เขียนประวัติศาสตร์สร้างสุขชุมชน....ฉบับประชาชนคนวังอ่าง
โดย
ประสิทธิชัย หนูนวล, เสณี จ่าวิสูตร,
ศิลป์เรืองศักดิ์ สุกใส, ทรงวุฒิ พัฒแก้ว,อารียา เรืองประดิษฐ์
๑
ความสำเร็จขึ้นอยู่กับชะตาแต่ว่าผู้กำหนดความสำเร็จคือคน
ล้อมวงผู้นำตำบลที่สถานีอนามัย
วันนั้นแดดร้อนพอสมควรพวกเราหลายคนนั่งคนอยู่บริเวณห้องประชุมเล็กๆซึ่งอยู่ติดกับสถานีอนามัย ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนไม่ห่างไกลมากนักกับถนนใหญ่สี่เลนเส้นซึ่งใช้สำหรับสัญจรจากภาคใต้สู่กรุงเทพ ห้องประชุมเล็กๆซึ่งบรรจุเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่ถือว่าเป็นผู้นำที่สำคัญของชาววังอ่าง ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ผู้ใหญ่บ้านและ อบต. เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยรวมทั้งนักพัฒนาเอกชน ท่ามกลางแดดที่ร้อนอบอ้าว กลับเร่งเร้าบรรยากาศของการพูดคุยให้ออกรสชาติมากขึ้นเมื่อห้องประชุมถูกทำให้แคบลงด้วยจำนวนคนที่ทยอยเข้ามานั่งจนเต็มห้อง แต่ทว่าความร้อนของแสงอาทิตย์ยังไม่อาจทำหึความตั้งใจของแกนนำชุมชนกลุ่มนี้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญแต่อย่างไร ดูเหมือนว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นการมานั่งทบทวนถึงภาวะของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อคนวังอ่างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาเราทำอะไรเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยของชุมชนเอาไว้บ้าง เพื่อสร้างชุมชนให้ปลอดภัย การมานั่งหารือวันนี้จึงเป็นเสมือนการมานั่งตั้งสติทบทวนเพื่อทำให้ชุมชนรู้เท่าทันตัวเอง เพราะถือว่าการมั่นมาประชุมทำความเข้าใจกันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง
ตำบลวังอ่าง ประกอบด้วย 9 หมู่บ้าน ทางทิศตะวันตก ติดกับเททอกเขาบรรทัด ทิศตะวันออกติดกับตำบลท่าปะจะ ทิศใต้ติดกับตำบลเกาะขันธ์และทิศเหนือติดกับตำบลเขาพระทอง แผ่นดินดี ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประชาชนมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย พึ่งตนเองโดยการปลูกผักพื้นบ้านบริโภค เลี้ยงสัตว์ไว้รับประทานในครัวเรือน มีการแบ่งปันเกื้อกูล พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันทั้งคนและสิ่งแวดล้อม มีต้นทุนเดิมที่ผ่านกาเรียนรู้ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่มุ่งเน้นในการสร้างการเรียนรู้ด้านสิทธิชุมชน ทำให้แกนนำและคนในชุมชนได้ประสบการณ์ รูปแบบการทำงาน สร้างความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น การรวมตัวเป็นกลุ่มอย่างชัดเจน เป็นที่ยอมรับของหมู่บ้านใกล้เคียงและพื้นที่ต่างๆในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งองค์ประกอบของการมีส่วนร่วม ที่ผ่านมามีความหลากหลายทั้งในระดับปัจเจกบุคคล กลุ่ม อสม. เด็กเยาวชน กลุ่มผู้หญิง สมาชิกในชุมชน ถึงแม้กระทั้งข้าราชการครูบางท่านในพื้นที่และกลุ่มต่างๆในชุมชน ได้เข้ามาเป็นกระบวนขับเคลื่อนชุมชน
