการทรุดลงเรื่อยๆ   แพทย์ที่ให้การรักษาบอกให้ญาติทำใจ....โอกาสจะมีชีวิตอยู่รอดน้อยมากขึ้นอยู่กับการดูแลของแม่ และการฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วย และอนุญาตให้ญาติเอาผู้ป่วยกลับไปดูแลที่บ้าน
                          ป้าหมอน...นำลูกชายกลับมาอยู่ที่บ้านด้วยความรู้สึกหมดหวังที่จะรักษา ได้แต่หวังว่าจะอยู่ดูแลลูกชายจนหมดลมหายใจ.....
                           เช้าวันหนึ่ง...อาอี๊ดๆ....เสียงเรียกป้าหมอนก็ดังขึ้น....ป้าหมอนบอกว่าอา...กบกลับมาอยู่บ้านแล้ว....หายใจเองไม่ได้ ต้องเจาะหลอดคอ ......กินอาหารเองไม่ได้ ต้องให้อาหารทางสายยาง....มีแผลใหญ่มากที่ศรีษะ...ป้าไม่รู้จะทำอย่างไร(เฮ็ดหยังกะบ่เป็น บ่ฮู้สิเฮ็ดจังได๋)
                           ฉันในฐานะเพื่อนบ้านที่เหมือนญาติ และเป็น พยาบาลที่ในชุมชนซึ่งป้าหมอนจะให้ความเคารพ   ฉันเดินตามป้าหมอนไปที่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลห่างมีระยะทางห่างกันประมาณ 100  เมตร  สิ่งที่ฉันได้พบเห็น และรับรู้ขณะนั้นคือ สงสาร...เห็นใจ....และเข้าใจป้าหมอนและกบ....ซึ่งนอนหายใจแผ่วเบา ลืมตากระพริบปริบๆ    เคลื่อนไหวไม่ได้  ที่ศรีษะมีผ้าก๊อสปิดปกคลุมมองเห็นแต่ใบหน้า  ฉันได้ให้คำแนะนำการให้อาหารทางสายยาง  การทำความสะอาดท่อหลอดคอทางเดินหายใจ  การทำความสะอาดบาดแผลที่ศรีษะที่ยังมีรอยแย็บแผลปิดไม่สนิท และสอบถามคำแนะนำจากโรงพยาบาลให้ทำอย่างไร....เกี่ยวกับการดูแลที่บ้าน ป้าหมอนเล่าให้ฟังว่า ให้คำแนะนำเหมือนอาอี๊ดนั่นแหละ แต่ป้าก็ไม่กล้าทำ กลัวว่าจะทำไม่ถูก  ....ฉันจึงได้ทำให้ดูโดยฉันได้ประสานงานไปที่โรงพยาบาลแกดำเอาอุปกรณ์ ทำแผลพร้อมการเตรียมอาหารทางสายยาง....ให้ป้าหมอนได้ดูและลองให้ป้าหมอนทำไปด้วย....ป้าหมอนมีสีหน้าดีใจที่ทำได้และบอกฉันว่า  .....ป้าขอบคุณอาอี๊ดหลายๆ ....ฉันบอกป้าหมอนว่าถ้าป้าจะให้ช่วยเหลืออะไรก็บอก ส่วนผ้าก๊อสทำแผล ให้ป้าไปเอาที่โรงพยาบาลหนูจะบอกพยาบาลห้องER  (ห้องฉุกเฉิน) ให้ไว้ไม่ต้องเกรงใจนะค่ะ
                เวลาผ่านไป   1   เดือน ฉันเดินไปเยี่ยมกบที่บ้าน  เอาอาหารโปรตีนของแอมเวร์(Protien Neuteriec)  ฉันพบว่า ป้าหมอนให้กบหายใจเอง ถอดสายอาหารทางสายยางออก  โดยป้าหมอนเล่าให้ฟังว่า ...กบหายใจลำบากและมี เสลดออกมามาก ป้า..เหลือโตนลูก(สงสารลูก) ส่วนสายยางให้อาหารเหลว ป้าก็ทำให้กินทุกวันก็ไม่ได้ ป้าก็เลยลองทำข้าวต้มป้อนทางปากให้หัดกลืนอาหารเอง
                 ฉันถอนหายใจเบาๆ   ได้แต่มองด้วยแววตาที่เข้าใจและเห็นใจ    ถามป้าหมอนว่า..เฮ็ดมาโดนไป  (ทำมานานหรือยัง)
 ฉันได้แต่บอกป้าหมอนว่า ......ป้าถ้าต้องการจะไปโรงพยาบาล (บอกหนู นะค่ะ) ....ฉันใช้แทนตัวเอง ป้าไม่ต้องเกรงใจ  แต่หนูจะมาทุกวันไม่ได้ เพราะหนูก็จะต้องดูแลครอบครัว .....แต่ถ้าป้าจะให้โรงพยาบาลดูแลช่วยเหลือ ก็บอกนะค่ะ.......ฉันเดินออกจากบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย โดยคาดเดาว่า คงจะอยู่ได้ไม่นาน ......
