สุนทรภู่มหากวีกระฎุมพี เกิดวังหลัง ผู้ดีบางกอก มีวิชารู้เท่าทันโลกและชีวิต สุนทรภู่ที่คนทั่วไปรู้จัก หรือถูกทำให้รู้จัก คือ เกิดบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยอง แล้วบอกอีกว่าเป็น"อาลักษณ์ ขี้เมา เจ้าชู้ อยู่อย่างไพร่ ไร้เคหา รัชกาลที่ 3 ไม่โปรด เลยต้องออกบวชหนีราชภัย" แต่สุนทรภู่ที่มีพยานหลักฐานจากงานกวีนิพนธ์ที่ท่านแต่งไว้เอง ล้วนตรงข้ามกับที่คนอื่นรู้จัก คือ สุนทรภู่ เกิดในวังหลังปากคลองบางกอกน้อย ในตระกูลผู้ดีบางกอก เป็นมหากวีกระฎุมพี มีวิชารู้เท่าทันโลกและชีวิต เป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนักของรัชกาลที่ 2 เลื่อมใสนโยบายเศรษฐกิจการเมืองของรัชกาลที่ 4 เลยขัดแย้งกับรัชกาลที่ 3 ทำให้ต้องออกบวชหนีราชภัย ไปจำพรรษาอยู่วัดเทพธิดาราม ในพระอุปถัมภ์ของเจ้านายระดับสูง สุนทรภู่ไม่ได้มีอาชีพเป็นกวี เพราะกวีในยุคนั้นยึดเป็นอาชีพไม่ได้ แต่สุนทรภู่มีอาชีพรับราชการ เป็นขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักรัชกาลที่ 2 มีฐานะทางสังคมสูงในระดับนักปราชญ์หรือศาสตราจารย์ประจำราชสำนัก เป็นที่ปรึกษาหรือองคมนตรี เป็นผู้ร่างเอกสารสำคัญของราชสำนัก ส่วนงานกวีนิพนธ์เป็นความสามารถส่วนตัวเหนือกวียุคเดียวกัน เลยแต่งวรรณคดีการเมืองต่อต้านการล่าอาณานิคมของยุโรป ชื่อ พระอภัยมณี-- สุนทรภู่ไม่ใช่อาลักษณ์ขี้เมา สุนทรภู่เป็นกวีในราชสำนักรัชกาลที่ 2 ที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ยกย่องเป็น "มหากวีกระฎุมพี" เป็น "อาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว" และเป็นศาสตราจารย์นักปราชญ์ราชสำนัก "ปัญญาชน" ฝ่ายก้าวหน้า ที่ฝักใฝ่อยู่กับเจ้าฟ้ามงกุฎ (พระนามเดิมของรัชกาลที่ 4) กับเจ้าฟ้าน้อย (พระนามเดิมของพระปิ่นเกล้าฯ) ทั้ง 2 พระองค์ ทรงเป็นราชโอรสของรัชกาลที่ 2 ที่มีสิทธิชอบธรรมในการสืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา สุนทรภู่ออกบวชเมื่อ พ.ศ.2367 ขณะนั้นอายุ 38 ปี เป็นที่รู้กันว่าบวชการเมืองหนีราชภัยเพราะบวชเมื่อรู้ว่ารัชกาลที่ 3 ได้เสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินซึ่งต่างจากที่เคยคาดคะเนว่าราชสมบัติควรตกอยู่กับเจ้าฟ้ามงกุฎที่ตนฝักใฝ่เลื่อมใส แล้วถือตนว่าเป็นช่วงข้าใช้มาตลอดการออกบวชของสุนทรภู่จึงไม่ใช่เรื่อง "ถูกถอด" จากตำแหน่ง เพราะสมญา "อาลักษณ์ขี้เมา" ที่มีผู้ตั้งให้ภายหลังอย่างเหลวไหล กรณีแก้กลอนหน้าพระที่นั่งในรัชกาลที่ 2 ควรเป็นเรื่องความขัดแย้งทางความคิดการเมืองในราชสำนักครั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย สุนทรภู่ถึงต้องหนีราชภัยไปบวช แต่ก็ไม่ได้ร่อนเร่ไร้เคหาอาศัย เพราะมี "เจ้านาย" ชั้นสูงคอยดูแลอุปถัมภ์ค้ำจุนไม่ขาดแคลนเลย เมื่อบวชแล้วก็เป็นอันว่าแล้วกันไป พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มิได้ทรง "รังแก" ให้สุนทรภู่เดือดร้อน ดังจะพบหลักฐานว่ารัชกาลที่ 3 เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้ 5 ปี ถึง พ.ศ.2372 ได้ทรงพระราชทานอนุญาตให้เจ้าฟ้าเล็กๆ 2 พระองค์ในวังหลวง คือ เจ้าฟ้ากลาง กับ เจ้าฟ้าปิ๋ว ไปมอบตัวเป็นศิษย์ให้สุนทรภู่สอนหนังสือ คราวนี้เองที่สุนทรภู่ขณะเป็นภิกษุ แต่งเพลงยาวถวายโอวาท มีความพาดพิงถึงเรื่องนี้ชัดเจนอย่างยิ่ง จะเห็นว่านอกจากไม่ "รังแก" แล้ว รัชกาลที่ 3 ยังยกย่องให้ความสำคัญต่อความรู้ความสามารถด้วยซ้ำไป เพราะทรงรู้อยู่เต็มพระทัยว่าสุนทรภู่เป็น "ปราชญ์กวี" ที่ไม่มีใครในครั้งนั้นเทียบได้ จนอีก 10 ปีต่อมา เมื่อ พ.ศ.2382 ยังพระราชทานอนุญาตให้พระธิดาใหญ่องค์โปรด คือ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงอุปถัมภ์อุปัฏฐากพระภิกษุสุนทรภู่ให้ไป จำพรรษาอยู่วัดเทพธิดารามที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระราชทานพระธิดาองค์นี้ ครั้งนี้เองที่สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณีตามรับสั่ง แล้วมีผู้นิยมอ่านมากตั้งแต่ครั้งนั้น อันเป็นช่วงที่พระนางเจ้าวิคตอเรียเป็นราชินีเสด็จขึ้นครองราชย์อังกฤษ ซึ่งมีลังกาเป็นเมืองขึ้นแล้วเท่ากับเป็นกษัตริย์ลังกาไปพร้อมกัน ฉะนั้น ที่กล่าวกันว่าสุนทรภู่เป็น "อาลักษณ์ขี้เมา" แต่แต่งหนังสือดีจึงไม่ตรงตามความเป็นจริง เพราะถ้า "ขี้เมา" จริงอย่างนั้นก็แต่งหนังสือดีไม่ได้ ถึงแต่งได้ก็ไม่มากเท่าที่มีอยู่ และยังมีต้นฉบับหายไป หาไม่พบอีกไม่น้อย ย่อมเป็นพยานในตัวเองว่าสุนทรภู่ไม่มีเวลาอย่างอื่น นอกจากแต่งหนังสือและศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้ แล้วเรียนรู้เท่าทันโลก จังหวะชีวิต ใครลิขิตมาหนอ
สวัสดีตอนเช้าค่ะ