วงประชุมฉบับชาวบ้าน
เก้าอี้ทุกตัวถูกขยับให้เป็นวงรีเพื่อที่จะให้ทุกคนได้เห็นหน้ากันอย่างชัดเจน แต่ทว่าการประชุมของชาวบ้านไม่ต้องการระเบียบเหมือนการประชุมของข้าราชการหรือวงการธุรกิจ จึงมีเก้าอีบางตัวซึ่งถูกลากเอาไปนั่งตามอัธยาศัย ชายขอบริมห้องประชุม แต่ก็ยังเห็นหน้ากันชัดเจนดี แก้วกาแฟถูกจัดวางอยู่ข้างๆ พร้อมกระติกน้ำร้อนซึ่งพร้อมให้ทุกคนลุกขึ้นไปชงดื่มเพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ ความตั้งใจของทุกคนวันนี้จะทบทวนประวัติศาสตร์ของการร่วมแรงร่วมใจว่าเราทำอะไรกันมาบ้างแล้วและต่อไปจะก้าวเดินไปอย่างไร การเคลื่อนไหวในรอบหลายปีที่ผ่านมาจึงจะถูกบันทึกลงบนหน้ากระดาษซึ่งติดไว้ที่บอร์ดหน้าห้องประชุม พร้อมให้ทุกคนทำการตรวจสอบประวัติศาสตร์ร่วมกัน โดยมีนักพัฒนาเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งทำงานปลุกปล้ำร่วมกับชาวบ้านมานานนับกึ่งทศวรรษถือปากกาเตรียมพร้อมสำหรับบันทึกเรื่องราวอันน่าประทับใจลงไปให้เต็มผืนกระดาษ กระดาษผืนนี้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะวาดประวัติศาสตร์ในสิ่งที่ตัวเองรับรู้หรือเข้าใจได้อย่างเต็มที่ ความรู้และจินตนาการจะไม่ถูกปิดกั้นในที่ประชุม
หมออนามัยพี่เลี้ยงที่สำคัญของแกนนำ
หมออนามัยคนหนึ่งลุกขึ้นมากล่าวนำหลังจากที่โฆษกน้อยประจำการประชุมเชิญเพื่อทำพิธีกรรมสำหรับให้การพูดคุยครั้งนี้สามารถดำเนินการไปได้ตามที่หวัง หมอไก่ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าสถานีอนามัยลุกขึ้นกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมพร้อมทั้งกล่าวถึงความสำคัญของการหารือครั้งนี้รวมทั้งบทบาทของสถานีอนามัยที่จะมีส่วนร่วมกับชุมชนในการพัฒนาว่า “ความจริงแล้วผมแม้ไม่ใกล้ชิดมาก แต่ถือว่าคนวังอ่างร่วมใจกันสร้างชุมชนได้อย่างน่าสนใจ ....สถานีอนามัยเองก็จะประสานเสริมเหมือนที่ทำมาให้ดีขึ้นต่อไป....” ความจริงแม้ว่าจะเป็นการกล่าวเพื่อเปิดพิธีแต่มีความสำคัญยิ่งของคนในชุมชน เพราะมันไม่ใช่เพียงการทำพิธีการและมันเหมือนพิธีกรรม ซึ่งก็คือการกระทำที่จะก่อให้เกิดกำลังใจต่อคนในวังอ่างและยังแสดงให้เห็นถึงพลังของการร่วมแรงร่วมใจระหว่างชุมชนกับสถานีอนามัยเพื่อให้การทำงานมีความก้าวหน้าและก้าวไกลมากขึ้น เพราะแกนนำชุมชนกล่าวให้ฟังในภายหลังว่า ‘การทำงานโดยลำพังเพียงชุมชนแม้ทำได้แต่อาจยังไม่ดีพอแต่หากว่ามีการเชื่อมประสานกับหน่วยงานในท้องถิ่น การทำงานนั้นจะได้แรงบวกคืองานจะทำได้ดียิ่งขึ้น’ การกล่าวของหมอไก่ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในส่วนของการที่จะทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต เสียงปรบมือดังปิดท้ายหลังจากที่คำกล่าวประโยคสุดท้ายสิ้นสุดลง พร้อมกับเสียงเลื่อนเก้าอี้อีกครั้งเพื่อขยับอิริยาบถ ทำให้ท่านั่งคลายการปวดเมื่อยไปด้วย เสียงพี่ทิพดังขึ้นกลบเสียงทุกคนในห้องประชุม ด้วยท่าทางที่ทะมัดทะแมง ผ้าคาดเอวสีแดงกลับเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจ “เราได้รับความช่วยเหลือจากสถานีอนามัยมาก