 และแล้วเวลาผ่านไป จาก 1 เดือน เป็น 3 เดือน กบ อยู่ในความดูแลช่วยเหลือดูแลจากแม่ และญาติ ๆในหมู่บ้าน ซึ่งบางครั้งฉันก็จะแวะเอาอาหารเสริมโปรตีนไปให้บ้าง ....ฉันขับรถยนต์ผ่านไปได้แต่แค่ทักทาย ถามข่าว จากป้าหมอนว่า กบ เป็นอย่างไร
 ป้าหมอนมีใบหน้าที่ยิ้มอย่างมีหวัง บอกว่า ดีขึ้นหลาย .เลยอา.. รู้ที่คอก็ปิดแล้ว / กลืนเองได้ 
ป้าจะให้เคี้ยวข้าวเหนียวอยู่ 
 ฉันได้ยินก็ตกใจ ป้า ๆ.. .เดี๋ยวๆ.... ฉันจอดรถยนต์ เดินไปเยี่ยมกบ ที่บ้าน อีกครั้ง (หลังจากไม่ได้ไปเยี่ยม 3 เดือน )   สิ่งที่ฉันพบเห็น กบมีใบหน้าสดใส   มีรอยยิ้ม  พูดอ้อแอ้ ยกมือไหว้ด้วยแขนข้างขวา ข้างเดียว เพราะแขนข้างซ้ายยกไม่ได้  ฉันยิ้มทักทายอะไรกันเนี้ย.... ฉันอุทานขึ้น
 “ปฏิหารย์มีจริงหรือ ” เป็นไปได้ยังไง .. เพราะภาพที่ฉันเห็นในวันนี้ เป็นกบที่มีความหวัง เหมือนชีวิตใหม่ ที่กำลังจะเริ่มขึ้น  ฉันเข้าไปเปิดดูแผลที่ศีรษะกระโหลกยุบลงปิดสนิทเหลือแต่รอยบุ๋ม คล้ายกระหม่อมทารกเกิดใหม่.......หลอดคอที่เจาะไว้ถูกปิดด้วยรอยย่น ของผิวหนัง มือข้างขวาขยับช่วยตัวเองได้ส่วนขาท่อนล่างไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
 ฉันยิ้มทักทาย กบอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกดีใจ และแปลกใจมาก พร้อมพูดคุยให้กำลังใจกบ และป้าหมอน ชื่นชมความสามารถ ของป้าหมอน ที่ดูแลบุตรชาย จนอยู่ในสภาพชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
 ขณะนี้ กบและป้าหมอน ได้รับการดูแลช่วยเหลือ จากเทศบาลเดือนละ 500 บาท ส่วนฉันก็เป็นผู้ประสานงานทีมสุขภาพ ที่เกี่ยวข้อง เข้าไปฟื้นฟูสภาพ จัดหาอุปกรณ์ (รถเข็น) ให้ และบางครั้งก็เข้าไปช่วยฟื้นฟู ฝึกการเคลื่อนไหว โดยนำหนังสือฟื้นฟูผู้พิการ .. ไปมอบให้ป้าหมอน
            1 ปีต่อมา ฉันได้ไปเยี่ยมอีกครั้ง พบว่ากบ มีการขยับกายเคลื่อนไหวท่อนล่างได้ ด้วยการช่วยเหลือของแม่ จากภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยหาเชือกมาทำเป็นรอก ช่วยพยุงตัวลุกขึ้นและบริเวณบ้าน ป้าหมอนก็ทำเป็นราวไม้ไผ่ให้กบฝึกลุกขึ้นยืน และหัดเดิน  ( จากแม่ที่ต้องอุ้มลูกลุกขึ้น /อุ้มไปนอน  ) แต่เดี๋ยวนี้ กบช่วยตัวเองได้ แต่งสิ่งที่ตามมา กบจะมีอาการปวดศีรษะ บางครั้งจะเกร็ง  กระตุกตามร่างกาย ฉันจึงได้นำเครื่องวัดความดันโลหิต มาวัดพบว่า กบมีความดันโลหิตสูง จึงได้ไปประสานงานกับแพทย์ ให้การดูแลรักษา ให้ยาลดความดันโลหิต และยาป้องกันอาการชัก มารับประทาน อาการทุเลาลง และดีขึ้นตามลำดับ