น้ำยาล้างจานและหลายสิ่งหลายอย่างที่เราทำก็ได้รับความช่วยเหลือจากอนามัย เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องซื้อแล้ว แม้ว่าราคายางจะถูกแต่ว่าบ้านเราต้องอยู่รอดให้ได้ ยังเป็นห่วงอยู่อย่างเดียวก็คือ รถที่ดาวน์มาผ่อนให้หมออย่าให้ถูกยึดพี่น้องเหอ..” คำพูดนี้ต้อนรับด้วยเสียงโห่ดังทั่วห้องประชุม เพราะเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยของหลายคน หลังจากพูดจบผ้าแดงก็ถูกคลี่ออกจากเอว พร้อมกับผูกเข้าไปใหม่อีกครั้ง เสมือนว่าการลุกขึ้นพูดเมื่อครู่ได้ทำให้ผ้าคาดเอวผืนโปรดไม่เข้าที่เข้าทางเสียแล้ว บรรยากาศผ่อนคลายลงอย่างยิ่งแดดที่ร้อนจ้าไม่อาจทำอย่างไรหัวใจของผู้นำที่นี่ได้
ชวนทบทวนสิ่งที่ร่วมกันทำในสถานการณ์ยางพาราราคาถูก
พี่ดุล นักพัฒนาเอกชนซึ่งคลุกคลีทำงานร่วมกับชุมชนมานานเกือบ๕ ปีแล้วทำหน้าที่เป็นโฆษกประจำเวทีบอกกล่าวกับผู้เข้าร่วมประชุมว่า “วันนี้พวกผมมาร่วมด้วยเพื่อที่จะร่วมกันมองว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรไปบ้าง และต่อไปเราจะทำอะไร ภาษาของพวกผมก็คือลองมาถอดบทเรียนกันดูว่าเราทำอะไรไปถึงไหนกันแล้ว หากเป็นภาษาของพวกเติ้นก็คือมานั่งแหลงถึงบ้านของตัวเอง... ”คำพูดของพี่ดุลยังไม่จบลง เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาว่า “ผอมลองถอดหมดแล้วครับว่า งานนี้มีต้องมีการปรับตัวกันครั้งใหญ่ในตำบลวังอ่างเพราะราคายางต่ำลงมาก หลายคนเวียนหัวกับการผ่อนรถ..แต่ผมว่าที่สำคัญก็คือคนส่วนหนึ่งยังไม่รู้ตัวว่าต้องปรับตัวผมว่าอันนี้อันตราย ขอบคุณครับ ” เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับมีเสียงแทรกขึ้นมาเป็นระยะว่า “มึงหรอย...” “มึงพูดถูก..” พี่ดุลต้องแย่งพูดเพราะกลัวจะมีคนพูดต่อไปเรื่อยๆไม่จบเพราะประเด็นนี้ทุกคนเห็นร่วมกัน แต่เพื่อทำให้การพูดคุยครอบคลุมประเด็นที่ตั้งไว้จึงต้องดำเนินการตามลำดับเรื่อง “ผมว่าสิ่งที่น้าแหลงมาเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งวันนี้เราก็น่าจะได้พูดกันให้เนียน แต่ว่าก่อนไปถึงตรงนั้น ผมอยากชวนให้เราทบทวนร่วมกันทั้งหมดว่าที่เราดำเนินการผ่านมาเราทำอะไรกันไปบ้าง ตอนนี้เรามีดีอะไรอยู่บ้าง เพราะเวลาเราพูดถึงสถานการณ์ยางพาราราคาถูกเราจะรู้ว่าจะปรับตัวอย่างไร” ดวงตาของทุกคนมุ่งมาที่พี่ดุลซึ่งลุกขึ้นไปอยู่กลางเวทีการประชุม ด้วยแววตาที่มุ่งหวังอะไรบางอย่าง
เริ่มต้นที่การสร้างคน
ประเด็นนี้มีความสำคัญสำหรับการพัฒนาชุมชนในหลายพื้นที่ และอาจพูดได้ว่ากลายเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาเพราะถ้าไม่มีคนก็ไม่มีงาน ต่อให้มีระบบการทำงานหรือระบบการสนับสนุนที่ดีแต่ถ้าไม่มีคนทำทุกอย่างก็เท่ากับจบสิ้นลง กระบวนการสร้างคนของตำบลวังอ่างจึงเป็นประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาทบทวน เปรียบเสมือนการทดสอบกำลังว่าสิ่งที่เราจะทำต่อไปข้างหน้ามีคนทำงานหรือไม่ หรือเราจะสร้างคนทำงานใหม่ได้อย่างไร โดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มสาวซึ่งจะมีบทบาทหลักต่อไปในการพัฒนาชุมชน น้าดำ แกนนำคนสำคัญของการเคลื่อนงานที่ตำบลวังอ่างได้รับการชี้จากที่ประชุมว่าให้เป็นคนเล่าเรื่องนี้ น้าดำขยับตัวเล็กน้อย ท่าทางยังขอคำยืนยันว่าให้ผมเล่าหรือเปล่า หลายคนแสดงออกทั้งคำพูดและท่าทาง แววตาของน้าดำจึงมุ่งมาที่กลางวงประชุม เล่าอย่างตั้งใจว่า “ผมขอตัดตอนเอาเฉพาะช่วงที่สำคัญนะครับไม่น่าจะเล่าตั้งแต่สมัยผมหนุ่ม อาจจะเล่าเฉพาะช่วง๕-๖ ปีที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ การสร้างคนของเราสัมพันธ์กับการทำงาน นั่นคืองานเป็นอย่างไร สมบูรณ์แค่ไหนก็หมายถึงว่าเราสามารถสร้างคนได้มากน้อยเท่าไหร่”
คนใน – คนนอก ร่วมทำจึงเป็นพลังสองแรง
คำพูดเปิดประเด็นแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนแกนนำที่เกิดขึ้นได้นั้นเป็นเพราะการทำงาน ร่วมกันเป็นกลุ่ม เขากล่าวต่อว่า “เราต้องยอมรับประการหนึ่งว่า การรวมตัวของเราที่เกิดขึ้นได้ในช่วงนั้นสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมากจากนักพัฒนา พวกน้องเสณี น้องดุล น้องหนู เข้ามาช่วย กระตุ้นให้พวกเราได้คิด ผมยังจำได้ว่าเราเริ่มกันด้วยกิจกรรมภายใต้เครือข่าย อสม. เพื่อมาคิดเรื่องการสร้างสุขภาพของชุมชนกันเอง” จากคำพูดของน้าดำแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งเข้ามามีบทบาทต่อกระบวนการพัฒนาของแต่ละชุมชน โดยการเข้ามาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการทบทวนตนเองต่อเรื่องสุขภาพว่า ชุมชนของเราอยู่กันอย่างไร ยังเป็นสุขดีหรือไม่ หรือว่ายังเจอภัยคุกคามทางด้านสุขภาพอะไรบ้าง กระบวนการเหล่านี้นำมาซึ่งการรวมกลุ่มคน โดยครั้งแรกๆ นั้นไม่ได้รวมคนเพื่อมาทำกิจกรรมแต่ว่ารวมคนเพื่อมานั่งคิดถึงชีวิตของตนเอง นั่งล้อมวงมาร่วมกันแสดงความเห็นจากระดับบุคคลจนกลายเป็นระดับกลุ่ม และส่งผลให้เกิดมุมมองต่อระดับชุมชนได้ว่าเป็นอย่างไร การชวนคนมานั่งคิดจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างคน ผู้ใหญ่..... ซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าทุกคนในที่ประชุมเสริมขึ้นว่า“ดำช่วยบอกว่าช่วงนั้นการรวมกลุ่มเป็นอย่างไรบ้าง”น้าดำจึงเล่าต่อว่า “ความจริงช่วงนั้นเราก็แทบจะไปไม่รอดเหมือนกันคนมาร่วมกันทำงานน้อย อาจเป็นเพราะหลายสาเหตุ โดยเฉพาะคนอาจไม่เห็นความสำคัญของการรวมตัวกันประชุม หรือรวมตัวกันทำกิจกรรมว่าจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหาอะไร หรือถ้ามีก็เป็นปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พูดตรงไปตรงมาก็คือช่วงนั้นการรวมกลุ่มก็เกือบล่มเหมือนกัน โครงการที่ขอเขามาก็เหมือนจะคืนกลับเพราะสภาพช่วงนั้นไปไม่ได้จริงๆ”
รวมคนมาทำงานเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย
การเริ่มต้นทำงานในเชิงการรวมกลุ่มจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะที่ผ่านมาคนมักจะเคยชินกับการทำมาหากินเฉพาะหน้า ความลำบากทั้งหลายล้วนพึ่งพาหน่วยง่านต่างๆในการเยียวยารักษา โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นการป่วยไข้ หรือการช่วยเหลือทางอาชีพ งานหลักของสมาชิกในชุมชนก็คือการมุ่งแสวงหารายได้ เพื่อนำมาบรรเทากับรายจ่ายซึ่งเกิดขึ้นหลายด้าน จึงไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องอื่นๆ การพูดถึงการรวมกลุ่มเพื่อมาแก้ปัญหาหรือสร้างเสริมสุขภาพจึงอาจทำให้คนในชุมชนมองว่า เป็นเรื่องที่เอาไว้ทีหลังก็ได้ ลักษณะการรวมกลุ่มในช่วงนั้นของชุมชนก็คือยังไม่เป็นกลุ่มที่แข็งแรง มีแกนนำเพียงไม่กี่คนซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการเคลื่อนงาน การสร้างคนของชุมชนลาไมในช่วงนั้นจึงให้บทเรียนที่สำคัญว่า ทั้งจำนวนและคุณภาพของผู้นำมีความจำเป็นควบคู่กันไป เพราะต่อให้มีผู้นำที่มีคุณภาพเพียงไม่กี่คนก็ไม่สามารถทำงานได้แต่ว่าถ้ามีจำนวนมากพอกับขนาดของงานก็จะสามารถดำเนินงานไปได้ แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ กลุ่มผู้นำมีการถกเถียงทางความคิดจนนำไปสู่ทิศทางการทำงานร่วมกัน จึงจะเป็นกลุ่มที่มีการขับเคลื่อนอย่างมีพลัง
วิกฤติคือโอกาสสร้างคน
หลังจากน้าดำพูดจบ ผู้ใหญ่ติ๊ก ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆทำหน้าที่เล่าต่อว่า “การรวมตัวของคนวังอ่างเริ่มเป็นจริงเป็นจังเมื่อเกิดเหตุหรือเกิดวิกฤติครั้งสำคัญก็คือการสร้างอ่างเก็บน้ำวังอ่าง การเกิดขึ้นของการพัฒนาขนาดใหญ่เป็นชนวนที่ทำให้เรามาร่วมกันทำงานอย่างแข็งขัน” หลายคนเริ่มให้ความสนใจแม้ว่าจะเป็นสมาชิกของชุมชนเดียวกันแต่ว่าหลายคนไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ จึงทำให้ไม่ทราบถึงเหตุการณ์ต่างๆในช่วงนั้น น้าคนหนึ่งยกมือและกล่าวเสริมผู้ใหญ่ติ๊กว่า “เหตุการณ์ในช่วงนั้นยังเริ่มต้นจากแกนนำกลุ่มเล็กๆเหมือนกัน แต่การรณรงค์ให้คนได้รับทราบข้อมูลมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจากการรับทราบทำให้คนเข้ามาร่วมค้านการสร้างอ่างเก็บน้ำมากขึ้น”จากคำบอกเล่าถึงเหตุการณ์การสร้างเขื่อนในช่วงนั้นทำให้เราเห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของกระบวนการสร้างคนของชาวตำบลวังอ่าง อาจเรียกได้ว่า ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสได้อย่างน่าสนใจ คล้ายกับหลายชุมชนที่เกิดความเข้มแข้งจากการรวมกันต้านภัยคุกคามโดยเฉพาะที่เกิดจากภายนอกชุมชน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือปริมาณคนที่เข้าร่วมทำกิจกรรมต่างๆของชุมชนมีมากขึ้น ด้วยการหวังว่ากิจกรรมเหล่านั้นจะนำไปสู่การต้านอ่างเก็บน้ำ อย่างไรก็ตามผู้นำจำนวนมากที่เกิดขึ้นยังไม่อาจเป็นตัวชี้วัดถึงความสำเร็จหรือไม่ในการทำงาน สิ่งสำคัญที่จะต้องทำควบคู่กันไปก็คือ การสร้างคุณภาพของผู้นำ สิ่งที่น่าสนใจต่อไปเกิดขึ้นจากคำบอกเล่าของน้าดำที่เน้นย้ำให้เห็นถึงการจัดการเรียนรู้ของคนที่วังอ่าง “ช่วงนั้นแรงใจของทุกคนมาร่วมกันทำงานด้วยการทุ่มเท เพราะบ้านเรากำลังจะเกิดความเสียหายขนาดหนัก กิจกรรมหลายอย่างจึงเกิดขึ้น ด้วยการที่เราตั้งโจทย์ร่วมกันว่า ทำอย่างไรอ่างจึงจะไม่เกิดขึ้น พอเกิดคำถามแบบนี้ก็ต้องแสวงหาวิธีการดำเนินการตามมา ด้วยการสร้างความตระหนักของคน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากน้องๆโครงการดับบ้านดับเมืองและโครงการอื่นๆมาร่วมกัน ครั้งแรกเรารวมตัวกันเพื่อหาความรู้ว่าในพื้นที่อื่นๆที่เขาเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้เขามีวิธีการทำงานอย่างไร พอสอบถามก็พบว่ามีหลายพื้นที่ซึ่งเป็นมิตรกับเราเคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นการขอความรู้ในลักษณะการตั้งวงคุยจึงเกิดขึ้น ด้วยวิธีการแบบนี้เราได้สติปัญญามาเยอะ” การรวมตัวเพื่อทำงานด้านความคิดเป็นกิจกรรมแรกๆที่ชุมชนเลือกที่จะทำเพื่อเสริมสร้างความรู้และความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับบรรดาแกนนำทั้งหลาย เพราะการมีหลักคิดและความเชื่อมั่นดังกล่าวจะนำมาสู่พลังในการขับเคลื่อนงาน
กระบวนการเรียนรู้คือคำตอบของการต่อสู้และพัฒนา
ไม่เฉพาะการร่วมเรียนรู้กับพื้นที่ข้างนอกเท่านั้นที่จะทำให้ชุมชนเกิดกระบวนการเรียนรู้แต่การจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในกันเองของชุมชนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งกว่า ดังคำพูดของผู้อาวุโสคนหนึ่งของชุมชนว่า “ช่วงนั้นมีการจัดตั้งคณะกรรมการของชุมชนและแบ่งหน้าที่เป็นฝ่ายแต่ละฝ่ายก็มีหน้าที่ของตนเอง เพื่อให้มันรอบด้านมากยิ่งขึ้น” การแบ่งหน้าที่กันทำงานเพื่อขับเคลื่อนกลายเป็นเรื่องใหม่สำหรับชุมชนแต่ในขณะนั้นสถานการณ์บังคับว่าถ้าไม่มีการจัดการที่ดีพอก็ไม่มีพลังที่จะไปต่อสู้กับโครงการขนาดใหญ่ที่จะเข้ามา การรวมกลุ่มของชุมชนตำบลวังอ่างจึงค่อยๆเริ่มขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เป็นการก่อเกิดกลุ่มทั้งในเชิงปริมาณและในเชิงคุณภาพ สิ่งที่สร้างการเรียนรู้ให้กับชุมชนที่สำคัญอีกประการหนึ่งในขณะนั้นก็คือ บทบาทขององค์กรภายนอกที่เข้ามาเสริมชุมชน เมื่อเกิดการเตรียมคน เตรียมความคิด กิจกรรมต่างๆจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในวังอ่าง ทั้งกิจกรรมการณรงค์ กิจกรรมการประชุมที่มีอย่างต่อเนื่องยาวนานติดต่อกันหลายเดือนในช่วงนั้นได้ปลุกปั้นให้เกิดแกนนำที่มีความเข้มแข็งหลายคน สุภาพสตรี ซึ่งเป็น อสม.หลังจากที่นั่งฟังอยู่นานกล่าวว่า “ ช่วงนั้นเราประชุมกันบ่อยมาก เกือบทุกคืนเพราะคนมันเดือดร้อน ทุกคนทุ่มเทให้กับการทำงานครั้งนี้”
การรวมตัวเริ่มชัดเจนเมื่อมีการตั้งกลุ่ม
การรวมกลุ่มในครั้งนั้นเริ่มชัดเจนมากขึ้นเมื่อมีการจัดตั้งกลุ่มในรูปแบบของกลุ่มอนุรักษ์ชื่อว่า ……………. ซึ่งเป็นกลุ่มที่สำคัญในการเป็นแกนขับเคลื่อนงาน หลังจากเกิดการจัดตั้งวิทยุชุมชนยิ่งเป็นเครื่องมือให้กับชุมชนในการเผยแพร่และถ่ายทอดแนวคิดและข่าวสารเกี่ยวกับชีวิตประจำวันให้กับสมาชิกในชุมชนได้รับทราบ แกนนำชุมชนแต่ละคนมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจัดรายการวิทยุอย่างต่อเนื่อง ทำให้วิทยุชุมชนกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการสร้างแกนนำของชุมชนลาไม นอกจากนี้แล้วกิจกรรมอื่นๆที่ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมในการสร้างผู้นำโดยเฉพาะเยาวชนได้เกิ