 ปี พ.ศ. 2552 โรงพยาบาลแกดำ ได้บุคลากร นักกายภาพบำบัด  ฉันจึงประสานน้องนักกายภาพบำบัด ออกไปเยี่ยม และได้รับการดูแลช่วยเหลือ ในการปรับเปลี่ยนลุกนั่ง / การนอน  จึงนับว่า เป็นโอกาสที่ดี ที่กบได้รับการฟื้นฟู สมรรถภาพทางกาย ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมโดยมีป้าหมอนให้การดูแลอย่างเอาใจใส่ ด้วยความรัก และมีความผูกพันเอื้ออาทรจากคนในชุมชนและสังคมรอบข้าง ดังนั้น คำว่า....หมอ...ที่มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลรักษาใน 4  มิติ (ด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ) ของป้าหมอนที่ดูแลรักษา บุตรชาย จนมีชีวิตได้ด้วยความภาคภูมิใจของผู้เป็นแม่ที่ดูแล
  ปัจจุบัน กบมีชีวิตใหม่ พูดสื่อสารได้อย่างปกติ ช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันได้เช่น ลุกนั่ง แต่งตัว  กินข้าว บางวันแม่ก็จะให้นั่งรถเข็น และใช้มือโยก ข้างขวา ออกจากบ้านเข็นรถโยกไปตามถนน ทักทายกับเพื่อนบ้าน อย่างมีความสุข   ภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นของเรื่องราวชีวิตของกบและป้าหมอน ทำให้ฉันกลับมามองบทบาทของผู้ดูแลหลักของครอบครัว(Caregiver)และบุคคลในชุมชน และทบทวนระบบบริการการเยี่ยมบ้านของทีมสุขภาพเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เห็นในบทบาทผู้ดูแลหลัก ซึ่งมีความผูกพันและความรัก ความเอื้ออาทร ต่อผู้ป่วย ทำให้ระบบการดูแลสุขภาพทั้งด้านร่างกายจิตใจและด้านสังคมเกิดขึ้นในครอบครัวและชุมชน  คงบอกได้ว่า   ถึงเวลาแล้วที่ระบบบริการสุขภาพในชุมชน ที่จะต้องให้ความสำคัญกับผู้ดูแลหลักและการนำเอาเอาประสบการณ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสาน ในระบบการดูแลสุขภาพ โดยมีทีมสุขภาพเป็นบทบาทผู้ให้การสนับสนุน  ซึ่งจะเป็นคำตอบ  การพึ่งตนเองในการดูแลสุขภาพของภาคประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป